บทที่ 10 ตกลง (1)
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรเฝ้ารอคำตอบจากรมณอย่างใจเย็น สองอาทิตย์ผ่านไปเขาถึงได้มาทวงคำตอบจากหญิงสาว หม่อมหลวงหนุ่มให้โอกาสหญิงสาวได้มีเวลาคิดทบทวน จากที่ทุกวันจะเข้ามารับดอกไม้เองก็เปลี่ยนให้เลขาสาวมารับแทน และวันนี้ก็ถึงกำหนดที่เขาคิดว่าเหมาะสมถึงได้มาที่ร้านสวนทุ่งดอกไม้ตั้งแต่เช้าดั่งเช่นแต่ก่อน
“วันนี้ไม่ยุ่งหรือคะ” รมณกลับจากเชียงรายได้หลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอหน้าลูกค้าประจำคนนี้สักวัน เธอก็หลงคิดไปว่าวันนั้นเขาพูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบจึงเขินอายจนไม่กล้ามาเจอหน้าหรือไม่ก็รู้สึกเสียหน้าเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเธอหลบหน้า แต่เธอขอสาบานว่าไม่ได้อยากจะกลับบ้านเลยนะแต่มันจำเป็นจริง ๆ
“ครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรมองหน้ารมณอย่างแน่วแน่ พยายามพิจารณาหญิงสาวอีกครั้งเพื่อการตัดสินใจครั้งสำคัญ
“ทำไมวันนี้สั่งดอกกุหลาบได้คะ” รมณรู้ดีว่าหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรจะเปลี่ยนชนิดดอกไม้ทุก 1 เดือน แต่ดอกคัตเตอร์ที่สั่งไปยังไม่ถึงเดือนเลยเธอจึงเกิดความสงสัยขึ้น
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรไม่ตอบคำถามของรมณเขารอรับช่อดอกกุหลาบจากหญิงสาวมาอย่างใจเย็น เมื่อทำการชำระเงินเรียบร้อย หม่อมหลวงหนุ่มถือช่อดอกกุหลาบไว้ในมือนิ่ง ๆ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าหญิงสาว
“แต่งงานกับผมนะครับ” ชั่วโมงเร่งด่วนหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรไม่จำเป็นต้องขอเป็นแฟน เขาเลือกที่จะข้ามขั้นตอนเลย
“คะ?”
“ตกลงไหมครับ”
พนักงานสาวทั้งสอง “!!!”
รมณมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าสลับไปมองพนักงานสาวทั้งสองของร้านก่อนตัดสินใจเอ่ย “ตามมาที่ห้องค่ะ”
เมื่อเข้ามาในห้องทำงานรมณรีบปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยถึงหันมาเอ่ยกับแขกในห้อง “เชิญนั่งค่ะ”
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรทำตัวว่าง่ายนั่งลงตรงเก้าอี้รับแขกตรงหน้าโต๊ะทำงานของรมณอย่างสงบ
“ขอเหตุผลที่คุณต้องการแต่งงานกับฉันทีค่ะ”
“คงคล้าย ๆ กับของคุณ”
รมณนิ่งคิดตาม ถ้าคล้ายกันก็แค่เรื่องแต่งงานพร้อมนัดดูตัว ผู้ชายดี ๆ อย่างเขาคงมีตัวเลือกมากมายเข้าหา แต่เธอก็ยังต้องการการยืนยัน “ยังไงคะ”
“เรื่องแต่งงาน”
“ถ้างั้นก็เลือกผู้หญิงคนไหนก็ได้นิคะ” รมณเข้าใจขึ้นมาทันที เมื่อโดนบีบบังคับโดยไม่มีความรักมาเกี่ยวข้อง อย่างนั้นก็สุ่มเลือกใครที่เข้าตามาสักคนก็สิ้นเรื่อง
“ผมคิดว่าคุณเหมาะสมที่สุด”
“คุณคงไม่ใช่อย่างที่ข่าวลือใช่ไหม” ไม่ใช่ข่าวลือทั่วไปแต่เป็นข่าววงในที่รมณตั้งใจให้ลูกน้องสาวทั้งสองคนในร้านตีสนิทเลขาของหม่อมหลวงหนุ่มช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา และข่าวที่ว่าก็น่าจะจริงว่าผู้ชายตรงหน้าเธอชอบเพศเดียวกัน แม้จะรู้ว่าข่าวลือเชื่อถือไม่ได้แต่ฟังไว้ก็ใช่ว่าจะไม่ดี
“ใคร ๆ ก็คิดแบบนั้น ถ้าคุณคิดแบบนี้แล้วสบายใจผมก็ไม่ติด” จากนั้นหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรยังกลัวว่ารมณจะไม่เข้าใจสถานการณ์ของเขาอย่างท่องแท้จึงเริ่มเล่ารายละเอียดครอบครัวและปัญหาที่เขาพบเจอในปัจจุบันแก่หญิงสาวไปสนหมดเปลือก “คุณยินดีคิดว่าไงบ้างครับ รับผมไปพิจารณาได้ไหม ผมว่าตอนนี้ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าคู่เราแล้วนะครับ”
“!!!” รมณอ้าปากค้าง กฎตระกูลบ้าอะไรต้องมีทายาทสืบสกุลก่อน 35 ปี งั้นถ้าเธอตกลงก็ต้องมีลูกให้ผู้ชายตรงหน้าใช่ไหม แต่ก็ยังมีข้อสงสัยเรื่องบุคลิกเด่นของตัวเอง
“ที่เหมาะสมเพราะคุณคงมองว่าฉันเป็นทอมล่ะสิท่า”
“ไม่เลยครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรส่ายหน้าปฎิเสธ เขาเข้าใจว่าคนเรามีความชอบต่างกัน การแต่งตัวก็สไตล์ใครสไตล์มันแล้วแต่สภาพความเป็นอยู่
มุมปากของรมณกระตุกขึ้นเบา ๆ “อย่าฝืนเลยค่ะ หน้าคุณมันฟ้อง”
“เราก็เหมาะสมกันดีจริง ๆ ไม่ใช่หรือครับ”
“อายุเหมาะสม การงานเหมาะสม ยิ่งสถานการณ์ครอบครัวก็ยิ่งเหมาะสม” ตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรก็ใช้เวลาส่วนมากไปกับการสืบข้อมูลของรมณเช่นกันเพราะตลอด 1 ปีที่รู้จักกันก็รู้แค่ผิวเผินไม่รู้ลึกถึงเรื่องราวครอบครัวหญิงสาว
“สมมุตินะคะสมมุติ หากเราแต่งกันแล้ว เราจะไปรอดเหรอคะ”
“มีอะไรต้องกังวลครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรพยายามโน้มน้าวให้รมณคล้อยตาม “เราแต่งกันแล้วก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ”
“เรื่องลูกล่ะคะ” รมณมองหน้าหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรอย่างจริงจังก็เข้าใจทันที่ว่าเขาคงเป็นรับ เป็นเพื่อนสาวในอนาคตคงไม่สามารถทำเรื่องนั้นได้แน่นอน แล้วจะผลิตลูกตามที่คนในครอบครัวต้องการได้ยังไง
“สมัยนี้หมอเขาช่วยเราแก้ปัญหาได้ครับ”
“ถ้าไม่ใช่ผู้ชายล่ะ” รมณเริ่มกังวลใจ การตั้งท้องด้วยการพึ่งพาวิทยาศาสตร์แม้จะสร้างทารกได้แต่ก็เลือกเพศลูกไม่ได้เพราะมันผิดกฎหมาย
“ทำต่อครับ เรามีเวลาหลายปี”
“ฉันไม่ใช่แม่หมูนะคะ”
หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรอมยิ้มก่อนตอบรับ “ครับ”
“ขอคิดดูก่อนะคะ” รมณต้องการเวลาคิดทบทวนให้รอบครอบอีกครั้ง การที่จะตกลงฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้กับใครสักคนเธอต้องไตร่ตรองให้ถีถ้วน ยิ่งเป็นการแต่งงานที่ไม่มีความรัก มีแต่ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องล้วนๆ
“ผมจะรอ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรคิดว่าความตั้งใจของเขาสำเร็จไปเกินครึ่งทางแล้วจึงยอมพยักหน้าตกลงให้รมณได้มีเวลาตัดสินใจครั้งสุดท้าย
