บทที่ 8 เขาคนนั้น

 “เรื่องไถ่บ้านพี่จะลองปรึกษาป๊าดูว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ส่วนเรื่องเสี่ยโจพี่ว่าควรใช้กฎหมายจัดการ”

แดนดินหน้าเศร้าลงในทันที แต่ก็ไม่เซ้าซี้เหนือนทีอีกต่อไป เด็กหนุ่มนั่งเงียบอยู่ในรถมาตลอดทาง ระหว่างที่รุ่นพี่ทั้งสามคนต่างก็พยายามหาทางช่วย ส่วนมีฟ้านั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ซุกร่างกายเปียกชื้นอยู่ข้าง ๆ เหนือนที แดนดินเผลอมองเป็นระยะ แม้จะเจ็บปวด แต่ก็พยายามจะตัดใจ

ไม่นานอิงครัตที่รับหน้าที่คนขับก็พารถมาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

แดนดินเพ่งมองรั้วอัลลอยสูงท่วมหัว ในขณะเดียวกันหัวใจของเขาก็เต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับว่ามันเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง ยิ่งมองเข้าไปเห็นบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสนามหญ้าสีเขียวและต้นไม้ใหญ่หลายต้น แสงไฟจากสปอตไลต์ที่ฝังอยู่ในสนามหญ้าสาดเข้าใส่ตัวบ้านให้ดูโดดเด่นและน่าเกรงขามแม้ในยามค่ำคืน ตัวบ้านรูปทรงทันสมัยแต่แฝงด้วยความเป็นไทยคล้ายทางภาคเหนือผสมผสานกับกลิ่นอายของยุโรป ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มนึกถึงใบหน้าของใครบางคน

คนที่ดูมีอิทธิพล น่าเกรงขาม มีความเป็นไทยและต่างชาติผสมอยู่ในตัว คนที่มีใบหน้าคมอย่างไทย ผิวขาวเหลืองอย่างคนเหนือ แต่กลับมีดวงตาสีประหลาด ชายผู้มีดวงตาสีเทอร์คอยส์!

“บ้านใครวะ?”

ชวกรถามขึ้นเสียงดังจนแดนดินสะดุ้ง

“ญาติกูเอง” อิงครัตตอบเพื่อนก่อนจะลดกระจกรถลง พูดอะไรบางอย่างกับชายชุดดำที่เพิ่งวิ่งเหยาะ ๆ ออกมาจากป้อมเล็ก ๆ ด้านข้าง

ชายคนนั้นยกมือข้างหนึ่งขึ้นกดเข้าไปในหูที่เสียบบลูทูธคาไว้ คุยอะไรสองสามคำ แล้วก็รีบวิ่งไปเปิดประตูรั้ว

“มึงมีญาติเป็นมาเฟียเหรอวะ ไม่เห็นเคยเล่าให้พวกกูฟัง” ชวกรถามอย่างตื่นเต้นระคนแปลกใจ

“ไม่เชิงมาเฟียหรอก แต่แกทำธุรกิจหลายอย่าง และส่วนใหญ่เป็นสีเทา ก็เลยต้องสร้างบารมีด้วยการให้มีคนติดตามเยอะ ๆ”

รถบีเอ็มดับเบิลยูสีขาวถูกอิงครัตขับเข้ามาจอดตรงซุ้มประตูด้านหน้าคฤหาสน์ ชายชุดดำสองคนเดินเข้ามาประกบด้านข้างรถ ก่อนจะโค้งศีรษะให้คนที่อยู่บนรถ

“เชิญคุณอิงที่ห้องรับรองครับ นายกำลังทำธุระอยู่ด้านบน อีกสักพักจะลงมาครับ”

แดนดินและรุ่นพี่ทั้งสี่ถูกพามานั่งในห้องที่คนพวกนั้นเรียกว่าห้องรับรอง มันใหญ่โตโอ่อ่ากว่าบ้านของคุณตาคุณยาย แต่ดูน่ากลัวเหลือเกินในความรู้สึกของแดนดิน

“ช่วยบอกเหตุผลดี ๆ ที่แกมาขัดความสุขของฉันในเวลานี้หน่อย ถ้าเหตุผลฟังไม่ขึ้นละก็…”

แดนดินรู้สึกตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทรงอำนาจนั้น เด็กหนุ่มค่อย ๆ หันไปมองทางต้นเสียง แล้วเขาก็ได้ประสานสายตากับคนที่เขาเพิ่งนึกถึงขึ้นมาเมื่อนาทีก่อน

สองสายตาประสานกันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ชายร่างสูงสง่าผู้มีดวงตาสีเทอร์คอยส์จะลอบพ่นลมออกมา แล้วเดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ ไขว่ห้าง เอนหลังพิงลงไป โดยที่ตลอดเวลาสายตาของเขาจับจ้องเพียงใบหน้าของแดนดินเท่านั้น

“พี่เมลวิน”

อิงครัตเอ่ยทักทายญาติผู้พี่ ก่อนจะหันมาแนะนำเพื่อน ๆ ให้รู้จัก

แต่เมื่อมาถึงแดนดิน อิงครัตยังไม่ทันจะได้แนะนำ เมลวินก็โพล่งขึ้นมา

“แดนดิน นวภูมินทร์” เขาเหยียดยิ้ม แววตาพราวระยับ “เจอกันอีกแล้วนะ”

“พะ พี่เหนือ ดินอยากกลับบ้านแล้ว พาดินกลับบ้านที”

แดนดินมีท่าทีลุกลน ขยับเข้าไปใกล้เหนือนทีอย่างต้องการการปกป้อง พร้อมกับสายตาอ้อนวอนดูน่าสงสาร

“นี่พี่วินเคยเจอน้องดินด้วยเหรอครับ?”

คุณเมลวินกระตุกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย “ก็ลองถาม น้องดิน” เขาเน้นชื่อของแดนดิน “ของแกดูสิ ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า แล้วเขาทำให้ฉันประทับใจขนาดไหน”

เมลวินยังคงจ้องใบหน้าหวาดกลัวของแดนดิน

“เอ่อ คือ คุณเมล เมลวิน เคยช่วยดินไว้น่ะครับ” แดนดินรีบอธิบายตะกุกตะกัก

“แค่นั้น?” เมลวินเลิกคิ้วถาม เขายังคงวางใบหน้าเรียบเฉย แต่กระตุกยิ้มมุมปากอยู่เป็นระยะ

แดนดินหลบตา และพยายามขยับตัวเข้าไปใกล้เหนือนที

“แค่นั้นก็แค่นั้น”

เมลวินเอนหลังลงไปพิงพนักโซฟาอีกครั้ง สลับขาอีกข้างขึ้นมาไขว่ห้าง ทำให้เห็นว่าร่างกำยำภายใต้ชุดคลุมผ้าเนื้อหนาสีคล้ำ ไม่ได้มีเสื้อผ้าสักชิ้นห่อหุ้มไว้ ชายหนุ่มเหลือบมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีสองคนที่เดินผ่านหน้าห้องรับรองออกไปทางหน้าบ้านพร้อมกับลูกน้องคนสนิทด้วยแววตาเสียดายที่ถูกขัดจังหวะ ก่อนจะชายตามองญาติผู้น้อง

“นี่สินะเหตุผลของแก”

“ครับ” อิงครัตตอบรับสั้น ๆ โดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ทำให้แดนดินยิ่งแสดงอาการอึดอัด

“พี่อิงครับ ผมไม่รบกวนคุณเมลวินดีกว่า” เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธทันที

“ให้พี่วินช่วยเถอะน้องดิน ไอ้เหนือมันยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย มันจะช่วยอะไรได้ อีกอย่างตระกูลวรภัทรถึงแม้จะมั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากพอที่จะต่อกรกับเสี่ยโจได้หรอกนะ คิดเหรอว่ามันจะไม่กล้าทำอะไร”

“แต่ดินไม่…”

“เอาเป็นว่าผมรบกวนพี่วินคุ้มครองแดนดินสักระยะนะครับ เขามีปัญหากับเสี่ยโจ หุ้นส่วนของพี่นั่นแหละ”

เมลวินกระตุกยิ้มอีกครั้ง เขายกแก้วเหล้าที่ถือติดมือเข้ามาขึ้นจ่อที่ปาก สายตาทอดมองแดนดินตลอดเวลา ก่อนกระดกเหล้าเข้าไป แล้วก็ลั่นวาจา

“ได้สิ แต่รู้ใช่ไหม ว่าฉันไม่เคยช่วยใครฟรี ๆ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป