บทที่ 9 ต้องยอมรับให้ได้
พร้อมภพมองจ้องหน้ารวิตานิ่ง ๆ แววตาที่ดูเจ็บปวดมองจ้องหน้าเขาตาไม่กะพริบ ยิ่งทำให้เขาไม่กล้าพูดอะไรต่อ ยิ่งเห็นดวงตาที่แดงก่ำกำลังเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำใส เขายิ่งไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตั้งใจว่าจะพูดกับเธอตรง ๆ ตอนนี้เลย
สุดท้ายพร้อมภพก็เดินหนีหายเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง ตัดจบทุกบทสนทนา ไม่มีคำตอบที่เธออยากจะได้ยิน เสียงประตูห้องปิดลงดังลั่น รวิตายืนสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้น เธอเองก็ไม่ได้อยากอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้เลย ทำไมเขาไม่เอ่ยปากไล่ แล้วเธอจะรีบเก็บกระเป๋าเดินออกไป และจะไม่กลับมารบกวนเขาอีกเลย แต่ถึงกระนั้น...อีกใจหนึ่งเธอก็ยังคิดว่าเขายังรักเธออยู่นิด ๆ เขาเองก็คงไม่อยากเสียเธอไป เขาถึงไม่กล้าบอกเลิก หรือไม่กล้าไล่เธอไปให้พ้นหน้าสักที
ภายในห้องน้ำ
สายน้ำจากชาวเวอร์เรนตกกระทบร่างหนาที่เปลือยเปล่า แต่กลับไม่สามารถทำให้ความอึดอัดภายในใจที่มีเบาบางลงได้เลยในตอนนี้ ภาพของรวิตาที่กำลังยืนร้องไห้อยู่เมื่อครู่ ยังติดอยู่ในหัวของเขาไม่จางหาย
ตุ้บ!
กำปั้นหนากระแทกเข้ากับผนังกระเบื้องอย่างแรงหนึ่งครั้งจนรู้สึกเจ็บ ขบกรามกัดฟันแน่น เขาหลับตาลงช้า ๆ คนที่เขาโมโหมากที่สุดในตอนนี้คือตัวเขาเอง แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันแน่
วันนี้ลลินเพิ่งถามเขาอีกครั้ง “พี่พร้อมคุยกับผู้หญิงคนนั้นหรือยัง?” เขานิ่งเงียบไม่ตอบ เพราะเขายังไม่มีเวลาคุย และไม่กล้าที่จะพูดกับรวิตาตรง ๆ เลย
“ลินให้เวลาอีกแค่อาทิตย์เดียวนะ ถ้าไม่พูด ลินจะเป็นคนพูดเอง” เขาจำได้ว่าตัวเองไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเลย เพราะความจริงแล้วเขายังไม่พร้อม หรือบางทีเขาอาจจะไม่อยากจบความสัมพันธ์กับรวิตาจริง ๆ
พร้อมภพยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกน้ำไปด้านหลัง ก่อนเงยหน้าขึ้นและปล่อยให้น้ำไหลผ่านใบหน้าหล่อ หกปีมันไม่ใช่เวลาสั้น ๆ หกปีที่ตื่นขึ้นมาเจอหน้ากันทุกเช้า หกปีที่กลับบ้านแล้วมีใครอีกคนรออยู่ ต่อให้ช่วงหลังพวกเขาจะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน ต่อให้ความสัมพันธ์จะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความกดดัน แต่เขาก็ไม่เคยโกหกตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลย เขายังรู้สึก ยังผูกพัน ยังห่วง และนั่นแหละคือปัญหา
พร้อมภพหัวเราะหึหึออกมาเบา ๆ อย่างสมเพชตัวเอง สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นเพียงผู้ชายเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง คนที่ไม่กล้ารั้งเธอเอาไว้ และก็ไม่กล้าปล่อยเธอจากไป ดวงตาคมหลับลงอีกครั้ง ภาพรวิตาที่ส่งยิ้มให้เขาในทุกเช้า ภาพเธอนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร ภาพผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่คอยดูแลเขามาตลอดหกปี ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในความคิด จนหัวใจที่พยายามทำให้แข็งกระด้างมาตลอดหลายวันเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเขาปล่อยเธอไปจริง ๆ วันหนึ่งข้างหน้าเขาจะเสียใจหรือเปล่านะ คำถามนั้นทำให้พร้อมภพยืนนิ่ง และครุ่นคิดอยู่ภายใต้สายน้ำเป็นเวลานานหลายนาทีเลย
รวิตาเดินเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ เธอไม่ได้อยากเข้ามานอนในห้องนี้ เพราะหลายวันที่ผ่านมาก็แยกห้องกันนอนจนแทบจะชินไปแล้ว เธอเพียงแค่กำลังจะเดินเข้ามาเอาเสื้อผ้า และชุดนอนตัวใหม่ที่ต้องใส่ในค่ำคืนนี้ เสียงโทรศัพท์ของพร้อมภพกลับดังขึ้น ตอนแรกเธอว่าจะไม่รับสาย แต่พอเดินเข้าไปใกล้ ชื่อของผู้หญิงคนนั้นก็ปรากฏให้ได้เห็นอีกครั้ง จนสุดท้ายก็ต้องเสียมารยาทและกดรับสายโทรศัพท์ของเขาทันที
“พี่พร้อมบอกเลิกผู้หญิงคนนั้นหรือยังคะ คุณพ่อคุณแม่ของลิน ท่านถามเรื่องแต่งงานของเราอีกแล้วนะ”
ฝ่ามือของรวิตาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่อยู่ แต่งงานอย่างนั้นเหรอ จนต้องรีบตัดสายโทรศัพท์ไปทันที เพียงแค่คำพูดน้อยนิด เธอก็แทบจะได้รับคำตอบทุกอย่างที่อยากจะรู้แล้ว น้ำตาที่มันพึ่งแห้งเหือดกลับร่วงหล่นลงอาบแก้มอีกครั้ง นี่คงเป็นเหตุผลที่เขาบอกปัดเรื่องแต่งงานของเธอมาตลอดเลยใช่ไหม เพราะเขารอผู้หญิงคนนั้น เพราะเขารอคนที่เขารักจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่เธอที่เป็นคนนั้นในชีวิตที่เขาอยากจะมี รวิตารีบเดินไปหยิบเอาชุดนอนออกจากตู้เสื้อผ้า ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องนั้นไปอย่างรวดเร็ว
ประตูห้องนอนเล็กปิดลงเบา ๆ ทันทีที่อยู่เพียงลำพัง รวิตาทรุดนั่งลงบนปลายเตียง ขาแทบไร้เรี่ยวแรง ฝ่ามือยังกำชุดนอนเอาไว้แน่น น้ำตาไหลพรากออกมาเหมือนเขื่อนแตก เธอไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่แบบนั้นนานแค่ไหน รู้เพียงว่าคำพูดจากปลายสายยังดังสะท้อนก้องอยู่ในหัว ซึ่งทำให้เจ็บจนจุกและพูดอะไรไม่ออกเลย
งานแต่งของเรา ซึ่งไม่ใช่ของเขากับเธอ แต่เป็นของเขากับผู้หญิงอีกคน ซึ่งเธอไม่รู้ว่ามีอยู่มานานแค่ไหนแล้ว ไม่รู้ว่าเขาและเธอคนนั้นคบกันแบบไหน คุยกันแบบไหน ตกลงกันแบบไหน รวิตาหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา สุดท้ายแล้วคนโง่ก็คือเธอจริง ๆ โง่ที่ยังหลงเชื่อว่าหกปีที่ผ่านมาจะมีความหมายกับเขามากพอ โง่ที่ยังนั่งรอคำตอบจากเขา โง่ที่ยังคิดว่าลึก ๆ แล้วเขาอาจจะยังรักเธออยู่บ้าง ทั้งที่ความจริงมันชัดเจนมาตั้งนานมากแล้ว เขาไม่ได้ลังเลเรื่องแต่งงาน เขาแค่ไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอเลย ความคิดนั้นทำให้หัวใจเหมือนถูกบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก
