บทที่ 6 บทที่ 2 (1)

“เหมือนเดิมแล้วกันครับ ว่าแต่วันนี้รู้สึกลูกค้าจะเยอะไม่มีโต๊ะว่างเลย”

แม่ค้าเจ้าของร้านยิ้มรับ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามว่าเขาจะซื้อกลับบ้านหรือเปล่า อาคิราก็บอกต่อมา

“ถ้าไม่ถือ ผมขอนั่งทานที่หน้าเคาน์เตอร์นี่ได้มั้ย”

แน่นอนว่าคำตอบของโมรี ก็ทำให้อาทิตย์และวันใหม่ที่เดินออกมาจากครัว ได้เห็นนายหัวอาคิรานั่งอยู่บนเก้าอี้บาร์สีฟ้าสด ละเลียดกาแฟกับเค้กของโปรดหน้าเคาน์เตอร์ และชวนเจ้าของร้านสาวคุยอยู่เนืองๆ

สองพี่น้องมองยิ้มๆ และไม่เฉียดมาใกล้เคาน์เตอร์เลย ส่วนตัวอาคิราก็ดูจะทานช้ามากกว่าทุกครั้ง แถมเขายังซักนั่นถามนี่เธอแทบไม่หยุด จนแต่แรกที่โมรีออกจะเกร็งๆ ที่ต้องคุยกับเขา ก็กลายเป็นว่าความเกร็งนั่นหายไป แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ทำอย่างไรโมรีก็ยังไม่ชิน นั่นก็คือ สายตาของเขาที่มองมา

สายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ แต่อ่อนหวาน...ที่จับจ้องมองมาตรงๆ มันยังคงทำให้โมรีหน้าร้อนได้เหมือนเคย

แล้วลูกค้าคนสุดท้ายที่อยู่ในร้าน...ก็เห็นจะมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น เมื่อตอนนี้เวลามันก็ล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงหกโมงเย็นแล้ว

อาคิรานึกเมื่อเห็นวันใหม่กับอาทิตย์เริ่มเก็บกวาดโต๊ะทางหลังร้านบางส่วนแล้ว แม้เจ้าของร้านจะไม่ได้เอ่ยไล่ แต่เขาก็รู้ดีว่าควรกลับได้เสียที เนื่องจากมันเลยเวลาปิดร้านของพวกเธอมาได้ร่วมชั่วโมงแล้ว แต่อาคิรากลับรู้สึกว่าเวลามันช่างน้อยเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เขาใช้เวลานั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่บ่ายสามโมง

วันนี้หลังเข้าไปประชุมผู้บริหารที่บริษัทฯ ในตัวเมือง เมื่อเลขาฯ ประจำตัวบอกว่าไม่มีงานต่อชายหนุ่มเลยมาที่นี่แทน และแม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่พอมาถึงได้กลิ่นหอมของขนมหวานปนอยู่กับกลิ่นดอกไม้...แล้วได้มองใบหน้าของเจ้าของร้านใกล้ๆ ชายหนุ่มก็เหมือนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

“นี่เงินทอนค่ะนายหัว”

วันใหม่เอ่ยบอกหลังเขาเรียกเช็กบิลพร้อมกับยื่นเงินทอนคืนมาให้ อาคิราพึมพำขอบคุณเบาๆ ลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่งพลางเหลือบมองไปยังคนที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวตรงไปเก็บโต๊ะเก้าอี้ช่วยอาทิตย์ เขารู้ว่าโมรีจงใจหลบหน้าตน เพราะพอลูกค้าซาเธอก็ให้อาทิตย์ออกมาเฝ้าหน้าร้านแทน แล้วหลบกลับเข้าไปในครัวหมกตัวอยู่ในนั้นมาเป็นชั่วโมง

“ผมกลับแล้วครับ กาแฟกับเค้กอร่อยมากคุณวัน...คุณนิ่ม”

น้ำเสียงสุดท้ายทอดยาวและเจาะจงพูดกับคนที่เก็บแก้วกาแฟเปล่ามาที่เคาน์เตอร์ โมรีเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเพียงนิด แล้วยกมือไหว้เช่นเดียวกับวันใหม่ อาคิราขยับจะเดินออกจากร้านไปเหมือนเช่นเคย แต่...ความเสียดายทำให้หยุดยืนนิ่ง แล้วประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาจากปาก โดยที่สมองยังไม่ทันสั่งการ

“คุณนิ่ม...ผมมีเรื่องอยากปรึกษา คือที่รีสอร์ตน่ะครับ พอดียังขาดคนจัดดอกไม้ งานสัมมนาคราวนี้มีซ้อนกันหลายงาน คนรับจัดเองดูจะจัดให้ไม่ทัน ไม่ทราบช่วงนี้คุณว่างพอจะรับงานให้ได้หรือเปล่า”

งานใหญ่หล่นโครมลงมาตรงหน้า วันใหม่เบิกตาโตเช่นเดียวกันกับโมรี

ก็เป็นที่รู้กันหากใครได้งานที่รีสอร์ตนายหัวอาคิรา นั่นก็เหมือนกับได้รับการการันตีว่าต่อไปงานจะไหลมาเทมา ดังนั้นวันใหม่ที่หายอึ้งจึงได้เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลงอีกครั้ง

คราวนี้อาคิราเลยได้ทอดระยะเวลาที่จะได้อยู่ใกล้โมรีออกไป ความสุขเล็กๆ ในใจเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ตกค่ำตัวบ้านหลังน้อยก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ หลังคุยธุระตกลงเรื่อง ‘งาน’ กันอยู่ครึ่งชั่วโมง อาคิราก็นัดโมรีและวันใหม่เซ็นสัญญาในวันพรุ่งนี้ที่รีสอร์ตของเขา หลังตกลงค่าเหนื่อยและงานที่ต้องทำกันเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็กลับไป สวนทางกับ ‘ดัมรงค์’ และ ‘สาวิตรี’ พ่อแม่บุญธรรมของโมรีที่ปิดร้านกลับจากตลาดมาถึงบ้านในเวลาไล่เลี่ยกัน

พอมื้อค่ำจบลง ทั้งบ้านก็ใช้เวลานั้นพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวสู่กันฟัง โมรีและวันใหม่เล่าเรื่องที่อาคิราติดต่อพวกเธอไปทำงานที่รีสอร์ต พวกเราทั้งห้านั่งล้อมรอบโต๊ะตัวหนึ่งภายในร้านชั้นล่างใกล้กับประตูห้องครัว โมรีนั่งตรงข้ามกับพ่อแม่บุญธรรม ขวามือของเธอเป็นวันใหม่มีอาทิตย์นั่งบนที่นั่งเท้าแขนในเก้าอี้ตัวเดียวกัน

“เอ...อย่างนั้นหรือคะคุณหนู แหมโชคดีจริง รีสอร์ตของนายหัวน่ะใครๆ ก็อยากได้งานกันทั้งนั้น นี่ขนาดบ้านเราได้ส่งมะพร้าวให้ประจำ คนในตลาดยังบ่นอิจฉากันอยู่เลย”

สาวิตรีเอ่ยขึ้นพลางหันไปพยักพเยิดกับดัมรงค์ที่นั่งข้างกัน แม่สาของโมรีเป็นผู้หญิงตัวเล็กตัดผมสั้นดัดเข้ารูปน้อยๆ ดวงหน้าค่อนไปทางยาว ดวงตาเรียวรีชั้นเดียว รับกับคิ้วบางที่พาดยาวไปจนสุดดวงตา ดูพอเหมาะพอดีกับจมูกโด่งนิดๆ และริมฝีปากบาง

“เห็นว่าเจ้าประจำเขาทำไม่ทันน่ะค่ะแม่สา นายหัวเขาว่าอย่างนั้น”

โมรีอธิบายต่อด้วยสุ้มเสียงไม่แน่ใจนัก “แล้วแม่สากับพ่อแดงว่ายังไงคะ แต่เอ่อ...นิ่มเองตอบตกลงไปแล้ว”

“แล้วแต่คุณหนูเถอะครับ” เสียงของดัมรงค์ แม้ห้าวแต่ก็ฟังอ่อนโยนนุ่มนวล เขาเป็นชายวัยกลางคนหัวล้าน รูปร่างสูงใหญ่ พุงพลุ้ยแต่ยังดูกระฉับกระเฉง ผู้ถ่ายทอดดวงตายาวโตสีน้ำตาลแก่ให้กับลูกชายและลูกสาว ริมฝีปากหยักได้รูปแย้มยิ้มน้อยๆ ใบหน้าดุเคร่งขรึมคลายลงเมื่อกล่าวสืบไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป