บทที่ 14 เพียงแค่แบ่งกำไร

ม่านม่าน เปิดหีบออกดูด้านในนอกจากจะมีสี่สิ่งล้ำค่า (กระดาษ แท่นฝนหมึก แท่งหมึก พู่กัน) แล้ว ยังมีภาพวาดอยู่หลายแผ่น ม่านม่านหยิบขึ้นมามองดูด้วยความสนใจ จนลืมไปเลยว่านางกำลังเสียมารยาทรื้อค้นสิ่งของของผู้อื่นอยู่

“ท่านวาดเองหรือ” นางชูภาพพ่อเหยี่ยวที่กำลังคาบอาหารมาป้อนให้ลูกน้อยในรังสองตัวของมัน

“อืม” เขาพยักหน้าเล็กน้อย

“แขนขยับสะดวกแล้วหรือไม่” นางเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงของเขา นางเป็นผู้ทำให้ทุกวันย่อมจะรู้ดีว่า แผลของเขาดีขึ้นไม่น้อยแล้ว

“พอได้” เขาขยับให้นางดูเบาๆ

“ท่านวาดรูปลูกนกสองตัวนี้ออกมาให้ข้าหน่อย”

“ได้ เจ้าจะเอาไปทำสิ่งใด”

“สัญลักษณ์ร้านค้าของข้า ตั้งชื่อร้านให้ข้าด้วย ตัวอักษรของท่านงดงามกว่าของข้า”

“เจ้าจะขายสิ่งใด”

“อืม...เครื่องประทินโฉมหนึ่งร้าน เครื่องหอมหนึ่งร้าน ใบชาหนึ่งร้าน และเหลาอาหาร”

กงเพ่ยจิ้นนิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าม่านม่านนางจะเปิดร้านค้าพร้อมกันถึงสี่ร้าน “เจ้าเอาเงินมาจากที่ใด แล้วรู้หรือไม่ว่าเจ้าต้องมีสูตรลับที่ไม่มีผู้ใดเหมือนถึงจะขายสินค้าได้”

“เรื่องเงินท่านไม่ต้องรู้ว่าข้าได้มาจากที่ใด ส่วนเรื่องสูตรลับ ข้ารับรองว่าเมื่อใดที่สินค้าของข้าวางขาย ร้านอื่นจะไม่อาจเทียบเคียงได้” นางกล่าวอย่างมั่นใจ

“ร้านขายใบชา ข้าคิดว่าเจ้าเปิดโรงน้ำชาไปด้วยจะดีกว่า”

ม่านม่านขมวดคิ้วคิด หากคิดจะเปิดโรงน้ำชานางอยากไปเปิดในเมืองหลวงมากกว่า แต่ตอนนี้ควรทำให้ใบชาของนางมีชื่อเสียงขึ้นมาก่อน “ยัง หากร้านขายใบชาของข้ามีชื่อ ข้าค่อยไปเปิดในเมืองหลวง”

“เจ้าคิดจะทำลายเส้นทางการเงินของตระกูลตู้อย่างงั้นหรือ” เขามองนางอย่างค้นหา

“ก็เพียงแค่แบ่งกำไรออกมาเท่านั้น หากจะทำลายเส้นทางการเงินของตระกูลตู้จริงๆ คงอีกหลายปี แต่ข้ามีทางที่เร็วกว่านั้น” นางยิ้มเหี้ยมออกมา แม้แต่กงเพ่ยจิ้นก็ยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มเช่นนี้บนใบหน้าของมู่ลี่ม่านเลยสักครั้ง

“จะ เจ้า...” เขาอยากจะเอ่ยถามว่านางเป็นผู้ใด แต่เห็นๆ อยู่ว่านางคือมู่ลี่ม่านจะเป็นผู้อื่นไปได้อย่างไร เขาจึงกลืนคำพูดลงคอไป “เจ้ายกโต๊ะตัวเล็กขึ้นมาบนเตียงข้า แล้วช่วยข้าฝนหมึกด้วย” เขาเปลี่ยนเรื่องพูดแทน

ม่านม่านช่วยประคองตัวกงเพ่ยจิ้นให้ลุกขึ้นนั่ง “เจ้าอ่อนแอเพียงนี้เชียว แล้วจะโถมตัวมาทางข้าหมดได้อย่างไร เฮ้ยยย” ม่านม่านร้องเสียงหลงทันที เมื่อร่างของกงเพ่ยจิ้นกำลังล้มทับมาทางนาง

ทั้งสองตกลงไปอยู่ด้านล่างของเตียง ตัวม่านม่านถูกทับด้วยตัวของกงเพ่ยจิ้น แม้เขาจะใช้มือทั้งสองข้างค้ำยันพื้นเอาไว้แล้ว แต่ตัวของเขาเกือบทั้งหมดก็ทับอยู่กับร่างของนาง

กงเพ่ยจิ้นทั้งเจ็บแผลและตกใจไม่น้อย เขาจ้องมองดวงตากลมโตของม่านม่านที่จ้องมองเขาอย่างไม่ค่อยจะพอใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดและกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆ ของตัวนาง ทำให้เขาเผลอตัวโน้มต่ำลงไปหาใบหน้าของนาง

เพี๊ยะ เสียงฝ่ามือของม่านม่านตบเข้าที่ใบหน้าของกงเพ่ยจิ้นเพื่อเรียกสติ “ทำบ้าอันใด ลุก!!!” นางทั้งตกใจทั้งโมโห เขาคิดว่านางเป็นภรรยาของเขาหรือไง (แต่เจ้าอยู่ในร่างของภรรยาเขายังไงเล่า)

กงเพ่ยจิ้นเม้มปากแน่น ใบหน้าของเขาเริ่มซีดขาวจากบาดแผลที่เริ่มปริออก ม่านม่านพอเห็นสีหน้าของเขา นาวงก็เหลือบไปมองที่หน้าอกก็เห็นว่ามีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลของเขาไม่น้อยเลย

“พี่จิ้น เออ...ข้ามาขัดขวางพวกท่านใช่หรือไม่” อาหยุนที่รีบกลับมาจากเรือนของตน เพื่อบอกกงเพ่ยจิ้นและม่านม่านว่าเขาต้องการทำงานกับนาง ก็เห็นภาพที่ไม่ควรเห็นเขา

ก่อนที่เขาจะหมุนตัวออกไปเสียงของม่านม่านก็ดังขึ้นเสียก่อน “หยุด!!! มาช่วยยกร่างเพ่ยจิ้นออกไปจากตัวข้าก่อน” นางกัดฟันแน่น กดข่มความเขินอายเอาไว้

“อ้อ...” อาหยุนเดินเข้ามาอย่างมึนงง ก่อนจะช่วยประคองร่างของกงเพ่ยจิ้นกลับขึ้นไปบนเตียง

“เจ้าออกไปก่อน ข้าจะทำแผลให้เขาใหม่”

อาหยุนเดินออกไปอย่างว่าง่าย ด้วยเห็นว่าแผลของกงเพ่ยจิ้นปริออกจนเลือดซึมออกมาจริงๆ ม่านม่านลงมือทำแผลให้เขา “วันนี้ไม่ต้องวาดแล้ว ไว้หายท่านค่อยทำก็แล้วกัน ข้าไม่รีบ แต่ชื่อร้านคงต้องรบกวนท่าน พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปดูร้านค้า จะได้ให้คนทำป้ายชื่อร้านเตรียมเอาไว้เลย” นางก้มหน้าทำแผลแล้วเอ่ยพูดไปด้วย

กงเพ่ยจิ้นมองใบหน้าที่ก้มต่ำของนาง “ลำบากเจ้าแล้ว ข้าในตอนนี้ช่วยสิ่งใดเจ้าไม่ได้เลย ข้าจะคิดชื่อร้านให้เจ้า พรุ่งนี้ก่อนออกไปเจ้าก็มารับไปเถิด”

“อืม” นางเงยหน้าขึ้นมามองเขา “หากท่านไม่ได้ตกอยู่ในสภาพนี้ ตอนนี้ท่านคิดว่าตนเองจะเป็นเช่นใด”

กงเพ่ยจิ้นใคร่ครวญคำถามที่นางถามเขาอยู่ครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบ “หากเจ้าหมายถึง ข้าและเจ้ามิได้ถูกวางยาจนถูกขับไล่มาอยู่ที่หมู่บ้านกระมัง” เมื่อเห็นนางพยักหน้าเขาจึงพูดต่อ “ข้าคงจะเตรียมตัวสอบจวี่เหริน ส่วนเจ้า...คงจะได้แต่งเข้าตระกูลเกาสมใจ” แววตาของเขาหมองลง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียดายอนาคตของตนเองหรือว่านึกถึงเรื่องการหมั้นหมายของมู่ลี่ม่านที่ถูกแย่งชิงไป

“ท่านกลับไปยังเส้นทางเดิมของท่านได้ ไม่มีสิ่งใดสายเกินไป หากห่วงเจี้ยนเออร์ อวี่เออร์ ท่านไม่ต้องห่วงอย่างไรทั้งสองก็เป็นบุตรของข้า”

กงเพ่ยจิ้นตกตะลึงไม่น้อย เขาไม่เคยได้ยินมู่ลี่ม่านพูดว่าเด็กทั้งสองเป็นบุตรของนาง หากนางยอมทำหน้าที่มารดาตั้งแต่แรก เขาคงไม่ต้องเสียเวลาไปอีกหลายปี

“เจ้ายอมใช้ชีวิตเป็นครอบครัวกับข้าและลูกแล้วใช่หรือไม่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป