บทที่ 7 เหยียบถิ่นเก่า
อาทิตย์นี้หยุดยาวทั้งอาทิตย์เพราะที่มหาวิทยาลัยมีงาน ฉันเลยคิดว่าจะโผล่หัวไปเยี่ยมคนบ้านนั้นสักหน่อย ปล่อยให้อยู่สบายชูคอเป็นเจ้าของบ้านมาตั้งหลายสิบปี พอดีตรงวันครบรอบวันตายของคุณย่า อะไรจะเหมาะเจาะขนาดนี้ล่ะจริงไหม!?
" แกแน่ใจเหรอ ว่าจะไปสู้กับพวกนั้นตัวคนเดียว " ถามเหมือนฉันเป็นนางเอกจิบน้ำส้ม วันนี้นางมานั่งกินข้าวเย็นที่ห้องฉัน กับข้าวนางซื้อมาเสริมบวกกับอาหารที่ฉันทำ
" แกอย่าใช้คำว่าสู้ สองแม่ลูกนั่นไม่มีปัญญาหรอก อีกอย่าง...ฉันแค่จะไปเคารพศพคุณย่า ไม่เสียเวลากับพวกสมองนิ่ม " ถ้าสู้จริงก็ไม่เห็นต้องกลัว ถ้าฉันมัวแต่กลัวชาตินี้คงตายไปแล้ว
" แล้ววันนี้คุณดินไม่มาทานข้าวด้วยเหรอวะ " มือบางที่กำลังตักข้าวเข้าปากชะงัก ตั้งแต่วันที่เราทานข้าวด้วยกัน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็พาตัวเองมาฝากท้องที่นี่เกือบทุกวัน อาทิตย์ละสามสี่วันได้ ช่วงแรกขมิ้นก็ตกใจ แต่พอนานๆไปเราก็ชินเหมือนมีเพื่อนเพิ่ม
" ไม่รู้ดิ ถ้ามาคงเคาะห้องเองแหละ "
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
สองสาวหันมองหน้าพร้อมกัน พึ่งนินทาหยกๆตายยากจริง ร่างระหงลุกออกจากเก้าอี้เดินไปเปิดประตูห้อง ไม่ต้องส่องตาแมวก็รู้ว่าใคร
" ไงคุณ ทานข้าวรึยัง " แหม มาตรงเวลาซะด้วย
" กำลังกินพอดีเลย คุณเข้ามาก่อนสิ " ฉันเบี่ยงตัวหลบเปิดทางให้คนตัวสูงเข้ามา ชายหนุ่มหอบถุงขนมและแอลกอฮอล์ชื่อดังของเกาหลีไว้แนบอก เดินตรงดิ่งเข้าห้องครัว ก้มหัวทักทายเพื่อนสนิทหล่อนก่อนจะวางของทั้งหมดไว้บนโต๊ะ
คนตัวโตทำตัวเหมือนบ้านตัวเอง เดินไปหยิบจานแล้วตักข้าว หย่อนตัวหนาๆ สูงๆ ลงบนเก้าอี้ที่ประจำ ตาคมลุกวาวน้ำลายไหล อาหารบนโต๊ะมีหลากหลายแถมเธอยังทำอาหารเหนือเพิ่มมาด้วย
" จานนี้เรียกว่าอะไรครับ " เขาชี้นิ้วเรียวไปยังจานสีขาวกลางโต๊ะ
" อันนี้เรียกว่าตำขนุนค่ะ " เขาพยักหน้าตักชิมเข้าปาก แล้วก็รีวิวด้วยคำเดิมคือคำว่า ' อร่อย '
ก็เห็นกินอะไรก็อร่อยทุกอย่างอะ
" แล้วแกจองตั๋วยัง " เพื่อนสาวคนสนิทถามเจ้าตัวถึงวันหยุดยาวที่จะมาถึง แต่เธอไม่ได้ไปด้วย เพราะครอบครัวจะพาไปเที่ยวต่างประเทศ
" เดี๋ยวกินเสร็จก็ว่าจะจองเลย " ฉันจะบินพรุ่งนี้เลย อยากเจอคนบ้านนั้นจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
" จะไปเที่ยวไหนกันเหรอครับ " บุคคลมาใหม่โพลงขึ้นกลางโต๊ะอาหาร เขานั่งฟังเธอคุยกับเพื่อนสีหน้าเครียดครึม
" ไม่ได้จะไปเที่ยว ฉันจะไปวันครบรอบวันตายของย่าที่เชียงใหม่ " แต่ดูจากสีหน้าแล้วคงไม่ใช่ธุระแค่นั้นแน่ๆ
" ผมก็จะไปเชียงใหม่เหมือนกัน พอดีมีธุระต้องไปทำน่ะ แล้วคุณบินวันไหน " สองสาวหันมองหน้าคนตัวโต แล้วตอบออกไปทันที
" ฉันว่าจะจองรอบพรุ่งนี้เช้า ไม่อยากถึงสายเพราะคิดว่ามีอะไรให้ทำอีกเยอะ "
" งั้นจองให้ผมด้วยดิ บินพร้อมกันเลยคุณจะได้มีเพื่อนคุย " ฉันไม่ใช่คนขี้เหงาขนาดนั้นปะ
คนหัวโต๊ะเหล่มองคนขอร่วมทาง ให้ไปด้วยดีไหมนะ เผื่อจะช่วยเรื่องที่เคยปรึกษาได้ดียิ่งขึ้น พอสมองประมวลผลพลอยได้ เธอก็ยิ้มพยักหน้าแล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจองตั๋วเครื่องบิน
" โอนตังค์มาด้วย ช่วงนี้ตั๋วขึ้นเหนือแพง " หน้าหวานก้มมองแต่บนจอ มือขวายังถือช้อนข้าวค้างไว้ จนพ่อหนุ่มสายเปย์โอนเงินเข้าบัญชีหล่อนรวมยอดสองที่นั่งแถมเผื่อทิปให้อีกนิดหน่อย
เผื่อในอนาคตอาจจะได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า
คนเราหว่านพืชก็ต้องหวังผล...ผมก็เช่นกัน
เช้าวันต่อมา
สนามบินดอนเมืองเวลา 7:00 นาฬิกา
ทั้งสองแหกขี้ตาโทรจี้ปลุกกันตั้งแต่ไก่โห่เพราะกลัวจะตกเครื่อง ใช้เวลาไม่นานประตูห้องฝ่ายตรงข้ามก็เปิดออกพร้อมกระเป๋าลากใบขนาดกลางคนละใบ
" ป่ะ เดี๋ยวรถติด " ทั้งสองลากกระเป๋าแนบข้างเร่งฝีเท้าเข้าลิฟต์ จู่ๆ คนตัวเล็กก็พูดขึ้น " ฉันหิวอะ " เธอยืนพิงผนังลิฟต์ ขยี้ตาเบาๆ เหมือนคนพึ่งตื่นนอน แต่ชุดพร้อมมาก
" เดี๋ยวโหลดกระเป๋าเสร็จค่อยไปหาไรกินกัน " หล่อนพยักหน้าเนื่อยๆ เดินตามร่างสูงออกจากลิฟต์ เขาบอกว่าให้ไปรถเขา ทางเดียวกันประหยัดน้ำมันช่วยโลกร้อน
" คุณกลับบ้านล่าสุดเมื่อไหร่ " เขาถามขณะที่ทั้งสองนั่งกินเบอร์เกอร์เจ้าดังระหว่างรอเข้าเกต
" หลายปีแล้วมั้ง จำไม่ได้ ไม่อยากจำ " เธอหยักไหล่โนสนโนแคร์ กัดเบอร์เกอร์หมูเต็มคำแล้วเคี้ยวตุ่ยๆ ตามด้วยเครื่องดื่มซ่าๆ ดูดแล้วชื่นใจ
" ใช่บ้านหลังนั้นที่คุณปรึกษาผมเรื่องโฉนดหรือเปล่า " ใบหน้าหวานพยักตอบ ยังพูดไม่ได้เพราะกำลังกัดพายกรุบกรอบ
" แล้วคุณล่ะ ไปทำอะไรที่เชียงใหม่ "
" ไปเรื่องงานนี่แหละ ลูกความคุณพ่อน่ะ ท่านให้ผมช่วยดูแล " เธอไม่ได้ซักไซร้ต่อ ต่างคนต่างกินประทังความหิวแล้วเข้าไปเตรียมตัวรอขึ้นเครื่อง
สนามบินนานาชาติเชียงใหม่
ทั้งสองเดินออกพร้อมนักท่องเที่ยวทั้งลำ ร่างระหงห่อไหล่ยกมือบางแล้วลูบแขนไปมา ขนาดเสื้อที่เธอสวมอยู่ก็เอาความหนาวเย็นไม่อยู่ เชียงใหม่ปีนี้หนาวกว่าที่คิด นี่ขนาดเช็กดินฟ้าอากาศมาแล้วแท้ๆ
เขาถอดเสื้อฮูดสีดำยื่นให้คนตัวบางขณะที่ยืนรอกระเป๋า แถมยังบอกอีกว่าผมชิลๆ ทั้งๆที่ขนแขนตัวเองก็ลุกก็พอง เธอหยิบมาสวมแบบไม่อิดออดพร้อมคำขอบคุณ ก่อนทั้งคู่จะลากกระเป๋าคนละใบตรงไปประตูทางออก
" คุณจะกลับบ้านยังไง "
" เดี๋ยวฉันนั่งแท็กซี่เอาก็ได้ ไม่ซีเรียส "
" งั้นเดี๋ยวผมไปส่งละกัน ผมเช่ารถมาแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถอีก " นี่จะไปส่งกันให้สุดทางเลยใช่มะ ฉันมองเขาที่รับโทรศัพท์ สักพักเขาก็เดินไปเซ็นสัญญาเช่ารถมั้ง สุดท้ายก็มานั่งอยู่ข้างๆกันที่มีคนตัวโตเป็นสารถี
" บอกทางมาเลยคุณ ส่งคุณเสร็จผมค่อยเข้าโรงแรมก็ได้ " ฉันเปิดจีพีเอสปักหมุดแล้วยื่นให้คนข้างๆ จากสนามบินมายังปลายทางใช้เวลาพอสมควรกว่าจะฝ่าดงรถติดช่วงเช้ามาได้
รถญี่ปุ่นสีดำจอดอยู่ริมรั้วหน้าบ้านหลังใหญ่หลังเดิม ใบหน้าคมมองไปยังรั้วชินตาก่อนจะขมวดคิ้วหนา บ้านหลังนี้คุ้นๆ
" นี่บ้านคุณเหรอ "
" ใช่ ทำไม " เขาทำหน้างง แล้วหันหน้างงๆมาหาฉัน ฉันก็ทำหน้างง เขาจะงงอะไรนักหนา
" มีอะไร ทำไมทำหน้างั้นอะ "
" เรื่องโฉนดที่คุณเคยปรึกษาใช่ที่ดินผืนนี้ด้วยหรือเปล่า "
" อือหื้อ ผืนนี้แหละ เป็นไง กว้างมากใช่ไหมล่ะ มันเป็นมรดกของคุณย่าที่ท่านรักและหวงมาก ฉันไม่อยากให้มันตกไปเป็นของคนอื่น "
ร่างสูงนั่งนิ่ง ในหัวกำลังปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน หากเป็นอย่างที่เขาคิดจริง สาวน้อยข้างๆ นี่ก็เป็นคนขโมยโฉนดใบนั้นใช่ไหม!?
