บทที่ 7 EP.5

4 Days later...

“ยินดีด้วยนะครับผู้พัน!”

“ยินดีด้วยนะคะคุณยี่หวา คุณคิมหันต์!”

“ยินดีด้วยจริงๆ นะครับ ทั้งคู่เลย!”

เอิ่ม =_=

ฉันยืนมองแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานด้วยสีหน้าซังกะตาย แม้ว่าทุกคนจะดูยินดีและมีความสุขกับการแต่งงานของฉันและคิมหันต์ แต่ฉันกลับรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

และแน่นอน... ว่าตอนนี้ทั้งฉันและคิมหันต์ก็กำลังหยัดยืนอยู่ในงานเลี้ยงเปิดตัวของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ถูกจัดอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ของโรงแรมหรู ส่วนพิธีแต่งงานจริงๆ ก็ถูกจัดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาไปแล้ว และฉันนั้นก็ทั้งอับอายและอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดเมื่อแขกที่มาร่วมงานส่วนมากจะเป็นทหารภายในกรม แล้วหนึ่งในนั้นก็มีพวกทหารฝึกหัดที่รู้เรื่องของพวกเราในวันนั้นด้วย!

พูดแล้วก็อยากจะบ้า... ทำไมคิมหันต์ถึงกล้าพูดโต้งๆ แบบนั้นกับฉันกันนะ!!

‘แต่งงานกับผมเถอะนะครับ... ที่รัก’

ฉ่า...

น้ำเสียงทุ้มนุ่มของร่างสูงดังก้องขึ้นมาในทรงจำทันทีจนทำให้หน้าร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ นี่ก็ผ่านไปสี่วันพอดิบพอดีแล้วที่คิมหันต์ได้พาฉันไปแนะนำตัวกับพ่อแม่ของเขาและบอกเล่าเรื่องการแต่งงานสายฟ้าแลบนี่ให้พวกท่านได้รู้ และถึงแม้พวกท่านจะตกใจมาก แต่ก็รับปากตกลงในทันทีด้วยความดีอกดีใจที่ลูกชายจะได้มีภรรยากับคนอื่นเขาได้เสียที (อันนี้ทางฝ่ายคุณพ่อกับคุณแม่ของเขากระซิบบอกมาน่ะนะ -///-)

เห็นที... ที่เขาเคยบอกว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยที่จะสนใจผู้หญิงคนไหนนั่นคงจะเป็นความจริงสินะเนี้ย

“ตื่นเต้นเหรอ?” ทั้งตัวของฉันสะดุ้งน้อยๆ เมื่ออยู่ดีๆ ร่างสูงในชุดสูทที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ก้มลงมากระซิบเข้าที่ข้างหูโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว “นี่ก็แค่งานเลี้ยงเปิดตัวเองนะ”

“ฉะ... ฉันรู้แล้ว!” ฉันเผลอแว้ดลั่นใส่เขาอย่างลืมตัว “ยะ... อย่าขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้สิ!”

“หึ... ทำไม?” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์นั้นดังขึ้นเบาๆ ที่ข้างหูราวกับเขาจงใจยั่ว ก่อนที่แขนแกร่งของร่างสูงนั้นจะค่อยๆ โอบรอบเอวบางของฉันให้เข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเก่า “ฉันก็แค่อยากใกล้ชิด ‘เมีย’ ของฉันเฉยๆ... ไม่ได้เหรอ?”

“มะ... ไม่ได้!” ฉันโวย ก่อนที่จะหลุบตาลงต่ำเพื่อซ่อนใบหน้าแดงๆ ของตัวเองเอาไว้ “คะ... คุณปล่อยมือเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“ไม่ปล่อย”

“ปล่อยสิ!”

“ไม่”

“นี่...!”

“เจ้าบ่าวเจ้าสาวช่วยหอมแก้มกันสักรูปหน่อยสิครับ!”

O_O

ทั้งฉันและคิมหันต์ต่างหันไปยังต้นเสียงปริศนานั้นพร้อมกันทันทีเมื่อยังไม่ทันที่จะเถียงกันไปเถียงกันมาได้จบประโยคดีก็มีร่างสูงในชุดทหารเต็มยศคนหนึ่งโพล่งขึ้นเสียงดังลั่นพร้อมกับชูกล้องดิจิตอลขึ้นรอถ่ายด้วยรอยยิ้มทะเล้น

กะ... กรี๊ดดดดด พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างมั้ยหา TOT!!

“หึ... ได้สิ” ฉันเบิกตากว้างพร้อมกับหันขวับเมื่อร่างสูงข้างตัวที่ดูท่าทางจะตั้งสติได้ก่อนชิงตอบกลับไปแบบทันควันพร้อมกับฉีกยิ้มมุมปากใส่ฉันที่อ้าปากพะงาบๆ อย่างผู้เหนือกว่าทันที และนั้นก็ทำให้ฉันแทบจะหลุดกรี๊ด “แต่หอมแก้มอย่างเดียวมันคงไม่พอ... ผมว่า ‘จับจูบ’ ไปเลยดีกว่ามั้ย J”

อะ... อะไรนะ =O=!!

“โอ้โห... ถ้าได้แบบนั้นจะดีมากเลยล่ะครับ แต่ทางคุณเจ้าสาวจะเห็นด้วย...”

“หอมแก้ม! หอมแก้มนั่นแหละค่ะดีแล้ว!!” ฉันตะโกนแทรกขึ้นมาพร้อมกับปรายตาไปมองร่างสูงที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ข้างๆ เมื่อนึกอะไรดีๆ ออก ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่คาดคิดด้วยการค่อยๆ เอื้อมมือเข้าไปโอบรอบคอของคิมหันต์เอาไว้พลางโปรยยิ้มหวานใส่ “แต่... ฉันขอทำเองดีกว่านะคะ”

“...!!” ดวงตาของคิมหันต์เบิกกว้างเมื่อฉันเขย่งปลายเท้าพลางใช้ริมฝีปากแตะแก้มของเขาเบาๆ แม้จะแอบเขินนิดๆ แต่มันต้องพ่วงมาด้วยการแก้แค้น ฉันจึงไม่รอช้าที่จะฝังคมเขี้ยวลงบนแก้มของเขาแรงๆ ทันที “อะ... โอ้ย!”

“หึ...” ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนที่จะผละออกไปอย่างรวดเร็วจนคิมหันต์ต้องเอามือกุมแก้มข้างที่โดนฉันกัดจนเป็นรอยพลางมองมาที่ฉันอย่างแค้นเคือง “แค่นี้คงพอแล้วนะคะ”

“คะ... ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว...”

“ไม่พอหรอก!!” ทั้งฉันและตากล้องคนนั้นต่างสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ดีๆ คิมหันต์ก็ตะโกนลั่นพลางคว้าไหล่ของฉันเอาไว้แน่นด้วยสีหน้าฉุนจัด เขาจ้องมองใบหน้าเหวอๆ ของฉันเล็กน้อยก่อนที่จะแสยะยิ้ม “เล่นอย่างงี้ใช่มั้ย... ได้!”

“จะ... จะทำอะไรน่ะ ว้ายยยย!!” ฉันกวีดร้องลั่นอย่างตกใจสุดขีดเมื่อยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยคดี ร่างสูงที่จับไหล่ฉันเอาไว้แน่นก็พุ่งเข้ามาพลางคว้าเอวของฉันแล้วยกสูงจนขาลอยขึ้นจากพื้นด้วยแรงมหาศาล “ปะ... ปล่อยนะ! ปล่อยสิอีตาทหารบ้า!!”

“ไม่ปล่อย... แล้วเธอจะทำอะไรฉันได้?” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นถูกส่งมาจนฉันต้องหน้าชาวาบไปทั้งแถบ ฉันเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ที่สุด! “ภาพนี้จะเป็นภาพสุดท้าย... มองตาฉันสิยี่หวา”

“มะ... ไม่มีทาง!” ฉันโวยลั่นพลางหลับตาปี๋ หน้าร้อนวูบวาบด้วยความอับอายเมื่อได้ยินเสียงหลุดกรี๊ดและเสียงเฮเบาๆ ของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงเมื่อรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารินรดอยู่ข้างๆ แก้ม ก่อนที่จะ...

“คะ... คุณจะทำ... อุ้บ!”

ฉันเบิกตาโพลงเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ เมื่อริมฝีปากของร่างสูงที่เป็นคนอุ้มฉันขึ้นจนลอยจากพื้นนั้นทาบทับลงมาที่ริมฝีปากของตัวเองเบาๆ มันช่างนุ่มนวลและอ่อนหวานจนฉันต้องตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของเขาพร้อมกับหน้าขึ้นสีจัดเพราะเสียงเฮลั่นจากแขกที่มาร่วมงาน และเมื่อคิมหันต์ผละริมฝีปากออกไปพร้อมกับปล่อยฉันลงจนขาแตะพื้นได้ตามปกติ สมองที่ทำงานอยู่สม่ำเสมอก็ถึงกับดับวูบ หน้ามืดเซจะล้มจนคิมหันต์ต้องตรงเข้ามาประคองเอาไว้อย่างรวดเร็ว

“เป็นอะไรรึเปล่า?” เขาถามพลางอมยิ้มน้อยๆ อย่างรู้ทันจนฉันต้องสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นด้วยใบหน้าที่ร้อนจัดสุดๆ

อีตาบ้าเอ้ย! นั่นน่ะ... ‘จูบแรก’ ของฉันเลยนะ T///T!!

บ้า...

บ้าที่สุด...

บ้าที่สุดเลยยยย!!

“กรี๊ดดดดดด!!” ฉันกรีดร้องออกมาพลางทึ้งหัวของตัวเองอย่างรุนแรงจนผมที่เพิ่งสระมาหมาดๆ ยุ่งไม่เป็นทรงไปหมด หน้าเริ่มร้อนวูบวาบเมื่อรู้สึกได้ถึงริมฝีปากของร่างสูงเมื่อหลายชั่วโมงก่อนที่ทิ้งสัมผัสจางๆ เอาไว้แม้จะพยายามเอามือถูจนแสบปากไปหมดก็ตาม

ตอนนี้ทั้งฉันและคิมหันต์กำลังอยู่ในห้องหอที่ถูกเช่าจากโรงแรมเดียวกันกับที่จัดงานเลี้ยงเปิดตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาว มันเป็นห้องกว้างๆ ที่พร้อมไปด้วยห้องครัว ห้องน้ำและห้องนอนที่มีเตียงขนาดคิงไซส์และกลีบกุหลาบที่ถูกโปรยเป็นรูปหัวใจจนน่าเลี่ยน ร่างสูงโปร่งนั้นอาบน้ำอยู่หลังจากที่ฉันแต่งตัวในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...

เพราะประเด็นที่ว่านั่นก็คือ... ฉันยังไม่ลืม ‘จูบแรก’ ของตัวเองที่เสียไปให้อีตาทหารบ้านั่นน่ะเซ่ T///T!!

“ไม่ได้นะยัยยี่หวา! เธอต้องลืม ต้องลืม ต้องลืม! มันเป็นแค่เกมส์ และเธอต้องลืม ลืมให้หมดเข้าใจมั้ย!!” ฉันกรีดร้องพร้อมหลับตาปี๋เมื่อรู้สึกได้ถึงไอร้อนบริเวณไบหน้าจนต้องส่ายหัวพรืดไล่มันออกไป แต่ทว่า...

ติ้ดๆ!

ยังไม่ทันที่ฉันจะเอื้อมมือมาขยี้หัวตัวเองเป็นรอบที่สองเพื่อดับอารมณ์คุกกรุ่นในจิตใจให้จางหายไป เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงก็แผดเสียงดังลั่นจนฉันสะดุ้งสุดตัวจนแทบหงายหลังตกจากโซฟา ฉันจ้องมองมันด้วยแววอาฆาตเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินเข้าไปกระชากมันเข้าหาตัวพร้อมกับกดรับสายอย่างหงุดหงิดทันที

“ว่า!!”

[ เสียงเครียดเชียว ท่าทางคืนนี้สามีคงบริการให้ไม่ถึงใจล่ะสิท่า ]

เสียงนี้มัน =_=

กะ... กรี๊ดดดดดดด!!

“ยัยใบปอ!!” ฉันหวีดร้องเรียกชื่อมันใส่โทรศัพท์เสียงดังลั่นพร้อมกับเอามือป้องปากแล้วเปลี่ยนเป็นกระซิบเสียงเบาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าถึงคิมหันต์จะอยู่ในห้องน้ำแต่ก็สามารถได้ยินมันได้ “พูดบ้าอะไรยะ ใครบริการถึงใจ บ้าบอ!”

[ อ้าว... หรือมันไม่จริง? ก็สามีคนแรกของแกไง ] ฉันอ้าปากค้างเมื่อมันพูดออกมาโต้งๆ อย่างไม่อาย [ แต่แหม... แกนี่ก็ไวเหมือนกันนะยะ ยังไม่ถึงอาทิตย์แต่ก็หาสามีมาให้ฉันได้ยลได้แล้ว... ถือว่าไม่ธรรมดา ]

“ยัยเพื่อนงี่เง่า! คิดว่าฉันเต็มใจรึไงกันยะ!!”

[ โธ่... ฉันก็ว่าเขาออกจะรูปหล่อดูดี หมายถึงพันเอกคิมหันต์น่ะนะ ] ฉันเบิกตากว้างเมื่อปลายสายส่งน้ำเสียงทะเล้นกลับมาพร้อมกับเรียกชื่อเขาซะเต็มยศเหมือนรู้จักกันเป็นอย่างดี [ ฉันแอบไปส่องมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสามีแกจะทั้งหล่อแบบคมเข้ม ถึกบึกบึนกำลังดี แถมหุ่นเวลาใส่ชุดทหารเต็มยศนี่... ถ้ามันจะทรมานใจฉันขนาดนี้ก็ฆ่ากันเลยเถอะ โอ้ยยยย!! ]

“นะ... นี่แก!!”

[ อุ้ย โทษที แกคงจะหึงสินะ ] ฉันอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำเมื่อได้ยินมันพูดมาแบบนั้น ใบเริ่มหน้าร้อนวูบวาบจนต้องเอื้อมมือมาจับมันเอาไว้ [ ดีนะเนี้ยที่ฉันเดิมพันให้แกไปแต่งงาน ดูสิ... ขนาดรูปที่ถูกส่งมายังดูอิ่มเอิบซะขนาดนี้ ]

“ระ... รูปอะไร! รูปอะไรกันยะ!!”

[ โอ้ะ... ถึงเวลานอนของฉันแล้วสิ งั้นบ้ายบายละกันนะจ้ะเพื่อนรัก ติ้ด! ]

ตรู้ดดด ตรู้ดดด

“นี่! มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะ! นี่... นี่!!” ฉันตะเบ็งใส่โทรศัพท์อย่างลืมตัวด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีจัด แต่ยังไม่ทันที่จะกดโทรหามันอีกรอบเพื่อลากคอให้มาคุยกันต่อให้รู้เรื่อง เสียงประตูห้องน้ำที่ถูกเปิดออกก็ถึงกับทำให้ฉันต้องสะดุ้งสุดตัว

แอ้ดดด

ร่างสูงของคิมหันต์เดินออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนเดียวที่พันรอบเอวสอบเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ หยดน้ำเกาะพราวอยู่ตามกล้ามเนื้อหน้าท้องและไหล่กว้างสมส่วนจนฉันถึงกับไปไม่เป็น เขาจ้องมองใบหน้าของฉันนิ่งพร้อมกับเอาผ้าเช็ดตัวผืนเล็กอีกผืนมาเช็ดผมด้วยท่วงท่าเซ็กซี่ใส่โดยที่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้สึกถึงท่าทางเปี่ยมเสน่ห์นั้นเลยแม้แต่นิด

บะ... บ้าจริง! นี่มันจงใจจะอ่อยกันชัดๆ T///T!!

“คุยกับใครเหรอ” เขาเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงนุ้มทุ่มและแหบพร่าจนฉันใจสั่น หน้าเริ่มร้อนขึ้นกว่าเก่าพร้อมกับเคลื่อนโทรศัพท์หนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกหนีสายตาคมกริบนั่น

“พะ... เพื่อน! ก็แค่เพื่อนเฉยๆ!!”

“เพื่อน?” น้ำเสียงนั้นเบาลงราวกับร่างสูงพูดกับตัวเอง ก่อนที่ประโยคต่อไปนั้นน้ำเสียงจะเริ่มเข้มขึ้น “ผู้หญิงหรือผู้ชาย?”

“แล้วยุ่งอะไรด้วย!!” ฉันหันไปแว้ดใส่ แต่เมื่อเห็นว่าเขาก็จ้องฉันกลับมาราวกับจะคาดคั้น ด้วยความหมั่นไส้สุดกำลัง ฉันจึงแกล้งสะบัดหน้าใส่อย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับพูดคำโกหกออกไปอย่างรวดเร็ว “ผะ... ผู้ชาย!!”

“งั้นเหรอ... ผู้ชาย” น้ำเสียงนั้นเบาลงอีก พร้อมกับเจ้าตัวที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วคว้าเสื้อกล้ามสีเทาและบ็อกเซอร์ออกมาโดยไม่พูดไม่จาอะไรต่ออีก

“นี่คุณ...” ฉันตั้งท่าจะเรียก แต่เขาก็เดินหนีเข้าไปในห้องน้ำทันทีเหมือนไม่อยากจะฟังจนฉันต้องเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ คิมหันต์ไปในนั้นสักพัก... ก่อนที่เขาจะเดินออกมาพร้อมกับเสื้อกล้ามสีเทาและกางเกงบ็อกเซอร์ที่ถูกสวมใส่อยู่บนตัวเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงอ้าปากเตรียมจะเรียกชื่อของเขาอีกครั้ง แต่ทว่า...

ตุบ!

ร่างสูงโปร่งนั้นกลับล้มตัวลงนอนบนเตียงเงียบๆ ด้วยสีหน้าตึงๆ ที่ฉันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร เขาพลิกตัวหนีไปอีกทางเมื่อฉันก้าวฉับๆ เข้าไปนั่งบนเตียงข้างๆ กัน และนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกโหวงๆ แปลกๆ ขึ้นมา

“นี่คุณ...” ฉันเอานิ้วจิ้มแขนแข็งแรงของเขาเบาๆ แต่ร่างนั่นก็ยังคงนอนนิ่ง “เป็นอะไรไปน่ะ... จู่ๆ ก็เงียบไปเฉยเลย”

“...”

“คุณคิมหันต์”

“...”

“นี่... ไม่ตลกเลยนะ”

“...”

“นี่คุณ! เลิกแกล้งฉันได้แล้วนะ!”

“ฉันไม่ได้แกล้ง...” ฉันเผลออมยิ้มน้อยๆ เมื่อในที่สุดเขาก็ตอบกลับมา และนั่นก็ทำให้คิมหันต์ต้องพลิกตัวหันมามองพร้อมกับทำสีหน้าหงุดหงิดใส่ “ยิ้มอะไรนักหนา... มีอะไรที่น่าขำรึไง”

วะ... ว่ายังไงนะ =O=

“ทำไมต้องพูดจาหาเรื่องกันอย่างงี้ด้วยล่ะ!!”

“ก็ฉันไม่ชอบ... เเล้วเธอจะทำไม!!” ฉันถึงกับหน้าชาไปทั้งแถบเมื่อโดนเขาตะโกนโต้กลับมาด้วยสีหน้าโมโหไม่แพ้กัน “ไหนๆ ก็ไม่ได้สนใจเรื่องของฉันอยู่แล้วนี่ แล้วจะมายุ่งทำไม!!”

“คุณมันงี่เง่า!!”

“เออใช่! ฉันมันงี่เง่า เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมายุ่งกับคนงี่เง่าหรอก!!” ฉันอ้าปากค้างเมื่อโดนตะคอกใส่ ก่อนที่ร่างสูงจะสะบัดหน้าหนีแล้วคว้าผ้าห่มขึ้นคลุมตัวแล้วพลิกร่างไปอีกทางหนึ่งอย่างหงุดหงิดสุดๆ ทันที

นะ... นี่มันเรื่องอะไรกันเนี้ยยย =O=!!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป