บทที่ 7 เดวิด เทรเวอร์ llll

“ตอบคำถามอามา ว่าเรื่องที่พี่เขาพูดจริงเท็จแค่ไหน?”

“อาเดฟอยากรู้เรื่องไหนล่ะครับ!”

“อย่ากวนตีน อาไม่ได้ใจเย็นพอที่จะมานั่งดูแกงี่เง่านะเอิร์ธ!”

อติคุณพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับผู้เป็นอาอีกครั้งเพราะรู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายเริ่มโกรธ

“รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเขาต้องไปๆ มาๆ จะอยู่ช่วยงานแกตลอดเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้”

“รู้ครับ”

“รู้ด้วยใช่ไหม ว่าเขาต้องไปประจำที่นั่นอย่างที่พี่เขาบอก”

“ครับ” คนเป็นหลานยอมรับอย่างเสียไม่ได้

“งั้นถ้าแกรู้ตั้งแต่แรกแล้ว แกจะมานั่งโมโหเอาอะไร?”

“ก็งานผมยังไม่เสร็จ และผู้ช่วยหยดก็ทำงานไม่ได้ดั่งใจ ถ้าเขาอยู่ช่วย ทำงานทั้งสองบริษัทเหมือนช่วงแรกๆ ผมก็คงไม่โมโห”

“ไม่คิดว่าเขาจะเหนื่อยบ้างหรือไง?”

โอบนิธิโพล่งขึ้นมา แต่เมื่อน้องยังคงเงียบ เขาจึงพูดต่อ

“หยดทำงานหนัก และเขาทำสองบริษัทไม่ไหวหรอกเอิร์ธ พี่สงสารถึงบอกให้เขาอยู่เคลียร์งานที่นั่น เพราะตรงนั้นมีงานสำคัญที่จำเป็นต้องเคลียร์เพื่อไม่ให้ลูกค้ายกเลิกสัญญาเดิม”

“เรื่องนี้ก็รู้อยู่แล้วใช่ไหม?” เดวิดถาม “ตอบอาเดี๋ยวนี้เอิร์ธ”

“รู้ครับ รู้ทั้งหมด”

“แล้วจะงี่เง่าทำไม ขอเหตุผลหน่อย?”

“ผมแค่อยากได้คนที่ทำงานไว ไม่ต้องให้ผมสั่งซ้ำซ้อนเหมือนตอนที่ผมทำงานกับหยด”

สุดท้ายอติคุณก็ยอมสารภาพ โอบนิธิจึงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เดาได้ตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากความล่าช้าเรื่องงานที่ผู้ช่วยเลขาคนใหม่จำเป็นต้องทำ

แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนเดียวที่เขาหรือบิดาไว้ใจ ดันมีแค่เพียงหยดเทียนเท่านั้น

“บางทีเขาอาจจะไม่ได้ทำงานช้า แต่เป็นเลขาคนเก่าของแกที่ทำงานดี ทำงานไวเกินกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า?”

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเมื่อนึกถึงคนที่มีใบหน้าสวยหวาน คนที่ทำงานได้ดั่งใจทั้งเขาและพี่ชายทั้งสองคนจนท่านยังออกปากชมอยู่บ่อยๆ

“ก็คงแบบนั้นมั้งครับ” อติคุณยอมรับเสียงแผ่ว

“ตั้งสติหน่อยเอิร์ธ รู้ว่าใจร้อน แต่อย่าร้อนเกินไปนัก”

“ผมมีประชุมวันนี้ ไม่ร้อนก็คงไม่ได้” คนดื้อยังไม่วายจะเถียง

“ถ้าประชุมไม่ทันก็เลื่อนออกไป”

“อาเดฟ!”

“รู้ว่าเป็นคนเคร่งครัดเรื่องเวลา แต่ถ้าแกเข้าประชุมในสภาพนี้ คิดบ้างไหมว่าพนักงานจะรู้สึกยังไง?”

เดวิดถามอย่างใจเย็น ไม่อยากให้อติคุณหัวเสียไปมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยรู้ว่าพื้นนิสัยของหลานไม่ใช่คนขี้หงุดหงิดอะไร ออกจะเย็นมากเกินไปในบางครั้งเสียด้วยซ้ำ

“ไปสงบสติอารมณ์หน่อยไป เป็นแบบนี้นานเข้าลูกเมียจะไม่อยากเข้าใกล้” คนเป็นอาตบบ่าหลานชายเบาๆ

“ผมก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้!”

อติคุณชักสีหน้า ใช่ว่าเขาชอบเสียเมื่อไหร่ กับภาวะอารมณ์ที่ดูจะขึ้นลงง่ายเพียงแค่มีสิ่งใดไม่ได้ดั่งใจนึก

“เอาน่า! พยายามหน่อย อีกเดี๋ยวก็คงดีขึ้นเองนั่นแหละ”

“ผมก็หวังให้มันเป็นแบบนั้นครับ”

“สู้เขาไอ้เสือ แกทำได้อยู่แล้ว”

เดวิดไม่รอให้หลานชายคนเล็กตอบรับหรือพูดสิ่งใด หมุนตัวไปหาหลานอีกคนพร้อมกับเอ่ยปากสั่งงานในทันที

“สั่งให้เลื่อนประชุมออกไปก่อน อาฝากจัดการด้วยนะโอบ”

หลานชายคนโตพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะยกโทรศัพท์ภายในขึ้นมาต่อสาย ไม่นานนักก็เดินกลับมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่ คล้ายกับมีเรื่องจะพูดคุยกับคนเป็นอาต่ออีกนิด

ไม่สิ...คงต้องบอกว่าอาเดฟต่างหากที่มีเรื่องจะพูดกับเขา

ไอ้สายตาที่ดูเหมือนคนมีอะไรติดค้างในใจนั่น ปกปิดอย่างไรก็คงไม่พ้นสายตาคนที่คลุกคลีกับผู้เป็นอามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

อายุเขากับเดวิดห่างกันไม่เท่าไหร่ ด้วยผู้เป็นปู่นั้นเกิดมาพบรักกับสาวไทยในขณะที่ตนเองต้องมาทำงานที่ประเทศไทยชั่วคราว จากทีแรกที่คิดว่าแค่ถูกตาต้องใจ แปรเปลี่ยนไปจริงจังเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบได้

หลังจากบินกลับไปหาลูกชายทั้งสองคนที่อิตาลีได้ไม่เท่าไหร่ ท่านก็พาภรรยาคนใหม่ที่มีนามว่า ‘คุณมาลา’ มาแนะนำให้ทุกคนในบ้านได้รู้จักในฐานะภรรยา ซึ่งแน่นอนว่าท่านเข้ากับลูกของสามีได้เป็นอย่างดี

และเพราะเหตุนี้...คุณไมเคิลผู้เป็นปู่ของเขาจึงขอให้คุณย่ามาลามีลูกให้อีกคน หวังจะได้ลูกสาวไว้คุยแก้เหงา แต่ลูกคนสุดท้ายก็ดันเป็นผู้ชายอีกจนได้!

“จัดการเรื่องประชุมเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

“เลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้า เผื่อเอิร์ธมันจะดีขึ้นบ้างน่ะครับ”

โอบนิธิเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมา ก่อนจะพยักพเยิดให้เดวิดมองการกระทำอันน่าหมั่นไส้ของคนที่เพิ่งคะตอกใส่เขาหยกๆ ทั้งที่อารมณ์หงุดหงิดขนาดนั้น มันยังมีหน้าไปทำเสียงสองใส่ภรรยาได้

“อ้อนเมียเก่งไม่มีใครเกิน”

คนเป็นพี่แกล้งว่า เมื่อไอ้ตัวดีรีบปรี่ไปคล้องแขนเมียในทันทีที่ไอยวริญเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก่อนจะหายออกไปพร้อมกันเมื่ออาการวิงเวียนของเจ้าตัวกำเริบขึ้นมาอีกระลอก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป