บทที่ 10 จำยอมแต่งงาน
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์หรูแล่นเข้ามาในลานกรวดเปียก เสียงบดหินดังแผ่ว ๆ จนกระทั่งรถจอดสนิท
ทนายอิทธิในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวลงจากรถ เขากวาดตามองรอบบริเวณอย่างไม่แน่ใจ ก่อนหันไปถามคนขับเสียงเบา
“แน่ใจนะว่านี่คือบ้านที่คุณพิณพักอยู่?”
คนขับพยักหน้าทันที
“ครับ พี่มาลีเป็นคนบอกเองว่าให้จอดตรงนี้”
อิทธิเลิกคิ้วเล็กน้อย สูดลมหายใจแล้วก้าวขึ้นบันไดไม้ที่เปื่อยจนลั่นเอี๊ยดเสียงแผ่ว แววตาเขาเริ่มจริงจังขึ้น
“นี่มัน...บ้านคนงานที่เคยปล่อยทิ้งไว้นี่นา...”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในจังหวะเดียวกันนั้น ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ พิณชนิตาในเสื้อเชิ้ตเรียบ ๆ และผ้ากางเกงผ้าลายจาง ยืนอยู่ตรงหน้าประตูพอดี แววตาสงบแต่มั่นคง
“คุณอิทธิ สวัสดีค่ะ”
เธอก้มศีรษะนิดหนึ่งอย่างสุภาพ
ชายหนุ่มยืนอึ้งชั่วขณะ ก่อนเอ่ยอย่างไม่ปิดความงุนงง
“ขอโทษนะครับ...แต่ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?”
“คุณหมายถึงบ้านหลังนี้หรือคะ?” พิณย้อนถามเรียบ ๆ
“ครับ..ผมให้คุณมาลีจัดห้องรับรองในคฤหาสน์ไม่ใช่ในบ้านคนงานหลังนี้”
พิณพยักหน้าอย่างนิ่ง
“คุณมาลีพาดิฉันมาให้พักอยู่ที่นี่ค่ะ”
อิทธิขมวดคิ้วทันที เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วเสียงรองเท้าหนังดังขึ้นจากทางเดินกรวด
“ผมสั่งมาลีเอง”
น้ำเสียงทุ้มเย็นดังก้องขึ้นจากด้านหลัง
ธัชธร ชยานนท์ เดินออกมาจากมุมพุ่มไม้ ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาเย็นชา และมือที่ล้วงกระเป๋ากางเกงแสดงถึงความไม่ไยดี
“ผมไม่เห็นว่าจำเป็นต้องให้เธอเข้าไปอยู่ในบ้านของพ่อผม ในเมื่อเธอยังไม่ได้เป็นภรรยาผมตามกฎหมาย และผม...ไม่อนุญาตให้ใครเหยียบเข้าไปในนั้นง่าย ๆ เพียงเพราะลายเซ็นในเอกสาร”
อิทธิยืนนิ่ง คำพูดในปากหายไปกับแรงกดดันของเจ้าของบริษัทตรงหน้า พิณหันไปมองเขา ช้า ๆเธอวางสมุดจดลงข้างฝา ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
“ดิฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อต่อรองค่ะ คุณธัช”
“แค่จะบอกว่า คนที่จะเสียประโยชน์ต่างๆ น่าจะเป็นคุณมากกว่าฉัน”
ธัชนิ่งไปเพียงครู่ แววตาเขาขุ่นจัดขึ้นวูบหนึ่ง
ก่อนเขาจะเบือนหน้า หันหลังเดินกลับไปโดยไม่ปริปาก
ทนายอิทธิเหลือบตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างครุ่นคิด สายตาของเขาไม่ได้มีเพียงความสับสนอีกต่อไป...แต่มีบางอย่างที่เรียกว่า ความเคารพ
เสียงฝีเท้าของธัชห่างออกไปทุกที ทิ้งความเงียบตึงเครียดไว้กลางลานกรวด
ทนายอิทธิยืนนิ่งในเงาไม้ พลางมองเธออย่างใช้ความคิด มือข้างหนึ่งยังถือแฟ้มเอกสารพินัยกรรมที่เขาเพิ่งเอามาทบทวนกับเธอโดยตรง ตามคำสั่งของอดีตเจ้านายผู้ล่วงลับ เขาเปิดแฟ้มพลิกดูบางหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ“…คุณพิณครับ ผมขอถามตรง ๆ”
หญิงสาวหันกลับมาช้า ๆ แววตาสงบนิ่ง
“ในเมื่อคุณรู้ว่าบ้านหลังนี้เป็นแค่บ้านคนงานคุณก็ยังเลือกที่จะอยู่ที่นี่?”
“ค่ะ”
คำตอบสั้นแต่ชัดเจน
“เพราะดิฉันเองก็ไม่ได้อยากย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ดิฉันแค่อยากรู้ว่า ทำไมพ่อของดิฉันถึงต้องเป็นคนเดียวที่จ่ายทุกอย่าง”
คำว่า พ่อของดิฉัน ทำให้อิทธิชะงักวูบ เขายังจำได้ถึงการสนทนาเงียบ ๆ กับวายุในวันสุดท้ายก่อนเจ้าตัวล้มป่วย
“ถ้าฉันไม่อยู่...อยากให้ช่วยดูแลเด็กคนนี้ เธอไม่ใช่เด็กที่ควรถูกลืม” น้ำเสียงของวายุในตอนนั้นยังดังก้องในใจเขา
ทนายสูงวัยหลุบตาลงเล็กน้อย แล้วพูดเบา ๆ
“…ในฐานะทนาย ผมไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเอกสารในพินัยกรรม”
เขาปิดแฟ้มลงเบา ๆ หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาเธออ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที... ก่อนกลับไปเป็นแววแน่นิ่งดังเดิม
อิทธิพยักหน้าเบา ๆ
“ถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มเติม ติดต่อผมได้ทุกเมื่อครับ คุณพิณ”
เขาหันหลังกลับช้า ๆ ก้าวลงบันไดไม้ที่ยังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเดิมแต่คราวนี้...เขาก้าวอย่างระวังยิ่งกว่าเดิม เหมือนรู้แล้วว่า ผู้หญิงที่ถูกกักให้อยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ใช่ ผู้หญิง แบบที่ ธัชธร ต้องการหรือ อยากให้เป็น เธอไม่ได้จัดการได้ง่าย ๆ แบบ ที่ธัชชร คาดหวัง
หลังจากหันหลังให้ทั้งพิณและทนายอิทธิ
ธัชธรเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์ ร่างสูงหยุดลงตรงริมหน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน มองออกไปยังสวนเปียกฝนที่ทอดยาวไปถึงแนวต้นโมกท้ายเรือน
ในมือของเขาคือเอกสารจากฝ่ายกฎหมาย
รายงานที่เขาอ่านซ้ำมาหลายสิบรอบ จนแม้แต่รอยไฮไลต์ยังเริ่มจาง
“หากคุณธัชธร และคุณพิณชนิตา สมรสโดยชอบภายใน 30 วัน คุณธัชธรจะได้รับสิทธิ์ในหุ้น 35% พร้อมตำแหน่ง CEO และอำนาจบริหารโดยสมบูรณ์”
นั่นคือเงื่อนไข...และเขาเป็นฝ่ายได้ทุกอย่าง หากเธอยอมแต่งงาน
แต่หากเธอ ไม่ยอมหุ้น 50% ทั้งหมดจะถูกโอนเข้ามูลนิธิเยียวยา และเขา...จะไม่มีวันได้แตะอำนาจที่เขาเฝ้ารอมาทั้งชีวิต
เขาจำเป็นต้องแต่งงานกับเธอ และเขาต้องทำให้เธอ ยอม โดยไม่มีช่องให้เธอเป็นฝ่ายได้เปรียบ
นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ให้เธอเข้าอยู่ในบ้านไม้ริมคลองที่พ่อเตรียมไว้
