บทที่ 5 เพลง
เธอทำสำเร็จ อัยน์นาแน่ใจว่าอย่างนั้นตั้งแต่วินาทีที่หญิงรับใช้ในคฤหาสน์มาแจ้งว่าท่านเจ้ากรมการเมือง ริชาร์ด แกรนเทรนท์ ประกาศเรียกตัวเธอ กับท่านผู้หญิงเธลมา แกรนเทรนท์ และสองศรีพี่สาวต่างมารดาของเธออย่างท่านหญิงพริสซิลล่ากับท่านหญิงแอนนาเบล ให้ไปรวมตัวกันที่ห้องหนังสือ เพื่อฟังนิทานที่นักขับลำนำคนหนึ่งพกพามายังคฤหาสน์
แม่คะ...ดูอยู่ใช่ไหม เธอถามภาพหญิงสาวอ่อนเยาว์ คิ้วเรียวเข้ม ตาคม ริมฝีปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อดูอิ่มสวยเหมือนกลีบกุหลาบแรกแย้ม ไม่เพียงใบหน้าดูงดงามสมบูรณ์แบบเหมือนภาพวาด สตรีในสายตาเธอมีเส้นผมสีดำสนิทยาวหยักศกทิ้งตัวอย่างเป็นระเบียบจรดบั้นท้าย มองแล้วชวนให้นึกถึงนางพรายผิวขาวผ่องในตำนานของนักเดินเรือ
อัยน์นาไม่เคยเห็นหน้าแม่ แต่เธอคิดว่าแม่ผู้ให้กำเนิดคงหน้าตาไม่ต่างจากภาพสะท้อนในกระจกเงาตรงหน้าสักเท่าไหร่...
“คุณหนูจะแต่งตัวแบบนี้จริงๆ เหรอคะ” หญิงรับใช้ถามเสียงเครียด “คุณท่านกำชับให้ดิฉันจัดหาเสื้อผ้าที่เหมาะสมให้คุณหนูสวมก่อนไปพบท่านนะคะ”
“ทำไมล่ะคะ”
‘คุณหนู’ ลดสายตาลงมองชุดกระโปรงยาวสีขาวประดับลูกไม้ขาดๆ ด้วยแววตาเหมือนกวางน้อย ดวงตาอ่อนโยนคู่นั้นช่างดูซื่อใส เหมือนไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด
“ชุดนี้ก็ดีกว่าชุดปกติตั้งเยอะนะคะ” เธอไล้ปลายนิ้วสัมผัสชุดกระโปรงด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ชุดที่ท่านหญิงพริสซิลล่ายกให้ชุดนี้สวยดีออกค่ะ ของนี่เป็นของที่พี่สาวยกให้...เอ่อ ฉันหมายถึงท่านหญิงน่ะค่ะ ชุดนี้เป็นชุดที่ท่านหญิงยกให้ แถมตอนที่ท่านหญิงสวมก็ดูสวยน่ารักกว่าใครใคร จะไม่เหมาะสมได้ยังไงกันคะ”
มองแววตาหญิงรับใช้ก็รู้แล้ว ว่าชุดนี้ไม่เหมาะเพราะอะไร
ชุดที่ทั้งเก่าทั้งสีซีดขนาดนี้ มีคุณหนูลูกผู้ดีที่ไหนสมควรสวมใส่บ้าง
แต่ อัยน์นา ไร้สกุล ใช่คุณหนูลูกผู้ดีเสียเมื่อไหร่
อัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้หญิงรับใช้ผู้จ้องมองเธอด้วยแววตากึ่งเวทนา ก่อนก้าวเดินออกจากห้องส่วนตัวด้วยท่าทีสำรวมสมเป็นกุลสตรี ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยเรื่องเสียดสีตัวเองพรรค์นี้
‘เธอก็แค่ลูกนอกสมรสคนนึงเท่านั้น’
ธิดานอกสมรสของท่านเจ้ากรมการเมืองเดินยกชายกระโปรงไปตามพื้นปูอิฐตัดเรียบ ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างเรือนพักคนรับใช้และตึกใหญ่อันเป็นสถานที่พำนักของเหล่าเจ้าบ้าน
จากทางเดินเล็กๆ นี้ อัยน์นาพบว่าตึกใหญ่ช่างดูคล้ายภูเขาสูงเด่นตระหง่านที่รายรอบด้วยต้นไม้และเสาหิน ความใหญ่โตของมันทำเอาเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ได้แต่เฝ้ามองยอดเขาสูงชันจากเบื้องล่าง แล้ววาดหวังว่าสักวัน จะได้ขึ้นไปยืนสูดอากาศข้างบนนั้น
หญิงสาวไล่สายตามองกรอบประตูระเบียงกว้างและขอบหน้าต่างคฤหาสน์หลังงาม ขอบปูนนูนสวยเหล่านั้น ล้วนสลักลายตราประจำตระกูลแกรนเทรนท์อันเก่าแก่ บ่งบอกชัดเจนว่าคฤหาสน์หลังนี้เป็นสิ่งที่สร้างเพื่อสายเลือดแกรนเทรนท์ มิใช่เพื่อสายเลือดอื่นใด
ใช้เวลาไม่นานนัก อัยน์นาก็เดินมาถึงห้องหนังสือห้องใหญ่บนชั้นสองที่เธอคุ้นชิน
ทีแรก เธอคิดว่าตัวเองอาจจะสาย แต่ปรากฏว่า นอกจาก เจ้ากรมการเมือง กับชายสองคนซึ่งสวมทับเสื้อผ้าฝ้ายด้วยเสื้อกั๊กทรงสั้นอย่างที่พวกศิลปินนอกราชสำนักนิยมทำ ภายในห้องกลับไม่ปรากฏร่างผู้ถูกเรียกตัวรายอื่นเลยสักคน
ชายทั้งสามกวาดตาดูเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาต่างๆ กัน แต่เมื่อทั้งหมดสังเกตเห็นชายลูกไม้ขาดๆ เข้า ก็สีหน้าสลดลง
“อัยน์นา” เจ้าบ้านเรียกเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่ง “มานี่ มายืนตรงนี้”
‘มายืนข้างๆ พ่อ’ เธอแอบคาดหวังว่าท่านเจ้ากรมการเมืองจะพูดคำนั้น...แต่ก็ไม่
คนทั้งสี่รอสมาชิกอีกสามรายอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองผู้งดงามทว่าให้ความรู้สึกแข็งกระด้างอย่างน่าประหลาด ก็เดินนำลูกสาวทั้งสองเข้ามาพร้อมๆ กัน
ขุนนางสูงวัยรอให้พวกนางนั่งลงอย่างเหมาะสมแล้วจึงสั่งให้นักขับลำนำและสหายเริ่มขับกล่อมนิทานเพลง
เสียงพิณหวานปนเศร้าดังขึ้นในวินาทีนั้น
เมื่อคนเป็นนักดนตรีบรรเลงเพลงได้สักพัก อัยน์นาก็สังเกตเห็นหยาดเหงื่อเม็ดโตค่อยๆ ผุดพรายบนใบหน้า เธลม่า แกรนเทรนท์ ทั้งๆ ที่ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองคนนี้ มักฉาบเครื่องสำอางเอาไว้อย่างแน่นหนา
ดูท่า ท่านผู้หญิงเองก็คงเคยได้ยินนิทานเพลงเรื่องนี้มาก่อน
