บทที่ 4 EP.2
“ชุดเธอเปียกอยู่... เพราะฉะนั้นเอาชุดฉันไปใส่ก่อนก็แล้วกัน”
“...” ฉันขมวดคิ้วพลางยืนมองผู้ชายตรงหน้าที่รื้อๆ ชุดของเขาในตู้เสื้อผ้า ก่อนที่ร่างสูงจะคว้าชุดลายทางมาชุดหนึ่งแล้วส่งให้ฉันที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับผ้าห่มอีกหนึ่งผืนคลุมทั้งตัวไว้พลางเกาหัวแกรกๆ เหมือนเขินๆ เล็กน้อย
“เอ้า... เอาไปสิ”
“ไม่เอาอ่ะ เสื้อของคุณมันหลวมโพรกจะตายไป ฉันใส่ไม่ได้หรอก” เขาชะงักไปเมื่อฉันพูดออกมาพร้อมกับพิจารณาเสื้อตัวใหญ่เบอเริ่มเทิ่มของเขาไปด้วยพลางถอนหายใจด้วยสีหน้าคิดหนัก “เอาเสื้อที่ขนาดมันเล็กๆ กว่านี้ได้ป่ะ”
“ตัวฉันก็ขนาดนี้แล้วจะไปหาเสื้อขนาดนั้นมาจากที่ไหนอีก!” เขาขึ้นเสียงพลางปาเสื้อตัวใหญ่ตัวนั้นใส่หน้าฉันด้วยสีหน้าฉุนเฉียว “ผู้หญิงอะไรเรื่องมากจริง! รู้มั้ยว่าที่ค่ายทหารเค้าไม่มาลงมาเลือกเสื้อผ้ากันแบบนี้หรอก คิดว่าฉันมีความอดทนมากขนาดนั้นเลยรึไง!!”
ผู้ชายอะไรหน้าตาก็ออกจะหล่อ แต่คำพูดคำจานี่น่าจับมาตีก้นชะมัด T3T!
“แต่... แต่ว่าฉันไม่ใช่ทหารนี่นา” ฉันพูดเสียงอ่อยพลางเอาหน้าไปถูๆ ไถๆ ที่เสื้อของเขาพร้อมด้วยสีหน้าออดอ้อน “ไหนๆ ก็จะแต่งงานกันแล้ว ตามใจฉันหน่อยน้า ~”
“ไร้สาระ!” เขาตวาดใส่หน้าฉัน ก่อนที่จะกระชากเสื้อในอ้อมแขนออกมาจากใบหน้าของฉันอย่างแรงจนทั้งร่างของฉันแทบกระดอนไปข้างหน้าตามทิศทางที่เสื้อถูกฉกไป “ไม่ใส่ตัวนี้ใช่มั้ย? งั้นก็เชิญนั่งสวมผ้าห่มผืนเดียวไปเถอะ!”
อะ... อะไรนะ =O=!!
“ทะ... ทำไมคุณโหดร้ายยังงี้อ่ะ แค่เสื้อตัวเดียวเองนะ T^T!”
“ใช่! แค่เสื้อตัวเดียวเอง เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะเรื่องมาก เพราะมีให้ใส่ก็ดีขนาดไหนแล้ว!!”
อุ้ก! จุกเลยแฮะเรา T_T
“ตะ... แต่ฉันอยากได้เสื้อที่มันเล็กกว่านี้อ่ะ!”
“ก็ไปหาซื้อเอาเองก็แล้วกัน” ฉันอ้าปากค้างเมื่อเขาพูดออกมาอย่างไม่ใยดีพร้อมกับทำท่าว่าจะเดินออกไปจากห้อง แต่ร่างสูงโปร่งนั่นก็หันกลับมาพร้อมกับพูดประโยคต่อมาที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บและจุกแบบสุดๆ “เหอะ... แล้วก็เดินออกไปด้วยผ้าห่มผืนเดียวอย่างนั้นแหละ”
กรี๊ดดดดด มันจะมากเกินไปแล้วนะ!!
“นี่คุณคิดว่าคุณเป็นใครฮะ!!”
“เป็นทหารยศพันเอกที่กำลังโดนผู้หญิงหน้าไม่อายแถมเรื่องมากคนหนึ่งขอแต่งงาน”
“=O=!!”
“ชัดเจนพอรึยังหืม?”
“ว้ากกกก! คุณกล้าดียังไง!!” ฉันแทบจะพ่นไฟออกมาเพราะความโกรธแบบอันลิมิต ร่างสูงเอามือปิดหูพลางกลอกตา กรี๊ดดดด บอกเลยนะ ว่า ณ วินาทีนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นทหารหรืออะไรฉันก็ไม่กลัวแล้ว (โว้ยยยย!!) “เอาชุดที่ถือมานี่เลย!!”
“หือ?”
“เอาชุดที่คุณถือมาให้ฉันเลย!!”
“หึ... เอาไปสิ” เขาแค่นหัวเราะออกมาพร้อมกับโยนเสื้อตัวนั้นใส่หน้าฉันอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังมิวายแขวะฉันอีกจนได้ “พูดตรงๆ นะ ถ้าเธอเป็นพวกทหารฝึกหัดในค่ายของฉัน ฉันจะให้วิดพื้นสักพันครั้งเลย ผู้หญิงอะไรจุกจิกเรื่องเยอะชะมัด”
ปึง!
แล้วพอกัดฉันเสร็จก็สะบัดหน้าตั้งและปิดประตูหนีไปซะดื้อๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่สะทกสะท้านอะไรกับสิ่งที่ตัวเองได้กระทำมันลงไปเลยสักนิด แถมยังปล่อยให้สาวน้อยบอบบางอย่างฉันนั่งอยู่ตามลำพังในห้องพร้อมกับเสื้อตัวเท่าช้างด้วยอารมณ์โกรธที่แทบจะระเบิดออกมา
กร๊าซซซซซซ!!
อีตาร็อกไวเลอร์เอ้ยยยย!!
“หิวข้าว... ทำข้าวให้กินหน่อยสิ”
“กรอด...” ฉันกัดฟันด้วยสีหน้าที่เกือบจะหมดความอดทน เพราะทันทีที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดแสนหลวมโพรกของเขาและชั้นในที่ร่างสูงวางเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียงเรียบร้อยจนฉันดูเหมือนอีเพิ้งหรืออะไรสักอย่างที่คล้ายคลึงกับสัตว์ประหลาดสายพันธุ์ใหม่แล้ว สิ่งแรกที่ประสบพบเจอเมื่อลงไปพบหน้าเขาก็คือคำๆ นี้
ฉันเป็นทาสเขาเหรอ! ให้ตายเหอะ =O=!!
“เร็วๆ สิ... ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งรึไง”
“ได้ยิน! แต่ไม่ทำให้หรอก แบร่” ฉันแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาเหมือนเด็กๆ พลางเดินหนีไปทางอื่น แต่ร่างสูงก็ก้าวฉับๆ เข้ามาคว้าข้อมือฉันเอาไว้ซะก่อน
“นี่... เธอกำลังจะเป็นเมียฉันนะ ควรจะทำหน้าที่นี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ สิ”
“อ้าว... ก็เราไม่ได้รักกันสักหน่อย เพราะฉะนั้นฉันจะทำหรือไม่ทำก็ได้!” ฉันยู่หน้าล้อเลียนพลางดึงมือใหญ่ๆ ของเขาออก แต่คิมหันต์ก็บีบมันซะแน่น
“ถึงจะอย่างนั้นก็จริง... แต่เธอคิดดีแล้วเหรอที่พูดแบบนี้” ฉันเริ่มเหงื่อตกเมื่อเขาพูดออกมาพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างไม่น่าไว้วางใจ “เอาเถอะ... เพราะแต่เดิมฉันก็ไม่ได้พิศวาสอะไรเธออยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้เป็นคนขอเธอแต่งงานก่อนด้วย แต่ที่ยอมง่ายๆ น่ะ... เพราะว่าช่วงนี้ฉันแค่อยากหาแม่บ้านมาช่วยทำงานบ้านบ้างก็เท่านั้น”
“=O= (พะงาบๆ)”
“แต่... ในเมื่อเธอไม่ทำ ก็ดี ฉันจะได้ไล่ผู้หญิงเรื่องเยอะเธอออกไปให้พ้นหูพ้นตาสักที” ฉันอ้าปากค้างเมื่อร่างสูงฉีกยิ้มหวานน่าขนลุกออกมาพร้อมกับทำท่าว่าจะลากคอเสื้อฉันออกไปโยนทิ้งข้างนอกจริงๆ “บ้ายบายนะที่รัก... หวังว่าเราคงจะไม่ได้เจอกันอีก J”
ม่ายยยย TOT
“ก็ได้! ก็ได้ๆๆ ฉันจะทำให้ก็ได้!!” เขานิ่งไปเล็กน้อยเมื่อฉันพูดออกมาพลางยกสองมือห้ามอย่างยอมแพ้
“หือ? อะไรนะ... ไม่ได้ยินเลย”
นี่เขาเป็นทหารแน่ปะเนี้ย กวนประสาทดีเสียเหลือเกินนน TOT!!
“จะทำกับข้าวให้ก็ได้!” ฉันผลักเขาออกเบาๆ ก่อนที่จะทำสีหน้าบูดบึ้ง “แต่ไม่รับประกันว่าจะอร่อยรึเปล่านะ”
“เออน่า... คนเป็นทหารเขาก็กินได้หมดนั่นแหละ” ร่างสูงพูดเสียงสบายๆ พลางเดินอารมณ์ดีไปนั่งเก้าอี้ที่โต้ะทานข้าว ฉันส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเล็กน้อยอย่างหมั่นไส้แต่ก็ยอมเดินไปที่ครัวแต่โดยดี โม้ขนาดนั้นน่ะกินแค่ไข่เจียวไปเถอะ!
“จะกินอะไรล่ะ!” แต่สุดท้ายก็ถามเขาออกไปจนได้ เฮ้อ U_U
“หูฉลามน้ำแดง”
มันมีรึไงวะคะ =O=!!
“นี่คุณ! เอาดีๆ สิ!”
“เป็ดปักกิ่ง”
“ฮืออออ TOT!” ใช้น้ำตาลูกผู้หญิงเข้าช่วยอีกครั้ง คิมหันต์ถึงยอมหยุดกวนประสาทไปชั่วคราว
“อะไรก็ได้ที่เธอถนัด ทำมาเถอะ” เสียงของเขาอ่อนลง พร้อมกับเจ้าตัวที่หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย และนี่ก็เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งที่ฉันรู้
ว่าเขาน่ะ... แพ้น้ำตาของผู้หญิง! วะฮะฮ่าๆ >O<
ดูหน้าโหดๆ บึกๆ แบบนี้ ไม่คิดเลยนะว่าจะมีจุดองจุดอ่อนแบบนี้กับเขาด้วย พาลให้ฉันลืมความหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อกี้ไปเลยนะเนี้ย
เอาล่ะ... ตั้งใจทำอาหารต่อดีกว่าเรา!
1 Hour later...
เคร้ง!!
ฉันกระแชกชามข้าวลงบนโต๊ะอย่างแรงทันทีที่ทำเสร็จ สิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าของร่างสูงก็คือผัดกระเพราที่หน้าตาพอใช้ได้และหอมฉุย ไม่อยากจะบอกว่าฉันตั้งใจทำสุดๆ เลยนะเนี้ย เพราะจะได้ลบล้างคำสบประมาททั้งหลายแหล่ของเขาออกไปให้พ้นๆ และเขาก็จะได้ไม่มาด่าฉันได้รอบสองอีกว่าทำอาหารรสชาติแย่ยังไงล่ะ
แต่ทว่า...
“ทำตั้งชั่วโมงได้แค่นี้? ฉันนึกว่าเธอจะจัดมาเป็นชุดซะอีก”
สุดชอกช้ำระกำทรวงงงง T^T!!
“กะ... ก็กินๆ มันไปเถอะน่า!” ฉันขึ้นเสียงตะกุกตะกักพลางเชิดหน้าหนี “ในเมื่อคุณเป็นคนบอกว่าจะให้ฉันทำ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องกินนะ!”
“รู้แล้วน่า” ร่างสูงตอบรับส่งๆ แต่ก็ตักกระเพราของฉันเข้าปากแต่โดยดี และฉันก็นั่งมองเขาอย่างลุ้นระทึกสุดๆ
“ปะ... เป็นยังไงบ้างอ่ะ?”
“อืม...” เขาทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่จะทำหน้าตายใส่ฉัน “ก็พอกินได้”
“อะไรอ่ะ แค่นั้นเองน่ะเหรอ” ฉันทำสีหน้าผิดหวัง ร่างสูงจึงได้ทีหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ขะ... ขำอะไรของคุณน่ะฮะ!”
“เธอก็ทำอาหารใช้ได้เหมือนกันนี่...” ฉันหันขวับไปมองหน้าคิมหันต์ทันที แล้วก็ต้องแทบละลายเมื่อเห็นรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขา “เพราะฉะนั้นก็ทำให้ฉันกินทุกวันเลยก็แล้วกัน J”
เอ้ะ =_=
“ว่ายังไงนะ?” ฉันถามออกไปอย่างไม่เชื่อหู แล้วร่างสูงก็ฉีกยิ้มกลับมาเป็นคำตอบ
“ทำแบบนี้ให้ผมกินทุกวันเลยนะครับ... ที่รัก”
ม่ายยยยยย TOT!!!
5 Hours later...
“ว้าว...”
ฉันอุทานออกมาพลางจ้องมองตึกสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าอย่างตกตะลึง นานพอดูที่ฉันรบเร้าแกมขู่บังคับให้คิมหันต์พาฉันไปดูที่ทำงานของเขา จากตอนแรกที่คิดว่าคงจะเป็นเพียงแค่เต้นท์เก่าๆ ใหญ่ๆ จากที่เคยเห็นในละคร แต่มันกลับไม่ใช่... เพราะที่ทำงานของเขานั้นราวกับบริษัท! แต่จะถูกแบ่งเป็นโซนๆ ไป ซึ่งโซนด้านในก็คือที่ทำงานของพวกทหารยศสูงๆ ส่วนโซนด้านนอกก็คือค่ายทหารสุดโหดสำหรับทหารฝึกหัด แล้วมันก็ดูใหญ่โตมากอย่างไม่น่าเชื่อ!
อะไรกัน... ธรรมดาค่ายทหารเขาต้องเก่าๆ เล็กๆ กว่านี้ไม่ใช่เหรอ =O=
“เป็นอะไร...” ร่างสูงที่เดินนำหน้าเหลียวหลังมาถามฉันที่เดินตามเขาต้อยๆ ราวกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เหมือนใบหน้า “มันน่าตกใจขนาดนั้นเลยรึไงฮึ?”
“ชิ... ใครตกใจกัน แค่นี้ธรรมดามากสำหรับฉัน” ฉันแถไปเรื่อย พยายามกอดอกเชิดหน้าตั้ง ทั้งๆ ที่ความจริงอยากจะวิ่งไปหาเขาแล้วเขย่าแขนสักร้อยครั้งด้วยความตกตะลึงสุดใจ “นี่เหรอค่ายทหาร ก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลยนี่”
“หึ... อย่าโกหกเลยแม่เด็กเลี้ยงแกะ” คิมหันต์ที่รู้ทันก่อนแล้วฉีกยิ้มยียวน ก่อนที่จะคว้าจมูกของฉันไปบีบเล่นเหมือนหมั่นไส้ “ถ้าตกใจมากก็บอกมา... ฉันไม่ว่าอะไรหรอกน่า J”
เหอะ! สีหน้านั้นไม่ว่ายังไงก็ดูเหมือนจงใจจะเยาะเย้ยกันชัดๆ =^=!!
“ยะ... อย่ามาบีบจมูกฉันนะ!” ฉันแสร้งวีนพลางปัดมือของเขาออกเบาๆ ก่อนที่จะทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อร่างสูงอมยิ้มใส่ “ยิ้มอะไรล่ะ!”
“เธอนี่มัน...”
“ผู้พันครับ! สวัสดียามเช้าครับ!!” ยังไม่ทันที่คิมหันต์จะพูดอะไรต่อ เสียงแข็งขันของนายทหารหนุ่มฝึกหัดสามสี่คนที่ยืนประจันหน้าอยู่ก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน ร่างสูงโปร่งของคิมหันต์นิ่งงัน ผละจากการหยอกล้อกับฉันไปทำสีหน้าจริงจังในทันที
“อืม... แล้ววันนี้ต้องทำอะไรบ้างล่ะพวกนาย” น้ำเสียงดุๆ ผสมผสานเข้ากับชุดเต็มยศของเขาได้อย่างลงตัว น่าเกรงขามเป็นบ้าเลย TOT “ตอนเช้ามีเวลามาเดินเล่นรึไง ฮึ?”
“ปะ... เปล่านะครับ! ตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ในช่วงฝึกครับ เพราะเดี๋ยวก็ต้องเข้าประชุมตอนเที่ยงพอดี” คิมหันต์พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้เมื่อได้ฟังเหตุผลจริงๆ ของพวกเขา แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พักหายใจหายคอจากช่วงเวลาน่าอึดอัดใจในเวลานี้ นายทหารหนุ่มคนเดิมที่เผอิญเห็นฉันที่กำลังกระตุกชายเสื้อคิมหันต์เบาๆ เพื่อขอร้องให้เขาเลิกคุยต่ออยู่พอดีก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน “อ้าว... แล้วนี่ใครเหรอครับ แฟนของผู้พันเหรอ?”
กรี๊ดดดด ไอ้บ้า TOT!!
“หือ?” คิมหันต์ขมวดคิ้วงุนงงพร้อมกับเหลียวมามองฉันที่ยืนหน้าร้อนจัดอย่างอับอาย ก่อนที่เขาจะหันไปตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “ไม่ใช่แฟนหรอก...”
ดวงตาของฉันเบิกกว้างน้อยๆ ความเขินอายหายไปเป็นปลิดทิ้งและถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจแบบสุดกำลัง แต่ยังไม่ทันที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฉันก็แทบสะอึกเมื่อเจอประโยคต่อไปของร่างสูง
“... แต่เป็นเมียน่ะ J”
กรี๊ดดดดดดด!!!
“วะ... ว่าอะไรนะผู้พัน!!” เสียงที่แข่งกันตะเบ็งของทหารสามสี่นายนั่นดังจนแสบแก้วหูไปหมด ฉันอ้าปากพะงาบๆ เมื่อเจอรอยยิ้มพิฆาต (หัวใจ) ของคิมหันต์ที่ส่งมาเมื่อฉันหลุดท่าเตรียมจะกรี๊ดพอดี ทำเอาหมดอารมณ์กันเลยทีเดียว T///T
“พวกนายได้ยินไม่ผิดหรอก...” ร่างสูงพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มน่าหมั่นไส้บนใบหน้า ก่อนที่เขาจะทำเรื่องคาดไม่ถึงด้วยการโอบเอวฉันเข้าไปใกล้ๆ พลางโน้มใบหน้าลงมาขโมยหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ๆ โดยไม่ทันให้ตั้งตัวเลยสักนิด! “เพราะฉะนั้นอย่าบอกใครล่ะ... เก็บไว้เป็นความลับแค่พวกเราทั้งหมดก็พอ J”
กรี๊ดดดด ทำประเจิดประเจ้อถึงขนาดนี้แล้วยังจะมาบอกให้เก็บเป็นความลับอีกเหรอไอ้ผู้พันบ้า =///=!!
“คะ... ครับ! จะเก็บเป็นความลับแน่นอนครับผู้พัน!!” เสียงของนายทหารหนุ่มสามสี่คนสั่นระริกพร้อมกับส่งสายตาเขินๆ นั่นมาให้ฉันกันอย่างพร้อมเพรียงจนแทบจะเอาปี้บมาคลุมหัวเดินไปมาเพราะความอับอายได้อยู่แล้ว พวกเขาส่งยิ้มให้ฉันอย่างยินดี ก่อนที่จะพากันเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก
โฮฮฮฮฮ TOT!!
ฉันไม่ต้องการความยินดีนั้นโว้ยยย เอากลับไป! เอากลับไปเดี๋ยวนี้นะ!!
“เขินเหรอ...” ฉันอ้าปากพะงาบๆ เมื่อผู้ชายข้างๆ ที่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือออกจากเอวบางของฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างๆ หู “... หน้าของเธอมันแดงมากเลยนะ”
ฉ่า...
ใบหน้าของฉันร้อนวูบวาบเมื่อได้สบตาสีไพลินคู่สวยคู่นั้นอย่างจัง ใบหน้าหล่อเหลาและเนียนละเอียดของเขาชิดใกล้แค่เอื้อมจนลมหายใจร้อนๆ ปัดป่ายผิวกายเบาๆ จนไรขนอ่อนลุกซู่ ก่อนที่จะต้องแทบตะลึงเมื่อเห็นริมฝีปากหยักลึกนั้นยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากจนแทบละลาย
เขาหล่อมาก! หล่อเกินไปแล้ว T///T!!
“หึ...” ร่างสูงหัวเราะๆ เบาๆ ในลำคอพร้อมกับผละจากไป และแน่นอนว่าเสียงหัวเราะนั่นก็ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในหูฉันราวกับคนโดนมนต์สะกด “นี่เธอ...”
“...”
“ยี่หวา...” เขาเรียกชื่อของฉันพลางเคลื่อนใบหน้าลงมาจนชิด แต่ฉันก็ยังส่งสายตาเลื่อนลอยมองเขาอยู่อย่างนั้นราวกับคนบ้า “เหม่ออะไรน่ะ?”
“...”
“นี่...”
“คิมหันต์”
“ครับ?”
กรี๊ดดดด เสียงทรมานใจฉันมากเลยอ่ะ T///T!!
“ฉะ... ฉันอยากขึ้นไปดูห้องทำงานของคุณ!” ฉันโพล่งขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น เอ่อ... หมายถึงเบี่ยงเบนสายตาและความคิดออกจากผู้ชายคนนี้น่ะนะ T_T “ฉัน... ฉันอยากจะรู้ว่ามันจะใหญ่โตสักแค่ไหนกันน่ะ!!”
“อ๋อเหรอ” เขาฉีกยิ้มยียวน พลางคว้าข้อมือของฉันไว้แล้วออกแรงดึง “ก็ได้... แล้วอย่าตกใจล่ะ”
“ปะ... ปล่อยมือฉันนะ =///=!” ฉันที่หน้าร้อน (เป็นรอบที่ล้านของวัน) สะบัดมือของเขาออกอย่างสุดแรง แต่ร่างสูงก็คว้าข้อมือของฉันไว้แน่นพร้อมกับสีหน้าจริงจัง
“เธอเป็น ‘เมีย’ ฉันนะ อย่าลืม... ว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่ทำให้ฉันไม่พอใจ” ฉันทำหน้าเหวอเมื่อเขาเน้นคำว่า ‘เมีย’ กระแทกใส่หน้าเต็มๆ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์สุดๆ “ฉันอาจจะไม่แต่งงานกับเธอ และเธออาจจะหน้าแตกก็ได้... ถ้าเธออยากลองดีน่ะนะ J”
ผะ... ผู้ชายอะไรร้ายกาจที่สุด T^T!
“ตะ... แต่!” ฉันคิดหาเหตุผลสารพัดที่จะทำให้เขาปล่อยมือ เพื่อจะไม่ทำให้จิตใจของฉันปั่นป่วนแบบในเวลานี้อีก “แต่ก็ยังไม่มีใครรู้นี่ว่าเราจะแต่งงานกัน! เเล้วฉันจะหน้าแตกได้ยังไง!!”
“หึ... ก็พวกทหารฝึกหัดเมื่อกี้นี้ไง”
“แต่คุณบอกให้พวกเขาเก็บเรื่องของเราเป็นความลับนี่นา!!” ฉันโวยลั่น ร่างสูงจึงส่ายหน้าเบาๆ พลางฉีกยิ้มออกมาอย่างขบขัน
“นี่เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ?” เขาถามฉันพลางกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นไปหมด
“พูดอะไร! รู้เรื่องอะไรของคุณ =^=” ฉันถามพลางเชิดหน้า แต่ก็ต้องแทบสะดุดส้นตึกของตัวเองล้มลงเมื่อเจอประโยคต่อไปที่สั้นๆ แล้วเข้าใจง่ายของเขา
“ไม่มีสัจจะในหมู่ทหารหรอกครับคุณ J”
=O=!!
และก็เป็นประโยคที่ทำให้ฉันน็อคเอาท์ได้ในพริบตา!
กรี๊ดดดด! เป็นลมตาย TOT!!
