บทที่ 10 มากันเต็มไปหมด
“ใช่” ชายผิวสีตอบตามตรง “เพราะชะตาพวกข้า ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน...พวกข้าไม่อยากกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกแล้ว ไซรัส เราต้องการอนาคต” อารียังคงกล่าวต่อไป “และข้าก็ขอบังอาจเตือน ว่าท่านก็ควรกังวลเรื่องนี้เช่นกัน” ผู้ติดตามผิวเข้มบอกสีหน้าจริงจัง “อย่าเข้าใจผิด ท่านเก็บพวกข้ามาจากชนชั้นล่างสุดในกลุ่มล่างสุด เป็นทั้งนายเป็นทั้งครูที่คอยชี้แนะสอนสั่งให้พวกข้าเปลี่ยนเป็นคนที่มีตัวตน มีเกียรติ เรื่องที่ท่านช่วยดึงพวกข้าขึ้นจากร่องคูข้างถนน ข้ากับพี่น้องซาบซึ้งและยินดีติดตามท่านไปตลอดชีวิต ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่รังเกียจ ข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยน แต่ถ้าเลือกได้ พวกข้าก็อยากให้อะไรๆ มันเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไปเรื่อยๆ”
“ข้าเข้าใจความรู้สึกพวกเจ้าดี”
อารีค้อมศีรษะน้อมรับคำพูดนั้น ก่อนเอ่ยต่อไป
“แม้แต่ข้าที่เป็นชนชั้นล่างยังรู้ ว่านับตั้งแต่อาณาจักรอาเรนทร์กับอาณาจักรเราค้นพบความจริงเรื่องสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับหลังแนวภูเขาสลับซับซ้อน ช่วงปีสองปีมานี้ มีผู้คนโดนกลั่นแกล้งด้วยข้อหาที่เกี่ยวพันกับพวกอสุรกายโบราณจากดินแดนเร้นลับมาแล้วตั้งไม่รู้เท่าไหร่
ท่านมาจากต่างเมืองอาจไม่เคยได้ยิน ก่อนหน้านี้มีสตรียากจนแต่โฉมงามยอมตกลงหมั้นหมายกับบุตรชายขุนนางใหญ่ท่ามกลางความไม่ชอบใจของใครหลายๆ คน พวกข้าเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นลักลอบพบบุตรชายขุนนางใหญ่ต้นเรื่องในย่านร้านค้า มองปราดเดียวก็ดูออกว่าหญิงโชคร้ายนั่นช่างอ่อนโยนและเคร่งครัดในศีลธรรมจรรยา แล้วในแววตานางก็มีแต่ความรัก มีแต่ภาพบุตรชายขุนนางตรงหน้าเท่านั้น ตอนนั้นลูคัสประทับใจถึงขั้นไปเที่ยวสอบถามว่านางเป็นใครมาจากไหน หลังสอบถามดู เจ้านั่นก็ยิ่งประทับใจที่ได้รู้ ว่าหญิงสาวคนนั้นน่ะ นางทั้งจิตใจดีและไม่เคยทำตัวเสื่อมเสีย
นางเป็นผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง...น่าเสียดายนัก ที่สุดท้ายก็โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดร้าย สมสู่กับอสุรกายจำแลงจากดินแดนเร้นลับ ทำคุณไสยใส่บุตรชายขุนนางเพื่อล้วงความลับเกี่ยวกับการสงครามให้ชู้รัก”
ไซรัสนึกภาพตามได้ไม่ยาก “แล้วเรื่องนั้นมีมูลความจริงสักกี่มากน้อย?”
“ไม่มีมูลเลยสักนิด” อารีตอบโดยไม่ต้องคิด “หลังรู้ข่าวว่าผู้หญิงคนนั้นโดนเผาทั้งเป็น คงเพราะค้างคาใจ ลูคัสถึงได้ค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ ถามผู้คนไปทั่ว เจ้านั่นเที่ยวสืบเสาะจนรู้ว่าพยานที่มาให้การล้วนเป็นพวกละโมบโลภมาก ส่วนหลักฐานที่พวกเขาใช้ปรักปรำผู้หญิงโชคร้ายนั่นก็เป็นข้าวของที่ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านรู้เห็นว่าเป็นของผู้หญิงคนนี้...พยานคนหนึ่งยังเคยหลุดปากพูดตอนลูคัสหลอกเลี้ยงเหล้า ว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีลาภลอย เพราะจู่ๆ ก็มีคนที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าใครมาจ้างวานให้ไปให้การคดีที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย...แค่ยอมไปตอบว่า ‘ใช่ขอรับ’ เท่านั้น ก็ได้ของมีค่ามากมาย”
“ช่างหยาบช้าดีแท้” ไซรัสออกความเห็นเรียบๆ สีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน “ตอนนี้มนุษย์ประนามว่าสิ่งมีชีวิตที่ครอบครองดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาเป็นปีศาจร้ายกาจจอมเจ้าเล่ห์ พอได้ยินเจ้าพูดแบบนี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ ว่าใครกันแน่ที่ชั่วร้ายมากเล่ห์กว่ากัน”
พูดแล้วไซรัสก็อดนึกถึงสภาพน่าขันของโลกนี้ไม่ได้
ทั้งๆ ที่โลกนี้มีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมายที่ดูแตกต่างจากมนุษย์ แต่พวกเขากลับเลือกชิงชังสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับ แล้วอุปโลกน์ไปว่า สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากตนชนิดนี้ เป็นสิ่งชั่วร้าย
ไซรัสคิดว่า ที่มนุษย์ชิงชังสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาอาจเป็นเพราะพวกเขาพบว่าเผ่าพันธุ์ที่ตนไม่รู้จักเหล่านี้มีทั้งพละกำลัง มนตรา มันสมอง และวิทยาการ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ดูจะเหนือกว่าพวกเขาทุกด้าน และความเหนือกว่าทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ ก็ทำให้มนุษย์ซึ่งหลงคิดว่าตนเองเป็นผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิวัฒนาการและห่วงโซ่อาหารรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมื่อรู้สึกว่าอาจไม่ปลอดภัย ก็หวาดกลัว
เมื่อหวาดกลัว ก็กล่าวโทษ
ไม่เพียงกล่าวโทษเท่านั้น ทุกวันนี้มนุษย์ยังคิดเอาชนะความกลัวในใจด้วยการทำลายล้างเผ่าพันธุ์โบราณหลังแนวเขาอีกด้วย
“เป็นสิ่งมีชีวิตจากดินแดนเร้นลับอะไรนั่นมันย่ำแย่นักรึ เมื่อก่อนมนุษย์ยังเคยนับถือบางพวกในดินแดนนั้นว่าเป็นเทพ เทวดา เสียด้วยซ้ำ เท่าที่ฟังมา นอกจากรูปกายภายนอก ข้าไม่เห็นว่าพวกเผ่าพันธุ์โบราณจากดินแดนเร้นลับทั้งหลายกับมนุษย์จะแตกต่างกันตรงไหน”
อารีจ้องมองไซรัสด้วยแววตาไม่สบายใจ เขาทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่โดนเสียงแปลกแปร่งตามประสาเด็กแตกเนื้อหนุ่มจากโทมัสดังขัดขึ้นเสียก่อน
“นายท่าน” เด็กหนุ่มผมทองตัดสั้นเอ่ยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ “คนของท่านเจ้ากรมการคลังรอท่านอยู่ข้างล่าง พวกทหารทั้งนั้น มากันเต็มไปหมด!”
