บทที่ 4 คนเมา
อีกด้านหนึ่งของมุมไนต์คลับ
“พี่กลับก่อนดีกว่า”
ผมมองภาพจากกล้องวงจรปิดในโน้ตบุคของน้องชายด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เมื่อเห็นคนที่ผมเพิ่งตกปากรับคำว่าจะหมั้นหมายกับผม เธอเดินหายเข้าไปในห้องน้ำกับผู้ชายคนอื่น
แน่นอนว่าผมไม่พอใจคล้ายโดนฉีกหน้า และที่สำคัญผมไม่ยอมให้ผู้หญิงแบบนี้มาหยามผมและครอบครัวได้หรอก ซึ่งเธอจะต้องได้รับบทเรียนนี้อย่างสาสม
แต่ที่ผมกำลังทำให้ผมหงุดหงิด คือผู้หญิงที่เพิ่งเดินเข้ามาทักทายคู่หมั้นของผมเมื่อครู่นี้ ผมจำได้ทันทีว่า...ผมเคยรู้จักเธอ ถึงมันจะนานมากแล้วก็ตามที เพราะเธอคือเด็กรุ่นน้องคนที่ผมแอบชอบ ถึงในตอนนั้นเธอจะไม่เคยรับรู้การมีตัวตนของผมก็ตามที
ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วเธอก็แทบไม่ต่างจากคู่หมั้นของผม แค่มีผู้ชายมาชวนดื่มก็รับแก้วของหมอนั่นมาดื่มอย่างง่าย ๆ
“แล้วพี่จะเอายังไงกับว่าที่คู่หมั้น”
“ไม่เห็นต้องเอาไง ก็แค่เอาคืน” ผมยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเดินแยกออกมาจากโซนวีไอพีที่เป็นห้องทำงานของน้องชาย
และไม่น่าเชื่อทางผ่านที่กลับออกมาจะต้องเดินผ่านตรงบริเวณที่ผมเจอเธอคนนั้น
“อื้ออ… ปล่อยฉันนะคะ”
เสียงโวยวายของเธอทำให้ผมสัมผัสได้ทันทีว่ากำลังมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ
“น่า... ให้ผมไปส่งดีกว่า ผมไม่ทำอะไรคุณเหรอก”
“ผู้หญิงเขาไม่อยากไปด้วยก็อย่าเซ้าซี้สิครับ”
จริงๆแล้วเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับผมเหรอก แต่ทว่ารู้ตัวอีกทีตัวของผมก็ดันเข้าไปอยู่ในวงสนทนาของทั้งสองคนนั้นแล้วเรียบร้อย
“แล้วคุณเป็นใคร?”
หมอนั่นถามกลับมา สีหน้าดูก็รู้ว่าคงไม่พอใจกับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างผมสักเท่าไหร่ แต่ทว่าผมไม่ได้ใส่ใจกับปฏิกิริยาของหมอนี่เลยแม้แต่น้อย บรรดาการ์ดที่เป็นลูกน้องของเอริคดูเหมือนจะเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายว่าผมมีปัญหากับผู้ชายตรงหน้า เลยกรูเข้ามาเตรียมประชิดตัวของหมอนั่น จนผมต้องยกมือห้ามเหล่าลูกน้องของเอริคเอาไว้ก่อน
ผมก็แค่...ไม่ชอบที่จะเป็นจุดสนใจในสถานที่แบบนี้ และในตอนนี้หมอนั่นก็เหมือนเริ่มรู้ตัวว่าการ์ดเป็นคนของผม เลยทำให้ออกอาการเจียมตัวขึ้นมากะทันหันว่าผมไม่ใช่คนที่เขาควรจะมามีเรื่องด้วยเท่าไหร่ หมอนั้นเลยเริ่มมีอาการอึกอักขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่คุณ…”
คนที่หวังจะเคลมหญิงสาวตัวเล็กที่กำลังเมามายพูดขึ้นก่อนที่จะปล่อยให้คำพูดหายเข้าไปในลำคอ ผมไม่ได้ตอบอะไรเขาเพียงแค่มองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
ก็แค่พวกที่มาเพื่อหวังหาเศษหาเลยจากหญิงสาว เขาคิด
“ทางที่ดี ผมว่าคุณควรจะปล่อยเธอไปดีกว่า ก่อนที่ผมจะแจ้งตำรวจ”
ผมกล่าวออกมา ก่อนจะเดินเข้าขยับเข้าไปใกล้หมอนั่นจนหมอนั่นหน้าเสีย
ในส่วนของอันนาตอนนี้ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองทั้งเมาทั้งมึน รู้สึกว่าหัวมันหนักอึ้งไปหมดจนไม่สามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอะไรได้เลย หญิงสาวร่างบางฟุบหน้าลงโต๊ะ ปล่อยให้การสนทนาระหว่างชายหนุ่มทั้งสองนั้นดำเนินต่อไป
สิ่งเดียวที่อยู่ในห้วงจิตสำนึกของเธอตอนนี้ก็คือ เธออยากจะเอาตัวเองออกมาให้ห่างจากมาร์ค ชายหนุ่มผู้ที่เพิ่งมาทำความรู้จักกับเธอก่อนหน้านี้
“อืออ… จับมือฉันทีค่ะ”
ฉันพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มีพูดออกไปแล้วควานมือไปทางเขา ในสายตาของฉันมันทั้งพร่ามัวแถมหัวก็มึนทำให้ฉันไม่รู้เลยว่าพวกเขากำลังทำหน้าแบบไหนหรือทำอะไรกันอยู่
ช่วยฉันทีนะ
ฉันพยายามส่งสายตาเป็นสัญญาณให้กับอีกฝ่าย ท่ามกลางแสงไฟสลัว ก่อนที่คนร่างสูงผู้มาใหม่ในวงสนทนาคนนั้นจะรีบเอื้อมมือมาจับแขนของฉันเอาไว้
ก่อนที่สติของฉันจะเริ่มเลือนลางหายไป อย่างๆน้อยๆสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ได้ทันทีในตอนนี้ก็คือ ฉันเองก็ไม่ได้ดวงกุดโชคร้ายขนาดนั้น คิดว่าจะโดนไอ้หมอนี่เอาไปทำมิดีมิร้ายที่แล้วซะอีก
วูบ…
ตาของฉันมันกำลังลืมตาอยู่ก็จริง แต่ว่าตอนนี้กลับมองไม่ค่อยเห็นอะไรแล้ว
แย่จริง ฉันปล่อยให้ตัวเองเมาขนาดนี้เลยเเหรอเนี่ย…
ท่ามกลางความมืดสลัว ทุกอย่างรอบกายที่ฉันมองเห็นดูราวไม่มีอะไรเป็นรูปร่างสักอย่าง เหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในมิติไหนซักที่
“เดินไหวไหมครับ?”
จู่ๆฉันก็ได้ยินเสียงทุ้มแทรกเข้ามา ขณะที่สติของฉันมันยังไม่มีท่าทีจะคืนกลับมาแต่ทว่าฉันยังสามารถรับรู้ว่ารอบตัวมันน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
“ห้ะ… นี่ฉันอยู่ที่ไหน...?”
ฉันถามใครบางคนที่น่าจะเป็นคนเข้ามาช่วยให้ฉันรอดจากไอ้หมอนั่น ในขณะที่ร่างกายยังคงไม่สามารถต้านทานต่อแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ตาของฉันพยายามปรือขึ้นมาดูอีกทีก็พบว่า ที่นี่ไม่ใช่ด้านในของผับอีกแล้ว
นี่ฉันเมาไม่ได้สติขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
นึกหงุดหงิดตัวเอง ถึงขนาดถูกเขาหิ้วออกมา ฉันยังไม่รู้ตัวเลย ยัยอันนาเอ๊ย ไม่ไหวเลยจริงๆ
“อยู่ที่…ครับ... คุณ…”
อีกฝ่ายตอบคำถามกลับมา ก่อนที่จะพูดอะไรต่ออีก แต่ฉันกลับไม่สามารถได้ยินซะอย่างนั้น เพราะหูมันอื้อขึ้นมา ส่งผลทำให้ได้ยินอีกฝ่ายพูดเพียงคำบางคำ แต่ว่านั่นกลับไม่ใช่ประเด็นหลัก
"เพื่อนฉันอยู่ไหนเหรอคะ?"
