บทที่ 2 บทที่ 2
ชลธิชาเปิดประตูรถเพื่อหยิบงานออกมาถือไว้ ขณะที่จะก้าวผ่านรถอีกคันซึ่งจอดอยู่ข้างๆ เสียงร้องครวญครางวาบหวามปานจะขาดใจเล็ดลอดออกมาจากรถคันดังกล่าวทำเอาชลธิชาถึงกลับขนลุกซู่ สายตาเจ้ากรรมมองเข้าไปในรถต้นเหตุเสียงครวญครางนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ แม้รถสปอร์ทคันงามสีดำขลับติดฟิล์มรอบด้านดูจะมืดสนิทและเป็นส่วนตัวพอสำหรับกิจกรรมวาบหวิว แต่กระจกด้านหน้ารถกลับไม่เป็นแบบนั้น
“ตาเถร” ชลธิชายกมือขึ้นทาบอก หัวใจเต้นตูมตาม คู่รักด้านในซึ่งตอนนี้กำลังเข้าได้เข้าเข็มหาได้สนใจสายตาของชลธิชาไม่ ผู้หญิงนั่งคร่อมชายหนุ่มหันหลังมาทางเธอทำให้ไม่เห็นหน้า แต่แค่แผ่นหลังขาวเนียนเกือบเปลือยมันก็เพียงพอแล้ว แต่ผู้ชายนี่สิที่ชลธิชาประสานสายตาเข้าเต็มๆ ใบหน้าที่กำลังบ่งบอกว่าตัวเองกำลังมีความสุข
หญิงสาวถึงกับหน้าแดงก่ำยืนค้างแม้จะไม่อยากมองแต่กลับสั่งให้ตัวเองหันหน้าไปทางอื่นไม่ได้ เสียงสัญญาณกันขโมยของรถใครสักคนดังขึ้น มันเหมือนดึงสติของชลธิชากลับมา เธอส่ายหน้าให้ลืมๆ ภาพบัดสีนั้นแล้วเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที
“เป็นอะไรคะภู?” เมื่อเห็นว่าภูมินทร์เงียบไม่ตอบสนองเธอทั้งๆ ที่กำลังเร่าร้อน ทำให้เจนนิเฟอร์ นางแบบดาวรุ่งพุ่งแรงเพราะกล้าได้กล้าเสียเอ่ยถามน้ำเสียงวาบหวิวรัญจวนใจ พร้อมกับก้มลงไปจูบปากภูมินทร์อย่างดูดดื่มหวังให้เขากลับมาเล่นเกมรักกับเธอต่อ เพราะก่อนที่เขาหยุดเคลื่อนไหวเธอกำลังจะปลดปล่อย
“เปล่า… ผมแค่หมดอารมณ์” คำพูดเฉยชาไร้อารมณ์สานต่อของภูมินทร์ทำให้เจนนิเฟอร์หุบยิ้มแทบไม่ทัน ชายหนุ่มขยับร่างบางเกือบเปลือยของเธอให้กลับไปนั่งที่เดิม จับเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะเปิดประตูรถออกไป ไม่สนใจหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ช่างแตกต่างจากก่อนที่เกมรักบนรถจะเริ่มขึ้นโดยสิ้นเชิง
“ภูคะ ภูทำแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ เจนไม่ยอมนะ” เจนนิเฟอร์เอ่ยน้ำเสียงไม่พอใจ กระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียวภายในรถสปอร์ทคันงามของภูมินทร์ ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ทั้งๆ ที่กำลัง…แค่คิดใบหน้าของเจนก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที
ผ่านไปเกือบสิบห้านาทีที่ปกรณ์ยืนรอคนที่เพิ่งฝากรอยริมฝีปากอิ่มไว้บนเสื้อเขาเมื่อครู่ แต่เขากลับไม่เห็นเธอแม้แต่เงา ปกรณ์ก้มมองเวลาบนข้อมือ เพราะเขาต้องเข้าไปข้างในแล้ว ทั้งๆ ที่อยากจะยืนรอเธอตรงนี้ต่อแต่ครั้งนี้คงต้องตัดใจ
“หวังว่าเราจะได้พบกันอีก” ปกรณ์เอ่ยบอกแค่นั้นก่อนจะก้าวเข้าไปในลิฟต์
เมื่อได้ของที่ต้องการ ชลธิชาก็มายืนรอปิยะพงษ์ที่หน้าห้องพารากอนฮอลล์ เพราะเธอนัดน้องที่ทำงานไว้ที่นี่ สักครู่เธอก็เห็นเดินปรี่มาแต่ไกล
“โหเจ๊… สวยนะเนี่ย” ปิยะพงษ์เอ่ยทักชลธิชาขึ้น ก่อนจะมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาชื่นชมปนแปลกใจ
“พอเลย นี่งานเอาไปแก้ พรุ่งนี้มาส่งพี่ตอนเก้าโมง” ชลธิชายื่นงานที่ต้องนำเสนอลูกค้าให้ปิยะพงษ์เอากลับไปแก้ไขเพราะเธอไม่ค่อยชอบคอนเซ็ปต์สักเท่าไหร่ ขืนครั้งนี้ยังไม่ผ่านอีก เธอต้องให้รางวัลด้วยมือหนักๆ พร้อมกับลูกเตะปิยะพงษ์แน่
“ครับ… อ้อ อย่าลืมถ่ายรูปพี่ลี่ตอนนี้มาด้วยนะ ผมจะเอาไปติดไว้ที่หน้าบริษัทเผื่องานจะได้เพิ่ม ส่งงานผ่านฉลุย”
“ไอ้นี่ ฉันไม่ใช่นางกวักนะเอ็ง กลับไปได้แล้ว พี่ต้องเข้าไปทำงานก่อน”
“ครับ… โชคดีพี่” ปิยะพงษ์เอ่ยบอกก่อนจะเดินกลับออกไปและไม่ถามว่าชลธิชามาทำอะไรที่นี่เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
“ไปซะนานเลยลี่” พัชรินทร์เดินตรงดิ่งเข้ามาหาเพื่อนสาว เพราะกลัวว่าชลธิชาจะหนีกลับไปซะก่อน
“โทษที… นี่ยายเบลล์ ตอนที่ฉันไปเอาของที่รถ เจอคนกำลังเล่นหนังสดในรถด้วยล่ะ อี๋...หน้าไม่อายกลางวันแสกๆ ในที่จอดรถคนก็เดินไปเดินมาตั้งเยอะยังกล้าทำได้ ฉันล่ะเกลียดพวกนี้ที่สุดเลย น่าเกลียด”
ชลธิชาเล่าสิ่งที่เห็นให้พัชรินทร์ฟังด้วยท่าทางขนลุกขนพอง จะว่าไปพักนี้เธอมักจะพบคู่รักที่ชอบแสดงความรักแบบเปิดเผยบ่อยเสียเหลือเกิน
“เอาน่าลี่ เขาคงรักกันมาก ไม่มีที่ระบาย”
“หื้อ… รักกันขนาดไหนโรงแรมก็มี โอ๊ย… ไม่พูดแล้วดีกว่า เดี๋ยวลางไม่ดี” ชลธิชาโบกไม้โบกมือ ห้ามตัวเองให้เลิกคิดถึงภาพที่ได้เห็นโดยเฉพาะสายตาของผู้ชายหน้าไม่อายมากราคะที่เธอได้เห็นแบบไม่ต้องการมาเมื่อสักครู่
“ย่ะ… แม่เวอร์จิ้น” พัชรินทร์ไม่ได้พูดประชด แต่พูดเรื่องจริงต่างหาก เพราะเธอเคยเห็นคำปณิธานของชลธิชาว่าถ้าไม่แต่งงานก็ไม่มีทางเสียสาวเด็ดขาด ซึ่งเธอก็มองว่ามันเป็นเรื่องดี แต่โลกความจริงผู้ชายมักเห็นแก่ตัวหมดทุกคน หาดีไม่ได้หรอก
“ลี่ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว” พัชรินทร์ยื่นชุดที่ชลธิชาต้องใส่มาให้
“อืม…” เสียงตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าชุดสายเดี่ยวสีขาวผ้าบางเบาสั้นเหนือเข่าจากพัชรินทร์ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่นานชลธิชาก็เดินออกมาแต่สายตาทุกคู่ที่อยู่ในห้องแต่งตัวกลับจับจ้องมาที่เธอ ชลธิชาก้มมองตัวเองเพราะคิดว่าเธอแปลกตรงไหน
