บทที่ 3 ไซรัส
ไซรัส เหลียวมองหญิงอ่อนเยาว์ในชุดคลุมสีเขียวเก่าคร่ำคร่า ขัดกับใบหน้าสะสวยและรูปร่างที่แม้จะคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ก็ยังพอมองออกว่าเทพเจ้าช่างเสกสรรไว้สมส่วน เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะแฝงตัวเข้าในฝูงชน แล้วค่อยๆ เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ใช่ว่าเธอไม่น่าสนใจ เธอน่าสนใจ...อย่างน้อยๆ ก็ตรึงสายตาเขาไว้ได้ ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมานาน
แต่เพราะหญิงงามมักเป็นศูนย์กลางความวุ่นวาย...และวันนี้ เขาก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเด็ดกุหลาบทะเลทรายดอกไหน แต่ดั้นด้นมาถึงใจกลางย่านร้านค้าแห่งนี้เพื่อสำรวจตรวจตราความต้องการของชาวเมือง และเฟ้นหาสินค้าที่จะช่วยให้ได้มาซึ่งเงินทองและอำนาจเจรจา การทำตัวเป็นนักล่าดอกกุหลาบ จึงดูจะเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะยอมสละเวลาในการลงหลักปักฐานแล้วเอาอนาคตที่เกี่ยวพันถึงใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เขารัก เข้ามาเสี่ยง
“บุตรสาวเจ้ากรมการเมือง...” แม้จะเลือกเดินจากมา แต่ริมฝีปากหยักได้รูปกลับพึมพำราวกับต้องการสลักตัวตนสาวแรกแย้มนางนั้นลงในใจ
เขาเคยเจอผู้หญิงสวยๆ มามาก หลายคนสวยระดับหญิงงามในตำนาน...งามจนถึงขั้นทำให้อาณาจักรทั้งอาณาจักรต้องล่มสลาย งามถึงขั้นที่บุรุษนับหมื่นยอมหยุดลมหายใจ แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกว่าใครมีเสน่ห์ดึงดูดใจเท่าสตรีคนนี้มาก่อน
ดวงตาคู่คมเดี๋ยวอ่อนไหวเดี๋ยวแข็งแกร่งคู่นั้นก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งยังตรึงสายตาเขาไว้ได้ตั้งแต่ตอนยังมีฮู้ดคลุมหน้า และนัยน์ตาสีนิลที่ชวนให้รู้สึกถึงได้ทั้งเทพธิดานักรบและนางฟ้าแสนดีในบทขับ
ลำนำคู่เดียวกันนั้น ก็ทำให้เขาไขว้เขวจากเรื่องในความสนใจได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้แต่งกายวาบหวิวออกมาโยกย้ายส่ายสะโพกยั่วยวนอย่างซามีร่าเลยสักนิด
เมื่อนึกถึงใบหน้าเธอยามถูกเปิดหมวกคลุมศีรษะ คนซึ่งปกติจะวาง
สีหน้านิ่งเฉยเผลอยกมุมปากยิ้ม
กุหลาบเลือดผสม...อัยน์นา...
เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านั้นเธอจ้องมองซามีร่าด้วยแววตาของราชินีผู้ผ่านโลก และยิ่งจำได้ว่าต่อมาเจ้าของดวงตาสีนิลคู่นั้นก็จ้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวดุจม้าพยศ ดูแข่งแกร่ง ท้าทาย กล้าได้กล้าเสีย ไม่ยอมคน แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีที่หมวกผ้าคลุมเปิดออก ดวงตาคู่นั้นก็พลันฉายแววอ่อนโยนดั่งคนมองโลกในแง่ดี ทั้งยังดูซื่อใส ชวนให้นึกถึงเจ้าหญิงผู้เติบโตอย่างบริสุทธิ์สวยงามท่ามกลางปราสาททองคำที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้และมีสายรุ้งงดงามพาดผ่าน...เธอทำให้เขานึกถึงภาพทำนองนั้น
สตรีตาคม...ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเป็นแบบไหนกันแน่? ไซรัสขมวดคิ้วแน่นเมื่อตระหนักว่าตอนนี้ตัวเองเอาแต่คิดเรื่องแม่กุหลาบทะเลทรายแรกแย้มดอกนั้น เขาหยุดความคิดคำนึงถึงด้วยการล้วงมือหยิบสมุดบันทึกเล่มจ้อยกับดินสอแท่งสั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมด้านใน แล้วจดบันทึกรายการสินค้าล้ำค่า ที่เขาแน่ใจแล้วว่าเป็นสินค้าสำคัญที่จะช่วยให้เขาบรรลุวัตถุ-ประสงค์อย่างรวดเร็ว
อัญมณี เหล็กกล้า และ...ผู้หญิงเชื้อสายซาเมียร์
ค้าขายผู้หญิงเป็นเรื่องของพวกทำมาหากินบนเรือนร่างคนอื่น ส่วนการค้าขายเหล็กกล้าจะต้องได้รับสัมปทานจากอาณาจักรเพื่อขอขุดสินแร่อย่างถูกกฎหมาย เหลือก็แต่การค้าอัญมณีเท่านั้น ที่น่าจะเหมาะกับเขาที่สุด
“หึ...อัญมณี” เขาวงชื่อสินค้าที่เลือก
ที่ที่หาของพวกนี้ได้ง่ายที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่อาณาจักรของพวกมนุษย์
สิ่งที่อยู่ในห้วงคิดเขาอาจจะฟังดูสุ่มเสี่ยงและน่ากลัวในสายตาพ่อค้านักเผชิญโชคทั่วไป แต่ไม่ใช่เขา
แทนที่จะหวาดหวั่น ไซรัสกลับพอใจ ที่ในที่สุดเขาก็ค้นพบอะไรบาง-อย่าง
เขาบรรจงเขียนเนื้อความสั้นๆ ใส่กระดาษหน้าใหม่ ก่อนฉีกมันออกมาม้วนเป็นจดหมายขนาดกระจิ๋วหลิวแล้วผิวปากเรียกนกตัวจ้อยขนสีดำสนิท “ฝากด้วยนะ” เขากระซิบสำเนียงแปลกประหลาดแล้วปล่อยนกตัวเดิมไปด้วยแววตามาดหมาย...
“จับมัน!”
เสียงเข้มขึงขังจากตรอกฝั่งซ้ายมือ ดึงให้ไซรัสละความสนใจจากนกส่งสาร เขารีบหลบเข้าซอกอาคารโดยสัญชาตญาณ ไม่นึกว่าหลังจากนั้นไม่นาน เด็กหนุ่มตัวโย่ง ประเมินแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 13 ก็วิ่งมาสะดุดล้มหน้าซอกหลืบนั้น สีหน้าเหยเก
ทันทีที่เห็นหน้าเขา เด็กหนุ่มที่รู้ตัวว่าคงวิ่งต่อไปไม่ไหวรีบขยับเข้าซุกด้านหลังไซรัส แล้วร้องบอกละล่ำละลัก “นะ นายท่าน! ช่วยข้าด้วย ถ้าท่านยอมช่วยข้า ต่อจากนี้ ข้าจะติดตามท่านชั่วชีวิต!”
ไซรัสเหลียวมองเด็กหนุ่มผมทองตัดสั้นเนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย
แค่เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลากชาติพันธุ์ที่วิ่งตามมาราวสี่ห้าคนก็รู้แล้ว ว่าเจ้าเด็กนี่กำลังจะนำปัญหามาให้ แต่พวกชอบเล่นเกมอย่างเขารังเกียจการแก้ไขปัญหาเสียเมื่อไหร่...
“เจ้าทำความผิดอะไรมา” เขาถามเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงสุขุม ทั้งๆ ที่กลุ่มคนซึ่งใกล้จะวิ่งมาถึงต่างเงื้อง้าปังตอ ท่อนไม้ และก้อนอิฐ เหมือนตั้งท่าจะเอาเรื่องเด็กคนนี้รวมถึงคนที่คิดจะขัดขวางให้ถึงตาย
“ขโมยของ” เด็กหนุ่มตอบตรงไปตรงมาผิดคาด
“ขโมยของแล้วหวังให้ข้าช่วยงั้นรึ?”
“ข้าไม่ผิด!” เด็กหนุ่มชี้แจง สองมือเขากุมข้อเท้าช้ำเลือดช้ำหนองที่ไม่น่าจะบาดเจ็บเพราะสะดุดล้มเมื่อครู่เอาไว้แน่น “พวกมันสั่งให้ข้าขโมยหีบเงินจากคนแก่คนนึง ข้าก็ขโมยมาให้ แต่มารู้ทีหลังว่าถ้าไม่มีเงินนั่นหมอจะไม่ยอมรักษาโรคให้ลูกสาวเขา ข้าเลยขโมยหีบนั่นกลับไปคืน ของนั่นไม่ใช่ของของพวกเขาสักหน่อย! ”
“เจ้าโง่ ของที่อยู่ในมือเราก็เป็นของเรา! ” ชายที่ร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มคนซึ่งวิ่งตามมาตวาดสวน ทุกครั้งที่ชายคนนี้ออกท่าออกทาง มัดกล้ามเนื้อห่อหุ้มผิวหนังสีเข้มดูดุดันจะเคลื่อนไหวคล้ายต้องการช่วยเจ้าของร่างข่มขู่ทุกคนที่กล้าหือ
“คิดว่าพวกข้าอยากทำนักรึ ไอ้เด็กเนรคุณ!” ชายอีกคนตวาดเสริม “ทุเรศที่สุด! เรากำพร้าเหมือนๆ กัน ช่วยเหลือกันมาเหมือนพี่น้อง พี่ข้าเลี้ยงเจ้ามาอย่างดี เรากำลังจะสบาย แต่เจ้าก็ดันมาขโมยเงินนั่นไป! ตอนนี้เงินนั่นก็อยู่ในมือหมอที่เป็นขุนนางใหญ่หมดแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว! ”
คำพูดคำจาที่ชวนให้รู้สึกว่าใจจริงแล้วคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้อยากลักขโมย กับคำว่า ‘กำพร้า’ และ ‘เรากำลังจะสบาย’ ตลอดจนสายตาเจ็บปวดผิดหวังมากกว่าชิงชังอาฆาตที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ใช้มองเด็กหนุ่ม ทำให้ไซรัสสะดุดใจขึ้นมา
เขาไล่สายตาประเมินลักษณะนิสัยและขีดจำกัดทางร่างกายของชายเหล่านี้ทีละคน ก่อนถาม
“พวกเจ้ารู้จักเด็กนี่มานาน รู้ใช่ไหม ว่าเขาไม่ได้อยากทรยศพวกเจ้า เขาแค่พยายามช่วยชีวิตเด็กอีกคนเท่านั้น” คนเหล่านั้นแววตาสลดลงเล็กน้อย แต่ไม่มีใครตอบอะไร เขาจึงเอ่ยปากถามอีกข้อ “หีบนั่นมีเงินเท่าไหร่”
“ทำไมวะ จะจ่ายเงินชดเชยที่ไอ้เด็กนี่ขโมยไปหรือไง” ใครคนหนึ่งถามขึ้นอย่างหัวเสีย
แต่ไซรัสยังคงพูดคุยด้วยท่าทีสงบยิ่ง
“ถ้าตกลงกันได้ ข้าอาจจ่ายมากกว่านั้น”
ประโยคนี้ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
