บทที่ 6 6
แคลลี่คว้ามือถือตัวเองขึ้นมากดหาเบอร์คนสนิทของแอชตัน มารีโน่ โชคดีที่ก่อนจะแยกจากกันวันนั้นเขาให้คนสนิทของเขามาส่งที่ห้องพักและเธอก็ขอเบอร์ชายหนุ่มไว้เผื่อใช้ในการติดต่อกลับ นิ้วเรียวจึงกดโทรออกแล้วยื่นให้รรินพูดกับปลายสาย
เสียงสัญญาณดังขึ้นไม่กี่ครั้งก็ได้ยินเสียงตอบรับของประชาสัมพันธ์สาว ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพนักงานบริษัทก็เพราะแพทเทิร์นการรับสายเหมือนบริษัททั่วไปที่ไว้ใช้ตอบรับลูกค้าที่โทรเข้ามาติดต่องานกับบริษัท สุดท้ายขนาดเบอร์ที่ลูกน้องให้มายังเป็นแค่เบอร์โทรศัพท์ของบริษัทเท่านั้น
“ฉันอยากจะขอนัดเจอคุณมารีโน่ค่ะ เร็วสุดวันไหน เรื่องด่วนมาก”
“ต้องขออภัยด้วยค่ะคุณมารีโน่ไม่มีกำหนดเข้าบริษัทเร็วๆ นี้ ไม่ทราบว่าติดต่อจากสายการบินไหนคะ ดิฉันจะได้แจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดต่อกลับให้ค่ะ”
“เขาไปไหนคะ เอ่อ...” รรินสงบสติอารมณ์ตัวเองที่เหมือนจะระเบิดออกมาเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มไม่มีกำหนดเข้าบริษัท นั่นหมายถึงเธอจะไม่สามารถพบเขาได้ในเร็ววันนี้แน่นอน แล้วแคลลี่ก็จะเศร้าจนกลัวว่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรโดยไม่คิดอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ “คือ..ฉันอยากได้เครื่องบินส่วนตัวนะค่ะ เห็นว่าคุณมารีโน่เขาให้คำปรึกษาและรู้ใจสาวๆ ได้เป็นอย่างดี”
“ค่ะ คุณมารีโน่ดูแลลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดีโดยเฉพาะสาวๆ แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้วค่ะ เพราะเขาแต่งงานแล้วและกำลังจะไปฮันนีมูนกับภรรยาวันนี้” ประชาสัมพันธ์สาวตอบลูกค้าผู้หญิงที่คิดว่าคงจะเข้ามาติดพันเจ้านายหนุ่มเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ
“เมื่อไหร่ ที่ไหน”
“ไม่ทราบคะ แต่เครื่องคงจะขึ้นในอีกไม่กี่นาทีนี้”
รรินตัดสายทิ้งแล้วลุกขึ้นคว้ากระเป๋าใบเก่งของตัวเองขึ้นมาถือ “ฉันจะรีบไปพาตัวเขามาหาเธอ”
ขาเรียวกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังลิฟต์โดยสารที่โชคดีหยุดอยู่ที่ชั้นของเธอพอดี พอเข้าไปในลิฟต์ได้นิ้วเรียวก็กดหมายเลขชั้นที่ต้องการหลายครั้งด้วยความใจร้อนพอถึงชั้นที่ต้องการร่างบางก็รีบสาวเท้าไปยังรถหรูแล้วรีบสตาร์ทเครื่องยนต์ตรงไปยัง สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี เพราะการเดินทางโดยเครื่องบินคงไม่พ้นท่าอากาศแห่งนี้เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการบินหลายๆ ประเทศและหลายๆ เมือง ดังนั้นการจะหาตัวชายหนุ่มที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินคงไม่พ้นสนามบินแห่งนี้แน่
“หวังว่าคงจะทันนะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่การจะตามหาคนจากสนามบินที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยผู้คนขนาดนี้ก็เป็นไปได้ยากที่จะเจอ และวิธีที่จะหาตัวได้ง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้นต้องไปขอความช่วยเหลือจากประชาสัมพันธ์ของทางสนามบิน แต่เขาคงไม่มาพบเธอตามเสียงที่ประกาศเรียกหรอก คนระดับเขาจะมีคนมาประกาศตามหาเหมือนเด็กหลงทางได้ยังไง
“ฉันต้องประกาศตามหาจริงๆ เหรอเนี้ย บ้าน่า”
เพราะมีผู้คนนับแสนเข้ามาใช้บริการในแต่ละวันและแต่ละคนที่เดินผ่านกันไปมาก็ใช่ว่าจะอยู่ที่เดิมตลอดเวลาจากจุดนั้นไปยังจุดนี้ให้สับสนวุ่นวายไปหมด ถ้าเธอรู้ว่าเขาจะไปขึ้นเครื่องกันตรงจุดไหนก็คงดีจะได้บุกเข้าไปพบชายหนุ่มได้ถึงที่ไม่ต้องมาเสียเวลาตามหาให้วุ่นวาย
“ใช่แล้ว...” ถ้าเธอจำไม่ผิดผู้หญิงที่ผู้ชายคนนั้นแต่งงานด้วยชื่อแพรวา โฮเมอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในซีอีโอของสายการบินโฮเมอร์แอร์ไลน์ และการเดินทางโดยเครื่องบินก็คงหนีไม่พ้นสายการบินของตัวเองแน่
สองเท้าออกวิ่งไปยังเคาน์เตอร์ของสายการบินโฮเมอร์แอร์ไลน์ทันที อย่างน้อยเธอก็ต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปที่ไหนจะได้ตามไปเจอกับผู้ชายคนนั้นได้ แต่เหมือนว่าความตั้งใจของเธอจะไม่ประสบผลสำเร็จเพราะนอกจากจะไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเดินทางไปที่ไหนแล้ว ยังถูกต่อว่าเป็นพวกโรคจิตที่ตามตอแยไม่ยอมปล่อยอีกต่างหาก
“ฉันแค่อยากรู้ว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหนกัน ไม่ใช่พวกโรคจิตสักหน่อยนะ”
“ตามระรานผู้ชายที่เขาแต่งงานแล้วไม่เรียกว่าโรคจิตแล้วต้องเรียกว่าอะไรคะ”
“ช่างเถอะ อยากจะเรียกอะไรก็เชิญ แต่ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมเขาไปไหนหรือขึ้นเครื่องลำไหนก็ได้แล้วฉันจะไม่บอกใครว่าได้ข้อมูลมาจากเธอ”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ ถึงคุณจะขอร้องยังไงเราก็บอกคุณไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าท่านประธานไปไหนที่สำคัญท่านไปเครื่องบินส่วนตัวค่ะไม่ใช่ของสายการบิน”
“นั่นสินะ เขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตเครื่องบินคงไม่แปลกที่จะมีเครื่องบินส่วนตัว ฉันนิบ้าจริงๆ” อยากจะเอามือทุบกะโหลกตัวเองแรงๆ เสียจริง เรื่องแค่นี้ก็คิดไม่ออกดันมาขอความช่วยเหลือจากสายการบินจนเป็นที่สนใจของใครต่อใคร
“ที่ตามวุ่นวายกับครอบครัวผมเพราะอยากได้ตัวแอชตันคืนอย่างนั้นเหรอ” เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นมาด้านหลังทำเอาขนอ่อนที่ต้นคอของรรินตั้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว “สรุปว่าเพื่อนคุณหรือตัวคุณเองกันแน่ที่เป็นอดีตคู่ขาของแอชตัน”
ใบหน้างามที่ตกใจกลายเป็นโกรธจัดหันหน้ามาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายกวนโมโหมากเหลือเกิน
“ปากของคุณนี่ไม่ได้สร้างสรรค์เอาซะเลยนะคะ ถ้าบอกว่าเป็นแค่นักข่าวฝีปากกล้าฉันยังจะเชื่อมากกว่า เพราะไม่มีส่วนไหนเลยที่บอกว่าคุณจะเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงแม้แต่ระดับสติปัญญา”
โลฟยิ้มที่มุมปากเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขามาก่อนนอกจากแพรวา แต่รายนั้นเขาไม่อยากจะนับเพราะถึงเธอจะต่อว่าอะไรเขาก็ยอมหมดทุกอย่าง
“งั้นเรามาคุยกันแบบปัญญาชนดีไหม คุณจะได้พอใจและผมก็จะได้จบงานโดยไม่ต้องใช้ใครไปตามหาคุณให้ลำบากด้วย”
