บทที่ 9 บทที่ 2 (4)
อาคิราที่มองจับอยู่ก่อนแล้วเลยรีบพูดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในตอนนั้นว่า “เอ่อ คุณนิ่ม...ขอโทษนะ แต่ผมเรียกคุณว่านิ่มได้ใช่มั้ย แล้วก็อยากให้คุณแทนตัวเองว่านิ่มกับผมด้วยจะได้หรือเปล่า”
คนตัวเล็กข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอมีแววงุนงงและสงสัย เขาจึงกล่าวสืบไป
“แต่ถ้าคุณลำบากใจก็ไม่เป็นไร ผมแค่คิดว่าเราก็รู้จักกันแล้ว คุ้นเคยกันในระดับหนึ่งเลยอยากจะให้คุณรับผมเป็นเพื่อนสักคน แต่นั่นก็คือถ้าคุณไม่รังเกียจและยินดีจะรับผมเป็นเพื่อนน่ะนะ”
โมรีนึกไม่ถึงกับประโยคนี้ของอาคิรา เธอเหมือนถูกสะกดเมื่อเขาจ้องมองไม่กะพริบ แล้วเธอก็รู้สึกตัวยามเขาย้ำ
“นะครับ รับผมเป็นเพื่อนสักคนได้มั้ย”
“ค่ะ...เอ่อ นิ่มต่างหากล่ะคะที่ต้องขอบคุณ ที่นายหัว เอ่อ คุณอัคให้เกียรตินิ่มขนาดนี้”
“ขอบคุณครับ” เขายิ้ม และรอยยิ้มนั้นก็ช่างสว่างไสวเสียจน โมรีต้องหลบสายตาคู่คมด้วยการก้มลงมองมือตัวเอง หน้าของเธอร้อนผ่าว หัวใจก็เต้นระรัว แต่อาคิราคงจะไม่ทันสังเกตละมั้ง เขาถึงได้ชวนเธอคุยต่อ “ครอบครัวของผมนะนิ่ม เมื่อก่อนเรามีกันห้าคนเหมือนกับบ้านคุณเลย แต่เดี๋ยวนี้เหลือกันแค่สี่คน มีผม แม่ผม แล้วก็น้องสาวกับน้องชาย เพราะพ่อผมเสียไปเป็นสิบปีแล้ว ไว้...ถ้าพวกเขามาเที่ยวเมื่อไรจะพามาให้นิ่มรู้จักนะ” โมรีเงยหน้ามองเขางงๆ อาคิราเลยบอกว่า “กาแฟกับเค้กร้านนิ่มอร่อยไง แม่ผมกับน้องๆ ก็ชอบทาน คงถูกใจเขา แล้วก็...”
นัยน์ตาเขาระยิบระยับเป็นพิเศษ หลังต่อประโยคจนจบว่า
“พี่...อยากให้เจอ”
“เอ่อ ถนนว่างแล้วค่ะ” โมรีละล่ำละลั่กบอกก่อนจะอึกอัก หลบดวงตาคมที่มองสบมาเนืองๆ “...คุณอัค”
เธอได้ยินเสียงเขาหัวเราะขึ้นเบาๆ แต่แล้วเสียงหัวเราะก็เงียบไป พอโมรีเหลียวมองเขา ก็เห็นว่าอาคิราทำหน้างงๆ แล้วเอ่ยถามในประโยคที่ทำให้เธอต้องหลุดหัวเราะออกมาว่า
“เอ่อ แล้ว...สวนที่ว่าไปทางไหนครับ ออกรถมาตั้งนาน ผมเองก็ลืมถาม”
ระหว่างทางไปยังสวนที่โมรีต้องการ เธอก็พบว่าตัวเองได้พูดคุยกับอาคิรามากขึ้น
อาการเกร็งเริ่มหายไปเมื่อพบแล้วว่าชายหนุ่มเป็นคนคุยง่ายกว่าที่คิด จึงทำให้ระยะเวลาชั่วโมงกว่าๆ นั้นดูสั้นลงไปถนัดใจ บรรยากาศระหว่างทั้งคู่จึงเป็นไปอย่างสบายๆ แม้ว่าโมรีจะพาคนขับหลงทางก็ตาม
อาคิราเองยังนึกแปลกใจตัวเองที่ไม่โกรธ
หนำซ้ำเขายังเป็นฝ่ายบอกไม่ให้โมรีคิดมากและจัดการโทร.ไปถามทางวันใหม่ด้วยตัวเอง โดยมีหญิงสาวข้างตัวนั่งทำหน้าจ๋อย ท่าทางอย่างกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด ส่วนสวนที่ว่าเป็นสวนผลไม้ซึ่งปลูกผสมกันเยอะ ทั้งลองกอง เงาะ ทุเรียน พอขับรถวิ่งเข้ามาตามถนนดินแดงก็มาถึงบ้านปูนหลังเล็กปลูกติดพื้น มีกระท่อมไม้ตั้งอยู่ข้างกันทางฝั่งขวาที่เป็นสวนยางซึ่งยังโตไม่เต็มที่
“เงียบจังค่ะ ป้าแกอาจจะอยู่หลังบ้าน”
โมรีพึมพำบอกกับเขาเมื่อรถเข้าไปจอดลงตรงหน้าบ้าน แล้วเห็นเพียงแต่หมาพันทางสีดำลุกขึ้นยืนจังก้ามองมา หญิงสาวหันมายิ้มให้คนข้างตัว แล้วก็ต้องหลบสายตาคู่คมที่มองจ้องด้วยการหันไปปลดเข็มขัดนิรภัย แต่กลับปลดไม่ออก จนอาคิราต้องช่วย มือใหญ่แตะลงบนมือบางเป็นเชิงห้าม ก่อนจะออกแรงกดตรงหัวเข็มขัดแล้วบอกกับเธอว่า
“ล็อกมันค่อนข้างฝืด นี่ครับต้องกดแรงๆ อ้าว”
อาคิราอุทาน เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง แล้วเห็นว่าโมรีหน้าแดง “ทำไมหน้าแดง ไม่สบายหรือเปล่านิ่ม”
โมรีพูดไม่ออก ก็...หน้าเขาอยู่ห่างเธอเพียงคืบ แล้วยังก้มมาใกล้ขนาดนี้จะไม่ให้เธอหน้าแดงได้ยังไง แถมยังสายตาของเขาที่มองแทบไม่กะพริบ จนโมรีรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาคู่คมคู่นี้
หัวใจเธอเต้นแรงเพราะอาคิราขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารด
ตอนนี้ห่างเพียงฝ่ามือกั้น แต่สายตาเขายังนิ่ง...และ
“ปละเปล่าค่ะ”
หญิงสาวเบี่ยงหน้าหนี พยายามยิ้มให้เขาทั้งที่ใบหน้าแดงซ่าน เธอเปิดประตูรถออกไปแล้วรีบก้าวลงไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คนที่ใช้แขนเท้ากับพนักเบาะนั่งของเธอมองตามยิ้มๆ
โมรีปิดประตูรถแล้วเสไปทักเจ้าหมาสีดำปลอดทั้งตัวที่วิ่งเข้ามาคลอเคลียพลางเห่าเสียงดัง และพออาคิราเปิดประตูรถตามลงมาบ้าง ก็มีผู้หญิงวัยประมาณห้าสิบปลายๆ สวมกางเกงผ้าสีดำยาวแค่เข่ากับเสื้อยืด
แขนสั้นตัวโคร่งสีน้ำเงินเดินออกมาจากสวนยางข้างบ้าน
โมรีตรงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของด้วยความสนิทสนม ก่อนแนะนำชายหนุ่มให้กับผู้สูงวัยได้รู้จักกัน อาคิราไม่ได้มีท่าทีวางโตแต่อย่างใด หากเขากลับ...ดูคล้ายๆ จะประจบเสียละมากกว่า จนคุณป้าเจ้าของสวนชอบอกชอบใจเขาหนักหนา ถึงขนาดบอกว่าเดี๋ยวจะเตรียมลองกองล๊อต แรกของปีนี้ให้กลับไปทานฟรีๆ แล้วจึงบอกให้เธอเดินเข้าไปในสวนเพื่อเลือกตัดเอาดาหลาได้ตามสบาย
และเวลาต่อจากนั้นเอง โมรีก็ได้แรงงานช่วยขนเป็นถึงชายหนุ่มผู้ร่ำรวย ที่แต่งกายไม่เข้ากับสถานที่เลย และแม้จะเสื้อผ้าเปื้อนมากสักเท่าใด หากอาคิราก็ยังเดินตามเธออย่างไม่ยี่หระ พร้อมกับส่งสายตามากความหมายให้ตลอดเวลา ซึ่งช่วงเวลานั้น ชายหนุ่มเองก็รู้สึกได้ว่า เขาได้เข้าใกล้โมรีขึ้นไปอีกหนึ่งก้าว
