บทที่ 4 กฎตระกูล (2)
ตั้งแต่เกินมาหม่อมหลวงหนุ่มก็ได้รับการอบรมโดยตรงจากท่านปู่ของเขาเนื่องจากหม่อมราชวงศ์นคินทร์บิดาของเขาจากไปเร็ว ท่านปู่จึงรับเขาไปเลี้ยงดูด้วยตัวเองเพื่อวางตัวเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล การวางตัวต้องสุขุม สง่างามตามสายเลือดสีน้ำเงินที่มีในตัว ต้องเก็บอารมณ์ทุกอย่างที่ต้องการ แสดงออกอย่างสุภาพบุรุษ
“คุณคิณณ์อย่าได้ทะนงตนไปหน่อยเลยค่ะ” หม่อมราชวงศ์ชิดชนกไม่ชอบใจที่เห็นอาการที่หลานชายแสดงออกมา เธอมองว่าเขากำลังดูถูกพวกเธอที่เกิดเป็นลูกภรรยารองจึงไม่เห็นหัวครอบครัวของพวกเธอ “คุณคิณณ์ดื่มด่ำกับตำแหน่งนี้ให้ดีนะคะ”
“หากคุณคิณณ์ยังไม่แต่งงาน อีกเดี๋ยวคงมีทายาทสืบสกุลไม่ทัน 35” หม่อมราชวงศ์รวินท์ช่วยย้ำกฎของตระกูลให้แก่หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรได้รับฟัง เขากลัวว่าหลานชายจะลืมจึงได้แสดงอาการไม่สนโลกเหมือนทุกอย่างอยู่ในกำมือตัวเองไปเสียหมด
“ตอนนี้คุณคิณณ์แค่ 30 เองนะคะ ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องรอให้ใครมาเป็นห่วงแทนค่ะ” หม่อมหลวงพรรณรินทร์พี่สาวคนโตของหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรทนให้ครอบครับของย่าเล็กรุมรังแกน้องชายไม่ไหวจึงต้องช่วยออกโรงแทน
“จะ 30 หรือ 40 ถ้าทำไม่ได้ก็มีผลลัพธ์เหมือนเดิม” หม่อมราชวงศ์รวินท์จ้องมองหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรอย่างมีความหมาย
“คุณอาหมายความว่ายังไงคะ” หม่อมหลวงจุฑามณีพี่สาวคนรองของหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรมองหน้าคุณอาของเธอด้วยความไม่พอใจ
“ที่พวกย่าเอ่ยมาก็เพราะเป็นห่วง หากพวกหลานจะมองเจตนาผิดไปก็คงได้แต่เสียใจ” คุณหญิงโชติกาเอ่ยแก้ต่างด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลแสดงออกถึงความมีเมตตาแก่เด็ก ๆ รุ่นหลาน
“พวกเราต้องขอบคุณใช่ไหมคะ” หม่อมหลวงพรรณรินทร์ข่มอารมณ์ตัวเองอย่างเต็มที่
“หากคุณคิณณ์ยังไม่แต่งงาน ผมยกน้องตุลย์ให้ก็ได้นะครับ” หม่อมราชวงศ์รวินท์เอ่ยถึงหลานชายตัวน้อยของตัวเองอย่างใจกว้าง หากหม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรตกลงรับหลานชายตัวน้อยของเขาเป็นลูกบุญธรรมการหาผู้หญิงมาแต่งงานด้วยก็คงไม่ยาก ต่อไปใครจะเป็นผู้สืบทอดมรดกของตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป “จากนั้นคุณคิณณ์จะได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างเสรี”
“ผมคงไม่ต้องรบกวนให้คุณอามาหนักใจเรื่องนี้หรอกครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลายอารมณ์เขาเอียงหน้าเล็กน้อยกวาดตามองสมาชิกในครอบครัวภรรยารองของท่านปู่ตัวเอง “มีเวลาอีกตั้ง 5 ปี ผมมั่นใจว่าบุตรชายของผมต้องได้เกิดมาดูโลกนี้อย่างแน่นอนครับ”
หม่อมราชวงศ์รวินท์กระตุกยิ้มอย่างไม่เชื่อ แต่ปากก็ยังร่วมอวยพร “ขอให้สมปรารถนาแล้วกันนะ”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ” หม่อมหลวงคิณณ์ภัทรไม่จำเป็นต้องใส่ใจเพราะปัญหาเรื่องนี้มีทางออกแล้ว “ผมขอตัวนะครับ”
“หึ!” เมื่อเห็นน้องชายกำลังจะออกจากห้องประชุมหม่อมหลวงจุฑามณีและหม่อมหลวงจุฑามณีก็รีบลุกเดินออกจากห้องตามไปด้วย
เมื่อทุกคนไปหมดแล้ว สมาชิกในครอบครัวสายรองก็จำต้องลุกออกจากห้องประชุมไปด้วยความหงุดหงิด
“คุณแม่ดูพวกมันสิครับ” หม่อมราชวงศ์รวินท์เอ่ยปากขึ้นเมื่อสามแม่ลูกเข้ามาอยู่ในลิฟต์ส่วนตัว
“ไม่ต้องรีบร้อนยังไงทุกอย่างของตระกูลก็จะเป็นของบ้านเรา” หม่อมโชติกาแววตาแน่วแน่ ท่านมั่นใจว่าทุกอย่างของตระกูลทรัพย์เศวตวงษ์จะต้องตกเป็นของครอบครัวสายรองของท่านแน่นอน
“แม้คุณคิณณ์จะยังไม่แต่งงานตอนนี้ แต่เขาก็ยังมีโอกาสอีกหลายปีนะคะ” หม่อมราชวงศ์ชิดชนกเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย เพราะเธอเริ่มจะไม่มั่นใจเรื่องข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับรสนิยมความชายของหลานชาย
“คนอย่างมันคงทำไม่ได้หรอก” หม่อมราชวงศ์รวินท์ไม่มีความลังเลเรื่องที่หม่อมหลวงคิณณ์ณภัทรชอบผู้ชายเหมือนกันเลย เขาพอจะเข้าใจได้เพราะหลานชายถูกเลี้ยงดูมากับสตรีเต็มวังจะมีความชอบผิดเพี้ยนก็ไม่เห็นแปลง เพราะเรื่องนี้เขาถึงดูถูกหลานชายอย่างชัดเจน “ถึงทำได้ก็คงผลิตทายาทออกมาไม่ได้”
“สมัยนี้วงการแพทย์เข้าพัฒนานะคะ” หม่อมราชวงศ์ชิดชนกแย้งขึ้นเพราะกลัวพี่ชายหลงประเด็น แม้ทำตามธรรมชาติไม่ได้ก็สามารถอุ้มบุญคลอดเด็กได้
“ถึงทำได้ แต่ถ้าไม่มีแม่เด็กก็เข้าวงศ์ตระกูลไม่ได้” หม่อมราชวงศ์รวินท์ยิ้มขำพร้อมยักไหล่
“การสืบทอดทายาทก็เป็นโมฆะเหมือนเดิม”
“หรือถึงมันจะฝืนเลือกผู้หญิงมาสักคนก็ใช่ว่าจะคลอดลูกชายออกมาได้ ดูแม่ของมันเป็นตัวอย่างสิ”
คุณหญิงโชติกาขมวดคิ้วมุ่น “คอยดูต่อไป”
“ครับ/ค่ะ” เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสามแม่ลูกก็รีบเดินเร่งออกจากบริษัท เป็นการจบบทสนทนาที่เคร่งเครียดของพวกเขาทันที
