บทที่ 5 เป็นแค่ผู้ปกครอง
บรรยากาศยามเย็นที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังใจกลางเมืองยังคงคึกคักไปด้วยเหล่านักศึกษาที่เพิ่งเลิกคลาส แสงแดดสีส้มรำไรฉาบทาทั่วตึกเรียนเก่าแก่ กลิ่นอายของการทำกิจกรรมรับน้องยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว
นีน่านั่งพักผ่อนอยู่บนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ใบหน้าที่เคยสดใสกลับดูอ่อนเพลียเล็กน้อย ไม่ใช่เพียงเพราะการเรียนที่หนักหน่วง แต่เป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่ยังคงรบกวนจิตใจเธอไม่หยุด
สัมผัสอุ่นร้อนและเสียงทุ้มพร่าของหมอภีมยามโยกขยับบนร่างกายเธอยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทุกครั้งที่เธอมองรอยจาง ๆ ที่ทาคอนซีลเลอร์ปกปิดไว้ หัวใจก็เต้นระรัวจนแทบควบคุมไม่ได้ ความลับที่เธอแบกไว้ช่างหนักอึ้ง แต่ทว่ามันกลับมีความหวานล้ำเคลือบแฝงจนเธอไม่อยากจะปล่อยมันไป
“นีน่า... เหนื่อยไหมครับ กินน้ำแดงเย็น ๆ หน่อยนะ พี่ซื้อมาฝาก”
เสียงทุ้มสดใสของ กาย รุ่นพี่ปีสอง ดีกรีอดีตเดือนคณะดังขึ้นเรียกสติ กายเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจที่สาว ๆ ทั้งคณะต่างหลงใหล เขาถือแก้วน้ำแดงที่มีหยดน้ำเกาะพราวส่งมาให้เธออย่างมีไมตรี
“ขอบคุณค่ะพี่กาย แต่ความจริงไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ” นีน่าตอบพลางรับแก้วมาตามมารยาท เธอพยายามรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ แต่นั่นดูเหมือนจะยิ่งท้าทายรุ่นพี่หนุ่มเข้าไปใหญ่
“ไม่ลำบากเลยครับ สำหรับนีน่า... พี่ดูแลได้มากกว่าน้ำแก้วเดียวอีกนะ” กายถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ พลางส่งสายตาหวานเชื่อมจนเพื่อน ๆ ในแก๊งของนีน่าอย่างเจนนี่และบิวตี้ที่นั่งอยู่ไม่ไกลเริ่มส่งเสียงแซวกันยกใหญ่
“ว้ายยย พี่กายรุกหนักมากจ้า นีน่า... แกจะยอมใจอ่อนเมื่อไหร่บอกเพื่อนด้วยนะ จะได้เตรียมตัดชุดราตรีไปงานแต่ง !” เจนนี่ตะโกนแซวอย่างสนุกปาก โดยหารู้ไม่ว่าพิกัด GPS ในโทรศัพท์ของนีน่ากำลังส่งสัญญาณบอกใครบางคนว่าเธอยังไม่ยอมกลับบ้านตามเวลา
ในขณะที่กายนั่งชวนนีน่าคุยเรื่องโพรเจกต์ละครคณะอย่างออกรส ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเพื่อน ๆ ทันใดนั้น รถยนต์ยุโรปสีดำสนิทฟิล์มมืดทึบที่ดูหรูหราผิดหูผิดตาจากรถนักศึกษาทั่วไปก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาจอดเทียบที่หน้าม้านั่งหินอ่อนพอดี
เสียงเครื่องยนต์ที่เงียบกริบทว่าดูมีอำนาจทำให้ทุกสายตาจับจ้อง ประตูฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงสง่าในลุคที่ทำเอาสาว ๆ ทั้งบริเวณนั้นถึงกับลืมหายใจ
นายแพทย์ภีมพัฒน์ ก้าวลงจากรถในลุคเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มที่ถูกรีดเสียจนเนี้ยบกริบ แว่นสายตาทรงหรูขับเน้นใบหน้าคมคายให้ดูดุและขรึมกว่าปกติหลายเท่า รังสีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศที่เคยสดใสเมื่อครู่กลับกลายเป็นเย็นยะเยือก
“พี่ภีม...” นีน่าอุทานเบา ๆ เธอรีบวางแก้วน้ำแดงลงทันทีเหมือนคนทำความผิด
ภีมพัฒน์ไม่ได้มองคนอื่นเลย สายตาคมกริบของเขาจับจ้องเพียงเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างชายหนุ่มอีกคน มือหนากระชับแฟ้มเอกสารในมือแน่น ความโกรธที่เห็นเด็กในปกครองของตนถูกผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้ในระยะประชิดกำลังเผาผลาญความใจเย็นของกุมารแพทย์ผู้เยือกเย็นไปจนหมดสิ้น
“โทรศัพท์มีไว้ทำไมครับนีน่า ?” เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นทรงพลังจนคนรอบข้างสะดุ้ง
“พี่โทร.ไปสามสาย ทำไมไม่รับ ?”
“คือ... นีน่าเปิดสั่นไว้ค่ะ กิจกรรมมันเสียงดัง นีน่าไม่ได้ยินจริง ๆ” เธอตอบเสียงสั่น พยายามลุกขึ้นยืน แต่ขาเจ้ากรรมดันสั่นจนเกือบก้าวไม่ออก
“งั้นเหรอ...” ภีมพัฒน์เลื่อนสายตาไปมองชายอีกคนที่นั่งทำหน้าเหวออยู่ข้าง ๆ สายตาของคุณหมอไม่ได้มีความเป็นมิตรเลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นสายตาที่ใช้มองสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญ
“เอ่อ... สวัสดีครับ ผมเป็นรุ่นพี่ที่คณะของนีน่าครับ” กายพยายามรวบรวมสติลุกขึ้นยืนประจันหน้า แม้จะรู้สึกตัวเล็กลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับส่วนสูงและรัศมีของคนโตกว่า
“พอดีผมเห็นนีน่าเพิ่งเลิกคลาส เลยแวะเอาน้ำแดงมาให้ครับ”
ภีมพัฒน์กวาดสายตามองแก้วน้ำแดงเจ้าปัญหา ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา
“ขอบคุณที่อุตส่าห์ดูแลแทนนะครับ แต่ตอนนี้ผมมารับคนในปกครองของผมกลับบ้านแล้ว... เชิญคุณตามสบายครับ”
คำว่า ‘คนในปกครอง’ ถูกเน้นเสียงหนักแน่นจนนีน่าหน้าร้อนผ่าว เจนนี่และบิวตี้ที่ยืนแอบฟังอยู่ห่าง ๆ ต่างทำตาโตเท่าไข่ห่าน พลางซุบซิบกันไม่หยุด
“พี่หมอภีมน่ะเหรอผู้ปกครองนีน่า ? ทรงนี้ไม่ใช่พี่น้องแล้วมั้ง ดูสายตาพี่หมอสิ แทบจะกินหัวพี่กายอยู่แล้ว !” บิวตี้สะกิดแขนเพื่อนยิก ๆ
“ฉันก็ว่างั้น ยัยนีน่ากับพี่หมอต้องมีซัมธิงวรองแน่นอน ชัวร์ !”
“นีน่า ขึ้นรถ” ภีมพัฒน์ออกคำสั่งสั้นๆ เขาเดินเข้ามาดึงแขนข้างหนึ่งของนีน่าไว้ด้วยความแรงที่มากพอจะทำให้เธอรู้ว่าเขาโกรธจัดแค่ไหน
“แต่พี่ภีมคะ นีน่ายังไม่ได้ลาเพื่อนเลย...”
“พี่ลาให้แล้วครับ” เขาตัดบทพลางหันไปพยักหน้าให้กลุ่มเพื่อนของนีน่าด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
“ขอโทษที่ต้องพาน้องกลับก่อนนะครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องต้อง ‘เคลียร์’ กันนิดหน่อย”
คำว่า ‘เคลียร์’ ของเขาทำให้นีน่ารู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอถูกจูงแกมบังคับให้ขึ้นรถยุโรปคันนั้นไป ท่ามกลางสายตาตะลึงพรึงเพริดของนักศึกษาทั้งคณะ
ทันทีที่ประตูรถปิดลงและความเงียบของห้องโดยสารที่เก็บเสียงเป็นเยี่ยมเข้าครอบคลุม ภีมพัฒน์ก็กระชากเนกไทออกอย่างแรงจนกระดุมเม็ดบนหลุด เขาหายใจหอบถี่ พยายามสะกดกั้นอารมณ์หึงหวงที่มันพุ่งพล่านจนเกือบจะควบคุมไม่ได้
“พี่ภีม... ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ นีน่าไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลย พี่กายเขาแค่เอาน้ำมาให้”
“น้ำแดงนั่นมันอร่อยมากไหมนีน่า ชื่นใจมากไหมล่ะ ?” เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอ แววตาคมกริบดูวาวโรจน์ในความสลัวของฟิล์มรถ
“ห่วงน้ำแก้วนั้นจนลืมดูเวลา ห่วงจนลืมโทร.กลับหาพี่... หรือว่ารุ่นพี่คนนั้นมันน่าสนใจกว่าคนที่นอนกอดเธออยู่ทุกคืน !”
“พี่ภีม ! พูดอะไรแบบนั้นคะ เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า...” นีน่าหน้าแดงซ่านด้วยความอายระคนตกใจ
“ใครจะยินก็ให้มันได้ยินไปสิ !” เขาโน้มตัวเข้าไปประชิดจนนีน่าแผ่นหลังติดประตูรถ มือหนาเชยคางหวานขึ้นมาบังคับให้สบตา
“รู้ไหมว่าพี่ลงเวรมาเหนื่อย ๆ เพื่อมารับเรา แต่ต้องมาเห็นไอ้เด็กนั่นมันจ้องจะกินเราอยู่รอมร่อ พี่อยากจะลงไปต่อยหน้ามันให้รู้แล้วรู้รอด !”
“พี่ภีมขี้หวงเกินไปแล้วนะคะ” นีน่าพยายามดื้อแพ่ง
“เราตกลงกันแล้วว่าในที่สาธารณะพี่คือผู้ปกครอง เราเป็นได้แค่นั้นไม่ใช่เหรอคะ เรื่องของเรามันก็แค่เรื่องที่ต้องซ่อนไว้ใต้ผ้าห่มนั่นแหละ”
“ผู้ปกครองที่ไหนเขาจูบคนในปกครองจนรอยเต็มคอแบบนี้หือ ?” เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบา ๆ ตรงจุดที่คอนซีลเลอร์ปกปิดไว้ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้นีน่าสะดุ้งโหยง
“ที่นี่สาธารณะก็จริง แต่ในรถคันนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของพี่ และเธอก็เป็นเมียของพี่แล้ว หรืออายรำลึกความหลังตรงนี้เลยล่ะ”
ภายในใจของภีมพัฒน์ตอนนี้เหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ เขาโกรธตัวเองที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และโกรธสถานะที่ค้ำคออยู่ เขาอยากจะประกาศให้ไอ้รุ่นพี่หน้าละอ่อนนั่นรู้ว่านีน่าเป็นของใคร เขาอยากจะโอบกอดเธอต่อหน้าทุกคนเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ แต่ภาพพจน์กุมารแพทย์ผู้ทรงเกียรติและความไว้ใจของจิรัชยาผู้เป็นแม่ของเด็กสาวมันกลายเป็นโซ่ล่ามเขาไว้ ไม่ให้สามารถก้าวข้ามเพื่อเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ได้
เขามองใบหน้าหวานที่ดูตระหนกของนีน่าแล้วก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย เขาถอนหายใจยาวก่อนจะกดจูบหนักๆ ลงที่หน้าผากของเธอ
“พี่ขอโทษ... พี่แค่หวงเราจนทนไม่ไหว” เขาซุกใบหน้าลงกับไหล่บาง
“รู้ไหมว่าวันนี้ที่โรงพยาบาลพี่ไม่มีสมาธิเลย ในหัวมีแต่เรื่องของเรา พี่กลัวว่าสังคมในมหา’ลัยจะทำให้เธอเปลี่ยนไป พี่กลัวว่าเธอจะเบื่อผู้ใหญ่ขี้บ่นอย่างพี่”
นีน่าชะงักไป ความโกรธเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเมื่อได้ยินความเปราะบางในน้ำเสียงของคนตัวโต เธอวาดแขนขึ้นกอดรอบคอเขาไว้หลวม ๆ
“นีน่าไม่เปลี่ยนไปไหนหรอกค่ะ พี่ภีมเป็นทั้งคนแรกและคนเดียวของนีน่านะ เลิกหึงได้แล้วค่ะ หน้าดุจนเพื่อนหนูกลัวกันหมดแล้ว”
ภีมพัฒน์เงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตาใสซื่อของเด็กสาวที่เขารักสุดหัวใจ เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่นีน่ารู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร
ความรู้สึกที่เขามีต่อนีน่ามันไม่ได้รวดเร็วและฉาบฉวย มันก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ค่อย ๆ สะสม ค่อย ๆ พอกพูน จนวันที่เธอก้าวเข้ามาในพื้นที่ของเขา ความอดทนที่มีมันไม่สามารถต้านทานสิ่งที่ใจและกายเรียกร้องได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ช่างน่าอึดอัด เพราะเขาไม่สามารถให้สถานะอะไรเธอได้เลย รวมถึงเขาเองก็ด้วย ที่เหมือนถูกแปะป้ายบนหน้าผากไว้ว่าเป็นเพียง ‘ผู้ปกครอง’
“งั้นกลับบ้านไปให้พี่ ‘เคลียร์’ ต่อที่ห้องนะครับ คืนนี้พี่จะตรวจร่างกายเราให้ละเอียดเลยนีน่า ดูสิว่าน้ำแดงแก้วนั้นมันทำให้เราใจแตกไปแค่ไหน”
“พี่ภีมคนบ้า ! ขับรถไปเลยค่ะ !”
รถยุโรปคันหรูเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าสู่คอนโดฯ ที่เป็นดั่งรังรักของทั้งคู่ ทิ้งความวุ่นวายและสายตาช่างสงสัยของคนทั้งคณะไว้เบื้องหลัง ความลับที่เดิมพันด้วยหน้าที่การงานและชื่อเสียงยังคงดำเนินต่อไป แต่ท่ามกลางอันตรายนั้น ความหวานล้ำและความหึงหวงกลับยิ่งทำให้นิยามความรักของหมอกับเมียเด็กผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้นทุกที
