บทที่ 2 คล้ายจะมีใคร่
ภาพในจินตนาการของเขาไม่ใช่ภาพการใช้ปืนฉีดน้ำเชื้อเข้าไปในตัวแม่วัว แต่มันคือภาพฝ่ามือหยาบกร้านของตัวเองกำลังกระชากเสื้อกล้ามสีขาวตัวบางนั้นขาดวิ่นติดมือ ยัดเยียดความดิบเถื่อนของชายฉกรรจ์เข้าหาความสดใหม่เย้ายวนใจตรงหน้า เขาอยากจะบดจูบลงบนกลีบปากที่เจื้อยแจ้วนั่นให้เงียบเสียงลง เปลี่ยนเสียงบรรยายทฤษฎีสัตวบาลให้กลายเป็นเสียงครางแหบพร่าใต้ร่างแข็งแกร่งที่กำลังเหยียดขยายอย่างดุดัน ฟังเสียงสะอื้นแหบหวานท่ามกลางความอบอ้าวและไอแดด อยากจะตรึงร่างแน่งน้อยเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดทางเพศอย่างเป็นธรรมชาติของเธอไว้ใต้ร่างเขา
เวฬาของเขาช่างงดงามแสนอันตราย เขาอยากกักขังเธอไว้ในอ้อมแขน อยากบดกระแทกความปรารถนาแสนอึดอัดเข้าใส่หมอผสมพันธุ์วัวแสนซื่อคนนี้ให้สมกับความทรมานที่เขาต้องเผชิญอยู่ทุกค่ำคืน
“พี่พสุ?... ฟังน้องอยู่หรือเปล่าคะ ทำไมเอาแต่ยืนจ้องหน้าน้องหน้าตาขึงขังแบบนั้นล่ะคะ”
ดวงตากลมโตคู่ใสซื่อกะพริบปริบ มองตรงมาด้วยความสงสัย เธอเอียงคอเล็กน้อยมองท่าทางเขาอย่างไม่เข้าใจ และเพราะไม่เคยคิดและไม่เคยสนใจอย่างอื่นนอกจากเรื่องเรียนทำให้เธอไม่ตระหนักถึงรังสีความร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากตัวพี่เขย ต่างจากพสุที่ต้องรีบสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกเสื้อเชิ้ตตึงแน่น แล้วแสร้งกลบเกลื่อนอารมณ์ด้วยการขยับปีกหมวกหนังลงต่ำซ่อนสายตาหิวโหยของเสือร้ายที่อยากกระโจนเข้าขย้ำเหยื่อเต็มที ความปวดร้าวกลางหว่างขาทำให้เขาต้องสะกดกั้นสัญชาตญาณดิบของตนก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่ก้องอยู่ในลำคอ
“อืม พี่กำลังฟังอยู่...คืนนี้ค่อยว่ากัน”
ด้วยความใสซื่อและมองโลกในแง่ดี เวฬาไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่ากระแสความเงียบอย่างอึดอัดของคนเป็นพี่เขนและแววตาคมกริบคู่นั้นสื่อความหมายอะไร เธอเข้าใจไปเพียงอย่างเดียวว่าเสียงแหบต่ำคัดจมูกเมื่อครู่กับอาการสั่นเทาของร่างแกร่งตรงหน้าเป็นอาการของคนเริ่มจะจับไข้
“พี่พสุไม่สบายหรือเปล่าคะ ทำไมเสียงแปลก ๆ”
ดวงตากลมโตฉายแววกังวลขึ้นมาทันที ความเป็นห่วงพี่เขยที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัวทำให้เธอขยับกายเข้าหาโดยสัญชาตญาณ ท่าทางการเดินของเธอยังคงดูห่วงใยและรีบร้อน ทว่าสรีระอ้อนแอ้นในชุดเสื้อกล้ามเปียกชื้นกลับเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลชวนมอง สะโพกกลมกลึงโยกย้ายยามก้าวผ่านกองฟางแห้ง เป็นท่วงท่าที่ทั้งน่ารักและเปี่ยมเสน่ห์ทางเพศอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ
ร่างเล็กเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพสุในระยะประชิดตัว ใกล้จนกลิ่นกายสาวผสมกลิ่นเหงื่อจาง ๆ เคล้ากลิ่นแดดอ่อน ๆ โชยเข้าปะทะจมูกหนุ่มเจ้าของฟาร์มจนสมองของเขาขาวโพลนแต่หัวใจเขาแกว่งไกวไม่ผิดลูกตุ้มนาฬิกาที่ถูกแรงมือคนเหวี่ยง
เวฬาเอียงคอน้อย ๆ มองสีหน้าพี่เขยอย่างพิจารณาก่อนจะยกมือเล็ก ๆ ขึ้นมาถอดถุงมือยางออก แล้ววางฝ่ามือนุ่มนิ่มแตะหน้าผากพี่เขยอย่างถือสนิท นิ้วเรียวสวยสัมผัสโดนไรผมเขา และด้วยความที่เธอตัวเล็กกว่าพสุค่อนข้างมาก เวฬาจึงต้องเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้ทรวงอกอิ่มคัพซีที่ซ่อนแทบไม่มิดอยู่ใต้เสื้อกล้ามสีขาวเบียดเข้ากับแผ่นอกกว้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ชายเสื้อรั้งขึ้นจนผิวหน้าท้องเนียนใสสัมผัสกับหัวเข็มขัดหนังดิบของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
“อุ๊ย ทำไมตัวพี่สั่น ๆ ด้วยอ่ะ อากาศในนี้ก็ร้อนอ้าวจะแย่ ทำไมพี่พสุเหมือนหนาว ไข้ขึ้นหรือเปล่าคะเนี่ย”
เวฬาพึมพำแผ่วเบา ใบหน้าหวานใสเงยขึ้นมองชิดใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอรดรินอยู่แถวปลายคางของพสุ นิ้วมือเล็ก ๆ อีกข้างเอื้อมไปแตะซอกคอแกร่งเพื่อเช็กอุณหภูมิผิวเนื้ออย่างที่เธอชอบทำเวลาประเมินอาการไข้ของสัตว์ในฟาร์ม โดยไม่รู้เลยว่าการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและแสนเชื่องช้านั้น มันคือการทรมานใจชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อย่างแสนสาหัส
ดวงตาใสแจ๋วที่จ้องมองมามีแต่ความบริสุทธิ์ใจและอาทรอย่างแท้จริงแต่กลับยิ่งทำให้ร่างเล็กสัมผัสแนบชิดร่างแกร่ง ไม่ผิดกลับกำลังราดน้ำมันเชื้อเพลิงลงบนกองไฟที่ระอุร้อนอยู่ในใจของพสุ สัมผัสนุ่มนิ่มจากฝ่ามือและกระแสลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ตรงปลายคาง ทำให้อุณหภูมิในกายของพสุพุ่งสูงทะลุขีดจำกัด
เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบด้วยความอัดอั้น ลำคอแกร่งแห้งผากราวมันกำลังแผดเผาจากข้างใน ยิ่งเวฬาขยับปลายนิ้วลากผ่านซอกคอเพื่อตรวจเช็กอาการไข้ด้วยความซื่อ สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวโคบาลหนุ่มก็ยิ่งกรีดร้องจนแทบกักขังไว้ไม่ไหว เหมือนเธอกำลังพยายามจะยั่วเย้าให้เขาตกนรก ทั้งที่แววตาคู่สวยนั้นดุจแก้วใสบริสุทธิ์
“พี่พสุคงทำงานหนักและพักผ่อนน้อยเกินไปแน่ ๆ ดูสิตัวร้อนเชียว สงสัยจะมีไข้” เสียงหวานใสอุทานแผ่วเบาด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนขยับเข้ามาใกล้สบตาเขาตรง ๆ เพื่อคาดคั้นให้คนป่วยยอมรับอาการ
“อื้อ พี่คงจะเป็นใคร่ จริง ๆ นั่นแหละ”
“อย่างนั้นเดี๋ยวน้องไปหายามาให้นะคะ”
เวฬาตั้งท่าจะละมือออกจากหน้าผากพี่เขยเพื่อไปหายาแก้ไข้โดยไม่รู้ว่าคนที่เธอคิดว่าป่วยอยากได้ตัวเธอแทนยาแก้อาการใคร่ของเขาซะมากกว่า จังหวะที่ปลายเท้าคู่เล็กที่เขย่งอยู่หยัดลงบนพื้นโรงเรือนเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็กน้อยทำให้เธอลื่นไถลเพราะพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้นจากคราบน้ำนมดิบ เป็นเหตุให้เจ้านกน้อยตัวบางเสียหลักวูบจนหน้าคะมำเข้าหาแผงอกแกร่งอย่างรวดเร็ว
