บทที่ 8 ตกใจ

“ดีจังนะ แม่ของไป๋ชอบทำขนมอร่อยๆ ให้กิน” นริศเอ่ยบอกแล้วหยิบขนมเข้าปาก

“ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของแม่หนะ” เธอเอ่ยแล้วหันไปมองแม่ที่ยังนั่งทำงานอยู่ “ไป๋อยากให้แม่สบายไม่อยากให้แม่นั่งทำงานปวดหลังอยู่แบบนี้”

“ไป๋เรียนจบแล้วอีกหน่อยก็มีงานทำ” นริศให้กำลังใจเพื่อน

“แต่แม่อยากให้ไป๋เรียนต่อโท” ไปรยาทำหน้ายุ่ง 

“ไป๋เรียนเก่งเรียนต่อโทก็ได้นี่ แล้วไปอยากเรียนหรือเปล่าละ”

“อยากเรียนซิ...แต่ไป๋เป็นห่วงแม่”

“เรียนไปทำงานไปก็ได้นี่” นริศแตะหลังมือของไปรยาเบาๆ “อีกไม่วันก็วันเกิดไป๋แล้ว ไป๋อยากได้อะไรหรือเปล่า”

หน้าหวานทำตาดุขึ้นมาทันที “ต๊ะก็รู้ว่าไป๋ไม่จัดงานวันเกิด”

“ไม่ใช่แบบนั้น” นริศทำหน้าตกใจแล้วนึกอยากตบปากตัวเอง “ต๊ะเห็นไป๋เครียดๆ ก็เลย”

“ช่างเถอะๆ “ ไปรยาสะบัดหน้าหนี...เพียงแค่พูดถึง ‘วันเกิด’ หัวใจเธอก็แสบร้อนขึ้นมาทันที“ไป๋เหนื่อยอยากพักขอตัวก่อนนะ”

“อ้าว”

นริศได้แต่เกาหัวแกรกๆ เจ้าของบ้านเดินกลับเข้าบ้านไปแล้วเขาก็เลยไม่รู้จะนั่งทำอะไรอยู่นึกโมโหนิดๆ ทีเวลาคุยกับนายลอยอะไรนั่นทำไมหัวเราะต่อกระซิกกันเหมือนรู้จักกันมานาน ทีกับเขาคุยกันไปทะเลาะกันไปทุกที แต่เอาเถอะ ยังไงเขาก็รักไปรยา หวังว่าสักวันเธอจะเข้าใจความรู้สึกของเขา นริศถอนหายใจเหนื่อยๆ แล้วลุกขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านของตัวเอง

“ลูกยา...”

“ค่ะ” ไปรยาชะงักเท้าที่กำลังจะเดินขึ้นไปที่ห้องนอนแล้วเลี้ยวมาหาแม่ที่โต๊ะทำงาน “แม่มีอะไรหรือคะ”

“เรื่องเรียนต่อนะลูก” คุณบุษบาเอ่ยแล้วหยิบซองสีน้ำตาลส่งให้ลูกสาว “เอกสารสอบปริญญาโทจ๊ะ”

“จะดีหรือคะแม่ หนูไม่อยากเห็นแม่เหนื่อย”

“แม่เคยบอกหรือว่าเหนื่อย” คุณบุษบาลูบผมของลูกสาวเบาๆ “แม่มีความสุขที่ได้เห็นลูกเติบโตนะจ๊ะ หนูลองไปอ่านดูนะลูกเผื่อว่าจะตรงกับความสนใจของลูก”

“ค่ะแม่”

ไปรยาหยิบเอกสารแล้วเดินขึ้นบันไดมาที่ห้องนอนของตัวเอง เธอวางเอกสารไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วทิ้งตัวบนเตียงนอน

‘ต๊ะก็รู้ว่าไป๋ไม่จัดงานวันเกิด’

ไม่รู้ว่าพูดแรงไปหรือเปล่า ไปรยาถอนหายใจหนักๆ เธอเกลียดการจัดงานวันเกิด ทุกปีเมื่อถึงวันเกิดเธอก็แค่ทำบุญใส่บาตรกับแม่ในตอนเช้า แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ตั้งแต่จำความได้เธอมักถูกเพื่อนล้ออยู่บ่อยๆ ที่ไม่มีพ่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อตัวเองเป็นใครและหน้าตาเป็นยังไง เธอรู้สึกว่า ถ้าแม่ไม่มีเธอ แม่คงสบายกว่านี้แม้ว่าแม่จะบอกรักเธอมากแค่ไหนแต่เธอก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของแม่

เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยากเจอพ่อไหมเธอไม่ต้องการเรียกร้องให้พ่อมารับผิดชอบอะไรในชีวิตเธอเลยแต่ที่แน่ๆ เธออยากรู้ว่าทำไมถึงทอดทิ้งแม่ ปล่อยให้แม่ต้องลำบากขนาดนี้ หรือพ่อไม่เคยรักแม่มีแต่แม่เท่านั้นที่รักอยู่ฝ่ายเดียว

ไปรยาระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วลุกขึ้นไปหยิบซองเอกสารออกมาอ่าน ชีวิตมันคงไม่เลยวร้ายนักหรอก ถ้ารู้จักเลือกทางที่จะเดิน.

ชายหนุ่มผมยาวลดกล้องลงเมื่อเขามองเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนมองดูรถหรูสัญชาติเอเชีย เขาเพ่งสายตาครู่หนึ่งเพื่อทบทวนความทรงจำก่อนจะยิ้มออกมาแล้วเดินตรงไปทักทาย

“สวัสดีครับคุณฟรานเชสโก้”

ฟรานเชสโก้ ซิวีลิอาโน่ย้ายสายตาจากรถสปอร์ตตรงหน้ามาที่ต้นเสียงด้านหลัง ชายหนุ่มยิ้มให้เล็กน้อย “ไม่คิดว่าจะเจอลอยที่นี่”

“ผมต่างหากที่น่าจะพูดประโยคนี้” ลอยยิ้มกว้าง “มาเมืองไทยนานแล้วหรือครับ”

“เพิ่งมาได้สี่ห้าวันนี่เอง” ฟรานเชสโก้พยักหน้ารับแล้วมองหนุ่มรุ่นน้องที่สะพายกระเป๋ากล้องใบใหญ่ “นี่มาทำงานเหรอ”

“ครับ...มาเก็บภาพทำโบว์ชัวร์ให้รุ่นพี่นะครับ” ฟรานเชโก้หลิวตามองไปยังบรรดาพริตตี้สาวๆ ที่โปรยยิ้มให้

“งานแบบนี้ไม่น่ามีคนพลาด”

“พอดีแฟนรุ่นพี่เขาคลอดลูกครับ ผมก็เลยได้มาแทน” ลอยหัวเราะเขินๆ “แล้วคุณฟรานเชสโก้มานี่เพราะเรื่องงานหรือส่วนตัวละครับ”

“ทั้งสองอย่างแต่คราวนี้คงอยู่นานหลายเดือน” ฟรานเชสโก้โคลงศีรษะไปมา “ว่างๆ แวะมาที่ออฟฟิศหน่อยซิ มีงานอยากให้คนมีฝีมืออย่างนายทำ”

“ฝีมือผมไม่เท่าไหร่หรอกครับ” ลอยพูดอย่างถ่อมตัว “ผมก็มัวแต่ทำโน้นทำนี่จนเรียนตามรุ่นน้องไม่ทันแล้ว”

“อ้าวเหรอ นึกจบแล้วนะเนี้ย”

“รุ่นน้องจะเรียกผมปู่รหัสอยู่แล้ว”

“เฮ้ย อย่ายืนคุยเฉยๆ แบบนี้เลย มาช่วยเลือกรถให้ฉันสักคันดีกว่า” ฟรานเชสโก้พยักหน้าเป็นเชิงเรียกลอยให้เดินตาม “ฉันต้องอยู่เมืองไทยนานเลยคิดจะหารถไว้ใช้สักคัน”

ลอยทำหน้าเหลอหลา เออหนอ คนรวยนี่คิดจะซื้ออะไรก็ซื้อ แม้แต่ซื้อรถคันหลายล้านแต่ก็ทำเหมือนซื้อเสื้อตลาดนัด แต่ คนอย่างฟรานเชสโก้ ซิวีลิอาโน่จะเคยเดินตลาดนัดด้วยเหรอ ลอยเดินตามร่างสูงใหญที่สวมชุดสูทสีเข้มสีหลักที่เขาใส่ประจำ คงไม่มีใครเชื่อว่าเขารู้จักผู้ชายคนนั้นแน่ๆ แต่ที่เขารู้จักถึงขั้นค่อนข้างสนิทสนมก็เพราะเมื่อสามปีก่อนฟรานเชสโก้บังเอิญซื้อรูปวาดของเขาที่แกลอรี่ของรุ่นพี่คนหนึ่งแล้วชอบใจงานสไตล์ของเขา และนั้นเป็นเหตุให้เขาและฟรานเชสโก้ได้พบกัน ทีแรกเขาคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนหยิ่งทระนงแต่ในความจริงเขามีความอ่อนไหวและอ่อนโยนโดยดูได้จากงานศิลปะที่เขาเสพ ต่อมาฟรานเชสโก้สนับสนุนทั้งด้านการงานและการเงินจนทำให้ใช้ชีวิตในฐานะศิลปินไม่ลำบากนัก

สีสันของงานมอเตอร์โชว์ที่สำคัญคือบรรดาเหล่าพริตตี้หน้าตาดีทั้งหลาย เจ้าของค่ายรถแต่ละยี่ห้อต่างคัดสรรพริตตี้ดีๆ ที่เป็นตัวแทนรถแต่ละรุ่น ไม่ใช่แค่ความสวยเท่านั้นยังสามารถอธิบายคุณสมบัติของรถแต่ละรุ่นให้ลูกค้าใจมั่นใจที่จะควักเงินซื้อรถอีกด้วย นอกจากรถยนต์และมอเตอร์ไซค์แล้วยังรวมถึงอุปกรณ์ตบแต่งรถทุกชนิด ทั้งยางรถยนต์และเครื่องเสียง

นริศรู้สึกเข่าอ่อนแทบหมดแรงยืนเวลาที่เดินผ่านบูธมอ-เตอร์ไซค์ ค่ายรถต่างๆ ช่างคัดเลือกพริตตี้สวยสุดเซ็กซี่เร้าอารมณ์ชะมัด เสื้อผ้าก็น้อยชิ้นจนแทบอยากจะยื่นมือไปช่วยปิด เขานึกเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปมาด้วยเห็นแต่คนอื่นถ่ายรูปพริตตี้เสียจนงงว่ามาดูรถหรือดูสาวๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป