บทที่ 3 มีใครอีกคนลับหลังกัน
เมื่อเสียงประตูห้องนอนปิดลง รวิตาจึงปล่อยน้ำตาให้ไหลพรากลงอาบแก้ม เธอนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางห้องที่แสนกว้างใหญ่ มองภาพถ่ายของเธอและเขาที่ตั้งอยู่บนชั้นวาง รูปวันรับปริญญา รูปวันที่ไปเที่ยวทะเลด้วยกันครั้งแรก
ทุกภาพเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันช่างแตกต่างกับเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาเหลือเกิน จนเธอเองก็เริ่มสงสัยว่าคนที่มีความสุขจริง ๆ มีเพียงเธอคนเดียวหรือเปล่า ฝ่ามือเรียวเริ่มสั่นเทาขึ้น พยายามหยิบที่ตรวจครรภ์ในกระเป๋าสะพายออกมา เธอก้มมองสิ่งของในมือนั้นอีกครั้ง
“แม่ควรทำยังไงต่อไปดีนะ” น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นในความเงียบ ดวงตาแดงก่ำมองไปยังประตูห้องนอนที่ปิดสนิท คนที่อยู่ข้างในคือพ่อของเด็กคนนี้ แต่กลับเป็นคนเดียวกันกับที่ไม่เคยให้คำตอบเรื่องอนาคตกับเธอเลย
รวิตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกลั้นสะอื้นไม่ให้ร้องไห้เสียงดังให้เขาได้ยิน เธออยากบอกเขาเหลือเกิน อยากเห็นรอยยิ้มของเขา อยากให้เขาดีใจ อยากให้เขาโอบกอดเธอแล้วบอกว่า เราจะแต่งงานกันนะ
แต่หลังจากบทสนทนาเมื่อครู่ เธอไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าพอที่จะเอาชีวิตเล็ก ๆ อีกชีวิตไปเดิมพันกับความหวังที่ไม่เคยได้รับการยืนยันแบบนั้น เธอยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าเขาจะยินดี หรือเขาจะบอกว่าให้ไปจัดการตัวเองซะ เพราะถ้าเป็นอย่างหลังเธอก็ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี ฝ่ามือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องที่แบนราบของตัวเองนั้นอีกครั้ง ครุ่นคิดถึงอนาคต ครุ่นคิดถึงวันพรุ่งนี้ ว่าชีวิตหลังจากนี้มันจะไปต่อกันได้ยังไง
ภายในห้องนอน พร้อมภพยืนอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ของห้อง สายตาเหม่อมองแสงไฟของเมืองหลวงยามค่ำคืน นึกถึงคำพูดที่ตัวเองได้พูดออกไปเมื่อก่อนหน้านี้ รู้สึกหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน เขาไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้กับเธอเลย แต่เพราะคำถามที่มันซ้ำซากและคำตอบเขามันก็เหมือนเดิม เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันน่ารำคาญเสียเหลือเกินที่จะพูดกันต่อ
ครืด ครืด ครืด
โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นภายในกระเป๋ากางเกง ก่อนที่เขาจะหยิบออกมาจ้องมองดูหน้าจอที่ปรากฏขึ้น ‘ลลิน’ เขารีบกดรับสายนั้นทันที
เช้าวันต่อมา
ด้านล่างของตึกสูง เช้าวันนี้เมืองกรุงเทพฯ ยังคงวุ่นวายเหมือนทุกวัน รถยนต์นับพันคันเคลื่อนตัวไปตามถนนสายหลัก ผู้คนก็เร่งรีบแข่งขันกับเวลา ชีวิตคนกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่น่าเบื่ออย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
รวิตาตื่นตั้งแต่ตีห้า ทั้งที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนหลับเลยสักนิด ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ แต่เธอก็ยังอุตส่าห์ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าตามปกติเหมือนทุกวัน เหมือนผู้หญิงคนเดิมที่ทำหน้าที่ของตัวเองมาตลอดหกปี เมนูเช้านี้มีไข่ดาวสองฟองกับกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลหนึ่งแก้วใหญ่ พร้อมด้วยแซนด์วิชทูน่า เมนูเดิมที่พร้อมภพชอบทานในตอนเช้า
เมื่อคืนเธอและเขาแยกห้องกันนอน มันเป็นครั้งแรกที่เธอตัดสินใจทำแบบนี้ และเขาเองก็ไม่ออกมาตามให้เธอต้องไปนอนในห้องใหญ่ด้วยกัน เธอเพียงอยากอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ บ้าง อยากคิด อยากไตร่ตรองอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน
ฝ่ามือเรียวเล็กแตะที่หน้าท้องตัวเองเล็กน้อย ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ลูกในท้องยังเล็กมาก เล็กจนไม่มีใครมองเห็นว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ เธอยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะต้องทำยังไงกับเรื่องนี้ จะบอกกับเขาออกไปตามตรง หรือจะยังคงเก็บเป็นความลับแบบนี้ต่อไปกันแน่
ฮึก ฮึก! อาการคลื่นไส้แล่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน รวิตารีบวิ่งเข้าห้องน้ำในทันที เสียงอาเจียนโอ้กอ้ากดังขึ้นนานนับนาที เธอมองตัวเองในกระจก ใบหน้าในเวลานี้ดูซีดเซียวมาก ดวงตาแดงช้ำ ไม่เหลือเค้าของผู้หญิงที่เคยมีความสุขมากมาก่อนเลย
“แพ้ท้องแบบนี้บ่อย ๆ พี่พร้อมจะต้องถามในสักวันแน่ ๆ จะปิดไปได้อีกนานแค่ไหนนะ หรือเราต้องบอกตรง ๆ วันนี้เลย” เธอถามตัวเองในกระจก สีหน้ายังคงรู้สึกกังวลแบบเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบล้างหน้าล้างตา แล้วเดินออกจากห้องน้ำไป
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เสียงประตูห้องนอนอีกฝั่งถูกเปิดออกพอดี พร้อมภพเดินออกมาในชุดสูทพร้อมออกไปทำงาน เขาดูหล่อ ดูภูมิฐาน และดูสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งเธอก็ต้องหันกลับมามองตัวเอง เพราะเธอไม่มีอะไรที่ดีพร้อมสำหรับเขาเลยสักอย่าง
พร้อมภพมองดูอาหารเช้าบนโต๊ะ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมเหมือนกับทุกวันที่เคยผ่านมา แม้ว่าเมื่อคืนนี้จะทะเลาะกันจนไม่อยากมองหน้ากันก็เถอะ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่ารวิตาไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ของตัวเองเลย
“ขอบใจนะที่ยังอุตส่าห์เตรียมอาหารเช้าไว้ให้ ฉันนึกว่าเธอโกรธ จนไม่อยากมองหน้ากันแล้วด้วยซ้ำ”
รวิตาไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่มันน้อยใจเขามากอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยสักครั้ง บางทีก็รู้ว่าตัวเองอาจงี่เง่า และเขาก็อาจจะเหนื่อยกับงานเกินไป แต่เช้านี้เธอไม่ได้ส่งยิ้มทักทายเขาเหมือนอย่างเคย รวิตาตัดสินใจพูดถามเขาออกไปก่อนอีกครั้ง
“วันนี้กลับดึกไหมคะ?”
“ถามทำไมเหรอ?” เขาเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วก็นั่งลงประจำที่ของตัวเอง ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะนั้นอีกครั้ง
“รวีจะได้ทำอาหารไว้รอ อยากนั่งฉลองอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยกันบ้าง”
“ไม่ได้มีวันสำคัญอะไรนี่ ทำไมต้องฉลอง ฉันไม่ได้มีเวลาว่างจะมานั่งทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอกนะ พักนี้งานฉันเยอะ”
เรื่องไร้สาระอีกแล้วเหรอ ทำไมเขาทำเหมือนเบื่อเธอทุกอย่าง เหมือนไม่อยากให้เธอต้องอยู่ร่วมห้องมากแบบนี้ พักนี้ชอบทำตัวห่างเหิน ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่เห็นจะเคยเป็นแบบนี้เลย
