บทที่ 7 7
7
“นายดูเด็กคนนี้สิคะ ไม่ระมัดระวังเอาเสียเลย จู่ๆ ก็เดินมาชนเพชรจนโถน้ำหวานหกเปื้อนเสื้อผ้าหมดเลยค่ะ”
เพชรรุ้งพูดฟ้องเพื่อนหนุ่มด้วยน้ำเสียงฉอเลาะ จนเด็กหญิงที่กำลังจ้องอยู่ถึงกับเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ในท่าทีที่เห็น ไม่ได้เปื้อนอะไรมากมายซะหน่อย เธอต่างหากที่เปื้อนไปทั้งตัว แถมตอนนี้หัวเข่ายังเจ็บระบมจนจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว
อาคิระเบือนหน้าไปมองตะวันวาดแล้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ไม่ได้สนใจคำฟ้องของเพื่อนสาวเท่ากับเห็นสภาพมอมแมมของคนตรงหน้า บอกแล้วให้แต่งตัวสวยๆ แล้วดูสิ สภาพดูไม่จืดจริงๆ แต่ก็จำต้องดุเสียงดังออกไป
“น้องเนย ทำไมถึงซุ่มซ่ามแบบนี้นะ แล้วดูเนื้อตัวสิมอมแมมอย่างกับลูกหมาคลุกฝุ่น ถ้าจะมาร่วมงานเลี้ยงของพี่นายในสภาพแบบนี้ไม่ต้องมาเลยนะ”
คนถูกดุยืนนิ่งงัน ไม่ได้นึกกลัวเสียงดังๆ นั่นแต่อย่างใดเพราะฟังจนชินแล้ว ทว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกคือความน้อยใจที่ปะปนกับอาการเสียใจจนน้ำตาไหลรินอาบแก้ม เมื่อเห็นคนพูดหยิบทิชชูมาเช็ดตามเนื้อตัวให้เพื่อนสาว โดยไม่ได้สนใจไยดีตัวเธอเลยว่ามีสภาพเป็นอย่างไร เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า ทั้งที่น่าจะเห็นตั้งแต่ตอนล้มกลิ้งลงไปกับพื้นแล้ว
“ไอ้นาย แกจะว่าน้องเนยฝ่ายเดียวไม่ได้นะเว้ย เพชรเองก็เดินไม่ระวังเหมือนกัน แล้วแกไม่เห็นหรือไงว่าน้องเนยล้มจนหัวเข่าเลือดไหล” คีตภัทรตำหนิเพื่อนสนิทเสียงเข้ม เพราะเขาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น แล้วจึงหันมาทางเด็กหญิงที่ยืนน้ำตาไหลโดยไร้เสียงสะอื้น “น้องเนยเจ็บมากหรือเปล่าจ๊ะ พี่ว่าไปทำแผลก่อนดีกว่า”
อาคิระครั้นได้ยินคำพูดของเพื่อน ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เห็นร่างของคนเป็นน้องล้มกลิ้งลงกับพื้น ทั้งเพิ่งสังเกตเห็นแผลที่หัวเข่า ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยอะไรออกมา มนัสนันท์ก็เดินตรงเข้ามาแล้วเอ่ยถามเสียงดังเสียก่อน
“เกิดอะไรขึ้น!”
ครั้นหันมาเห็นเด็กหญิงที่เธอรักเหมือนลูกสาวยืนน้ำตาไหล ทั้งอยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมม มิหนำซ้ำยังมีเลือดไหลที่หัวเข่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกอกตกใจ
“น้องเนย! ทำไมเนื้อตัวหนูเป็นแบบนี้ล่ะลูก แล้วหัวเข่าไปโดนอะไรมา” ก่อนจะหันขวับไปถามบุตรชายอย่างเอาเรื่อง “พี่นาย ทำไมปล่อยให้น้องยืนเลือดไหลแบบนี้หือ” ทั้งปรายตามองเด็กสาวที่ยืนเกาะแขนบุตรชายของเธออยู่อย่างไม่พอใจ เตรียมจะพูดอะไรออกมาอีกแต่ต้องชะงัก
“คุณป้าขา เนยเป็นคนผิดเองค่ะ ขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ” เด็กหญิงบอกเสียงแผ่วแล้วจึงเดินขากะเผลกหันหลังจากมาทั้งน้ำตาไหลรินอาบแก้ม เจ็บตัวไม่เท่าไร แต่เจ็บในใจนี่สิ!
วันรุ่งขึ้นอาคิระเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยไม่มีแม้แต่เงาของเด็กหญิงตะวันวาดตามไปส่งที่สนามบินดั่งที่เคยสัญญากันเอาไว้
“น้องเนย คุณป้าเรียกหนูไปพบที่บ้านแน่ะลูก”
เสียงเรียกพร้อมกับร่างบอบบางของมารดาเดินมาทรุดนั่งลงข้างๆ ทำให้คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดรีบเรียกสติกลับคืนมาโดยเร็ว แล้วหันไปกอดแขนคนเป็นแม่พลางซบหน้าลงกับไหล่อย่างออดอ้อน
“แม่ทราบไหมคะว่าคุณป้าเรียกเนยไปพบเรื่องอะไร” เพราะวันนี้ตอนเข้าไปหาที่ห้องก็ไม่เห็นอีกฝ่ายพูดอะไรกับเธอนี่นา หรือเธอทำงานอะไรผิดพลาด!
“แม่ไม่รู้เหมือนกัน น้องเนยรีบไปเถอะจ้ะ” ผู้เป็นแม่กล่าวย้ำอีกครั้ง ก้มลงหอมแก้มเนียนของบุตรสาวอย่างแสนรัก พลางนึกถึงบุคคลที่เรียกบุตรสาวไปพบ
มนัสนันท์กับเธอเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม กระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังสอบเข้าเรียนคณะเดียวกันได้ หนำซ้ำเมื่อแต่งงานสามีของทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนสนิทกันอีก ดังนั้นความสัมพันธ์ของเธอกับครอบครัวของผู้เป็นเพื่อนจึงสนิทสนมแน่นแฟ้นประดุจญาติสนิท
เมื่อสามีของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งตอนนั้นบุตรสาวยังเล็กอยู่ แม้จะไม่ได้ลำบากยากเข็ญเท่าไรนัก เพราะมีเงินสะสมก้อนใหญ่ที่ได้รับจากบริษัทประกันชีวิตของสามี แต่ครั้นบุตรสาวคนเดียวสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหลายทั้งปวงก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผู้เป็นเพื่อนและสามีจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของเธออย่างมีน้ำใจ โดยเฉพาะตัวนนทวัช ที่มักจะโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นคนขับรถพาเพื่อนรักไปตาย จึงอยากชดใช้ให้โดยขออาสาออกค่าเล่าเรียนทั้งหมดของตะวันวาดให้จนกว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัย หรือถ้าจะเรียนต่อปริญญาโทจนถึงปริญญาเอกก็ยินดีจะส่งเสียให้ ไม่ว่าจะเรียนในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเรียนจบแล้วต้องมาทำงานในบริษัทรับเหมาก่อสร้างของทั้งสองเท่านั้น สร้างความสำนึกในบุญคุณให้กับตัวเธอและบุตรสาวอย่างมากมาย
“ค่ะแม่ เนยจะไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ร่างระหงรีบก้าวออกจากบ้านตรงไปยังรั้วไม้ระแนงเบื้องหน้า ก่อนจะเปิดประตูบานไม้เก่าๆ ซึ่งสมัยเป็นเด็กตัวเองใช้วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่เสมอ ขณะก้มหน้าก้มตาเดินอยู่นั้นก็ต้องร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ เมื่อปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดกางเกงยีนส์เข้ารูปสีเข้มกับเสื้อยืดสปอร์ตแขนยาวสีขาวเข้าเต็มแรง
“น้องเนย!” เสียงอุทานนั้นดังมาจากเรียวปากหยักสีสดของเจ้าของร่างสูงที่ถูกชน สายตาฉายแววตกตะลึงจังงัง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นคนเดินชนเต็มตา
ตะวันวาดยืนชะงักงันอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินหลบร่างสูงตรงหน้าไปอย่างไม่สนใจไยดี ไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ
“แหม...เดี๋ยวนี้พอไม่ได้เป็นนกกระยางขายาวเหมือนเมื่อก่อนทำเป็นไม่รู้จักพี่นายเลยนะ”
อาคิระเอ่ยเสียงยั่วเย้าระคนด้วยความปีติยินดีหลังเรียกสติกลับคืนมาได้ นัยน์ตาคู่คมมองร่างสูงระหงของหญิงสาวผิวขาวผ่องเป็นยองใยตรงหน้าที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งชวนมอง เรียวหน้ารูปไข่นั้นสวยกระจ่างตา จมูกโด่งเชิดรั้นอย่างถือดี นัยน์ตาดำขลับภายใต้คิ้วเรียวดำราวกับวาดนั้นยังวาววับเอาเรื่องเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด ปากอิ่มแดงเป็นธรรมชาติที่คาดว่ายังคงความเก่งกล้าเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยนแน่
ความสวยที่ได้ยลเต็มตาทำให้ชายหนุ่มแทบไม่อยากจะละสายตาไปจากร่างอ้อนแอ้นตรงหน้าเลยสักวินาทีเดียว ไม่นึกเลยว่าเด็กหญิงรูปร่างอ้วนกลมตอนวัยห้าขวบที่ถูกเขาเรียกขานว่า ‘ยายช้างน้อย’ หรือผอมสูงเหมือนนกกระยางขายาวในวัยสิบสองขวบ จะโตขึ้นมาแล้วงดงามจับตาถึงเพียงนี้ ไม่มีเค้าของวันวานหลงเหลือให้เห็นแม้เพียงนิด
ตะวันวาดฟังคำของคนตัวสูงที่เอ่ยออกมาแล้วเม้มปากแน่นอย่างระงับอารมณ์ พลางคิดในใจอย่างขุ่นมัวระคนสงสัย
ไหนคุณป้าบอกว่าอีกสองวันถึงจะกลับแล้วไงล่ะ ถ้ารู้ว่าอยู่จะไม่เดินเข้ามาเป็นอันขาด
ขณะกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เสียงของมนัสนันท์ที่เปรียบประดุจระฆังช่วยชีวิตก็ดังขึ้น
“อ้าว...น้องเนย มาแล้วหรือลูก ป้ากำลังจะเดินไปหาอยู่พอดี”
