บทที่ 14 ร้ายกาจ

“ว่ายังไงครับ คุณจะปฏิเสธผมไปก็ได้นะ แต่ว่าถ้าไอด้ารู้เรื่องนี้เข้าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะว่ายังไง…”

เสียงแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู ในโทนเสียงที่ฉันได้ยินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายเพียงแค่กระซิบเบา ๆ ไม่ได้ลงมือทำอะไรไปมากกว่านั้น แต่หัวใจมันกลับเต้นถี่กระชั้นจนเหมือนจะทะลุออกจากอก ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองวิ่งมาถึงทางตันโดยมีปีศาจร้ายที่ชื่อวาคิมตามหลังฉันมาก็มิปาน

“แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับไอด้า”

ฉันหลับตาลงแล้วกลั้นใจถามออกไป เพราะสิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดและห่วงมากที่สุดในตอนนี้กลับเป็นความรู้สึกของไอด้า ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือว่าทำผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่อยากจะให้เธอมารับรู้ว่าแฟนของตัวเองเคยมีอะไรกับเพื่อนสนิท เรื่องแบบนี้ต่อให้เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งอย่างฉันมาเจอก็คงจะทำใจไม่ได้เหมือนกัน แล้วถ้ายิ่งเป็นไอด้าด้วยแล้ว…

“ผมว่า...ผมลูกผู้ชายพอครับ”

ลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายที่ไหนเขาแบล็คเมลผู้หญิงไปทั่วแบบนี้กัน ฉันนึกกร่นด่าอีกฝ่ายในใจ แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรออกไปเพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจเอาเรื่องนี้ไปบอกกับไอด้าเสียก่อน

มือใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนมาสัมผัสที่เอวบางของฉันผ่านเนื้อผ้า ทำเอาฉันที่ไม่ได้ตั้งตัวต้องสะดุ้งโหยงขึ้นมากับสัมผัสที่วาบหวิวของอีกฝ่าย 

ฉันได้ยินเสียงเขาขำออกมาเล็ก ๆ จากทางด้านหลัง ก่อนที่ร่างหนาของเขาจะค่อย ๆ ประชิดเข้ามาจนทุกส่วนของเขาแนบสนิทไปกับร่างกายของฉันไปทุกส่วน จมูกโด่งสันเป็นคมซุกไซร้ไปตามคอของฉันโดยที่มือทั้งสองข้างของนายแพทย์วาคิมยังคงค่อย ๆ เลื้อยไปตามหน้าท้องของฉันไม่หยุด เขาไม่สนใจแม้ว่าฉันจะไม่ได้มีอารมณ์ร่วม อีกฝ่ายก็แค่อยากจะเล่นสนุกกับร่างกายของฉันเพียงเท่านั้น 

สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นค่อย ๆ ส่งเข้ามาใต้เสื้อสีขาวตัวบางที่ฉันสวมใส่ ก่อนอีกฝ่ายจะประคองให้ฉันหันตัวกลับไปหาเขา ใบหน้าคมคายกับสายตาคมเฉียบเรียบนิ่งดูเหมือนจะเชือดเฉือนฉันได้เพียงแค่เขาปรายตาตอนนี้กำลังจ้องเข้ามาในตาของฉัน เขายิ้มมุมปากเล็ก ๆ พลางยกฝ่ามือหนาข้างหนึ่งมาประคองที่แก้มของฉันให้เชิดขึ้นด้วยความแผ่วเบา 

ตอนนี้ฉันไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ยอมเชิดหน้าขึ้น ก่อนที่วาคิมจะค่อยๆเคลื่อนใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาใกล้แล้วประทับริมฝีปากลงมา เปลือกตาของฉันจึงรีบปิดแน่น เพราะไม่อยากจะรับรู้ สัมผัสแปลกประหลาดแถมยังนุ่มหยุ่นมาโดนที่ริมฝีปากของฉัน อีกฝ่ายเริ่มอย่างค่อย ๆ เป็น ค่อยๆไป ส่วนฉันก็ยังไม่ยอมให้หมอนี่ได้จูบอย่างที่เขาต้องการเสียทีเดียว ยิ่งเขาพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งจะต่อต้านเท่านั้น ริมฝีปากของฉันปิดลงแน่นส่วนคนตรงหน้าก็ยังคงค่อย ๆ มอบจูบมาให้ด้วยความอ่อนโยน 

น้ำหนักจากร่างกายกำยำของเขาค่อย ๆ โถมลงมาใส่ตัวของฉันจนฉันไม่สามารถยืนได้ ในที่สุดก็ต้องเอนไปตามแรงจนฉันต้องขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานของเขาแทน ส่วนมือใหญ่ของวาคิมก็ยังตามมาประคองพาฉันขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานอย่างรู้งาน มาถึงตรงนี้ฉันจึงยิ่งรู้สึกว่าถูกอีกฝ่ายต้อนจนไร้ทางหนีแล้วจริง ๆ ร่างหนาแทรกกายเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างขาของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

“อึก..”

ในที่สุดลมหายใจของฉันก็เริ่มจะหมดลง ร่างกายจึงเริ่มประท้วงเพราะว่าเริ่มจะขาดอากาศหายใจ ทว่าอีกฝ่ายกลับยังไม่ยอมปล่อยให้ริมฝีปากของฉันเว้นว่างไป กลับกัน เขายิ่งจะรุกล้ำฉันมายิ่งขึ้นจนฉันทนไม่ไหวเผลออ้าปากออกมา ในจังหวะนั้นเองที่เขาก็ใช้ลิ้นร้อนเข้ามารุกล้ำโพรงปากของฉันอย่างเอาแต่ใจจนฉันต้องออกแรงผลักอีกฝ่ายให้ห่างออก

“อืออ..”

ร่างสูงยังคงบดบเบียดริมฝีปากเข้ามา จนหัวของฉันเริ่มขาวโพลน ในท้ายที่สุดก็ถูกนิ้วแกร่งเกี่ยวรั้งขอบกางเกงที่ฉันสวมใส่อยู่ออกไปจนหมดในครั้งเดียว พร้อมกับกางเกงในตัวจิ๋ว ฉันจึงรีบผละใบหน้าออกแล้วหุบขาเข้าแน่น ส่วนหมอนี่ก็ขำออกมาพร้อมกับร้อยยิ้มที่แสนชั่วร้ายของเขาก่อนจะรีบประคองใบหน้าของฉันกลับไปรับจูบอันแสนหนักหน่วงของเขาอีกครั้ง

“อื้อ..อื้ออ”

ฉันพยายามร้องประท้วง แต่นายแพทย์วาคิมกลับไม่ได้หยุดฟังพลางยังคงแทรกกายมาตรงกลางหว่างขาของฉันแล้วโถมน้ำหนักจากร่างกายใหญ่กำยำของตนมาที่ฉันจนฉันต้องนอนราบลงไปกับโต๊ะทำงานที่สัมผัสเย็นเฉียบ มือร้อนข้างหนึ่งเลื่อนมาสัมผัสที่หน้าอกของฉันใต้เสื้อสีขาว สัมผัสแปลกประหลาดที่ถาโถมพุ่งเข้าโจมตีตัวฉันอย่างไม่หยุดหย่อนจนไม่สามารถต้านทานมันได้อีกต่อไป รู้สึกได้ว่าร่างกายมันไร้เรี่ยวแรงจนระทวยไปทุกส่วน

นายแพทย์วาคิมเป็นคนร้ายกาจถึงขนาดนี้ ตอนแรกฉันเผลอมองว่าเขาเป็นคนดีไปได้ยังไงนะ 

ฉันนึกกร่นด่าในความหัวอ่อนของตัวเองอีกครั้ง ในขณะที่กิจกรรมสำคัญนั้นเพิ่งจะเริ่ม และฉันยังไม่พร้อมที่จะเตรียมใจด้วย…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป