บทที่ 1 ปฐมบท

“ฮือออ อย่า อย่าเอาไป นี่ผัวกู” เสียงร้องร่ำไห้อย่างเวทนาของคนบ้าไร้สติ พร่ำเพ้อกลัวว่าจะมีใครมาแย่งคนที่มันรักไป คนบ้าไม่เป็นชายไม่เป็นหญิง โอบกอดโครงกระดูกร่างไร้วิญญาณ นั่งอยู่กลางลานหมู่บ้าน มันรักและห่วงแหนกระดูกร่างนี้มาก มากจนไม่มีใครทำอะไรมันได้

“อย่านะ อย่ามาใกล้ผัวกู!” 'ผีบ้าอีเอื้อง' มันถือมีดจ้องจะทำร้ายผู้คน ใครที่ผ่านไปเฉียดใกล้มันหรือโครงกระดูกร่างนั้น มันก็พร้อมจะหยิบมีดแทงใส่เสมอ ความบ้าของอีเอื้อง เป็นที่โจษจันไปทั่วทั้งตำบล ทั้งความบ้า ความเฮี้อนของผีที่มันเลี้ยงไว้ ทั้งหมอผีทั้งพระมากฝีมือ ต่างไม่มีใครเอามันลงได้

“ไป! ไปให้พ้น!” มันหยิบก้อนหินที่อยู่บริเวณนั้นปาใส่คนที่เดินผ่านไปมา ราวกับว่ากลัวใครมาแย่งคนรักของมันไป

"พี่ภพจ๋า อยู่กับเมียที่นี่นะจ๊ะ" มือสากดำสกปรกลูบไล้หัวกะโหลกของคนที่มันเรียกว่า พี่ภพ ด้วยความถนุถนอม ใบหน้าที่เคยสวยในเวลานี้ต่างเลอะเทอะไปด้วยคราบดำสกปรก ผิวพรรณที่เคยขาวกระจ่างใส กลับมีแผลพุพอง มันไม่เคยอาบน้ำเลย นับตั้งแต่วันที่ผัวมันตาย ไม่แปลกที่ผิวหนังของมันจะเน่าจนใครๆ ที่ผ่านมาเห็นนึกรังเกียจ

“ฮืออออ พี่ภพอย่าทิ้งฉันไป” มันร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจ เหตุเพราะผัวที่มันรักไม่พูดกับมัน

ซ่าาาาาาา!

“อีเอื้อง อีผีบ้า ไอ้ภพมันตายไปแล้ว มึงเลิกหอบกระดูกมันไปไหนต่อไหนได้แล้ว คนเขากลัวกันหมด!” ถังน้ำสกปรกใบใหญ่สาดน้ำเปื้อนเลือดประจำเดือน เทท่วมหัวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผีบ้า พร้อมกับคำด่าทอที่มาจากผู้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านแท้ๆ แต่กลับรังแกคนที่ไม่มีทางสู้

ชายวัยชราถือไม้ตะพดมองดูอยู่นิ่งๆ เขาเคยใช้ไม้อ่อนกับอีเอื้องมาแล้วหลายครั้ง เคยไล่ให้มันไปดีดี แต่มันกลับไม่ฟังเอาแต่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

“เห้ย พวกมึงจัดการ” ผู้ใหญ่บ้านสั่งลูกน้อง กลุ่มชายฉกรรจ์นับ ๑๐ คน แยกตัวอีเอื้องออกจากโครงกระดูกผัวของมัน แม้พวกมันจะไม่รู้ว่าคนที่พวกมันกำลังกระทืบอยู่นั้นเป็นใคร แต่พวกมันหาได้กล้าหือกับพ่อผู้ใหญ่ไม่ ถึงจะสงสารอีผีบ้าที่ไม่เป็นหญิงเป็นชาย แต่ก็ขัดคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ หากพวกมันขัดขืนแล้วเลือกจะปกป้องอีผีบ้า พวกมันนั่นแหละที่จะตาย

“ฮึก อย่านะ! อย่าเอาพี่ภพไปจากกู ฮืออออ” แม้ได้ชื่อว่าเป็นคนบ้าไร้สติ แต่กลับรักคนอื่นมากกว่าตัวเอง ผ้าถุงผืนเก่าถูกนำมาคลุมหัวของอีเอื้อง แม้ในเวลานี้มันจะเจ็บปวด แต่ด้วยความรักมันยังคงหอบเอาโครงกระดูกของชายที่มันรักขึ้นไว้แนบอก แม้ในเวลานี้มันจะถูกรุมกระทืบอยู่ใต้ตีนชายฉกรรจ์นับสิบก็ตาม

“ฮึก ฮือออออ ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน ฉันก็จะขอรักพี่ภพตลอดไป อึก โอ้ย!” ...อนิจจา ชีวิตคนเรามันช่างสั้นและน่าเวทนานัก...

⁠❀❀❀❀❀

ปัจจุบัน พุทธศักราช ๒๕๒๑

ในยุคที่เศรษฐกิจบ้านเมืองเริ่มฟื้นตัว ความบันเทิงของละครวิทยุ ละครโทรทัศน์เริ่มเข้าถึงผู้คนมากยิ่งขึ้น บ้านเมืองเริ่มพัฒนาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติและสิ่งลี้ลับต่างถูกนำมาสร้างเป็นละคร

‘ปุณ พศิกา’ ดารานักแสดงหนุ่มที่กำลังมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ด้วยบทบาทต่างๆ ที่ปุณได้รับ เขาแสดงบทบาทนั้นออกมาได้เป็นอย่างดี ทำให้ปุณได้รับคัดเลือกให้เล่นละครสยองขวัญเรื่องใหม่ ‘เสน่ห์สยอง’ ละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ทำของใส่คนที่ตนรัก คราแรกที่ได้อ่านบทก็รู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมาก ปุณรับเล่นละครเรื่องนี้เพราะความชื่นชอบและหลงใหลในเนื้อเรื่อง

ทว่าตั้งแต่วันแรกที่เปิดกล้องเริ่มถ่ายทำ ปุณ ก็พบเจอแต่เรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย

แม้กระทั่งคืนนี้…

แฮ่กๆ

“ใครก็ได้ ช่วยด้วย ฮึก” ‘ปุณ’ นอนพลิกกายไปมาด้วยความรู้สึกแน่นหน้าอก รู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก ใครก็ได้ ช่วยเขาด้วย ฮึก ไม่เอาแล้ว เขาไม่อยากฝันแบบนี้อีกแล้ว

แหมะ!สัมผัสเปียกชื้น หยาดเลือดสีดำเหม็นเน่าตกลงบนหน้าผากมน วิญญาณสัมภเวสีตัวผอมกะหร่อง เนื้อตัวดำเมี่ยม ผมยาวสยายปิดหน้าปิดตา ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง สัมภเวสีตัวนั้นมันนั่งทับอยู่บนตัวของปุณ ริมฝีปากยิ้มกว้างจนชิดหู ลิ้นยาวเลียไปตามกรอบหน้าของคนที่นอนอยู่อย่างหิวกระหาย

“อึก ออกไป หายใจไม่ออก!” แน่นหน้าอกราวกับมีอะไรมาทับอยู่ มันอึดอัดจนหายใจไม่ออก พยายามลืมตาตื่นก็ยังทำไม่ได้

“เอาไปสิ เอาไป! ของๆ มึง” เสียงแหบพร่าดังขึ้นอยู่ข้างหู มือหยาบเหี่ยวย่นลูบไล้ไปทั่วแขนเรียวของคนที่นอนกระสับส่าย เล็บเรียวยาวสีดำเปื้อนโคลนจิกและกรีดไปตามเรียวแขนขาวจนเลือดซิบ

‘เจ็บ เจ็บเหลือเกิน ไม่เอาแล้ว’

“เจ็บสิดี นี่ยังเจ็บน้อยกว่าที่มึงเคยทำ!” น้ำเสียงแหบพร่าดังตวาดใส่ผีร้ายตัวนั้น มันร้ายถึงขั้นที่ว่า รู้ถึงความคิดของปุณ

ปุณอยากจะตื่นขึ้นจากฝันร้าย แต่อาการหนักอึ้งที่เปลือกตากลับทำให้ไม่สามารถลืมตาได้มือหยาบเหี่ยวย่นยื่นหม้อดินเผาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ยัดใส่ฝ่ามือเรียวสวย ปุณไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่สามารถกระดิกได้ ปุณไม่อยากรับมัน ปุณกลัว!

“รับไป ของๆ มึง!”

“ไม่!” ปุณเถียงอยู่ในใจ ไม่อาจรับมันได้ รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม กายบางสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เสียงเดินเหยียบย้ำดังไปทั่วห้อง ไหนจะเสียงของคนแก่ที่กระซิบอยู่ข้างหู ปุณทั้งอึดอัดทั้งหวาดกลัว แม้จะสวดมนต์ก็ยังทำไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวในเวลานี้มันมืดมิดไปหมด

“รับกูไปเลี้ยง แล้วกูจะให้ในสิ่งที่มึงต้องการ” อีกครั้งที่เสียงแหบยังคงกระซิบ บอกให้ปุณรับเลี้ยงมันเอาไว้

“ไม่! ฮึก แม่จ๋า ยายจ๋า ช่วยปุณด้วย” ใครมันจะอยากรับผีไปเลี้ยงกัน ไม่มีวัน ปุณได้แต่คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่ คิดถึงยาย หวังให้พวกท่านช่วย

“ไม่ต้องร้องให้พวกมันช่วย! พวกมันช่วยมึงไม่ได้หรอก แม้แต่โคตรเง้าของมึงก็ยังเคยเลี้ยงกูมาก่อน!” ผีร้ายตัวนั้นตวาดลั่น มันรู้ทุกความคิดของปุณ ด้วยจิตบางอย่างที่เคยเชื่อมกัน ในเวลานี้มีแต่ร่างของปุณเท่านั้น ที่ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องเอามาให้ได้

“ไม่! ไม่เอา” ความตื่นตระหนกและอาการหวาดกลัวพาลทำให้ปุณในเวลานี้อยากจะกรีดร้องออกมา กลัวจนจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว แม้ปุณจะตอบสนองกับผีร้ายตัวนี้ได้ แต่เขากลับมองไม่เห็นมัน ทุกอย่างที่ปุณมองเห็น ณ ตอนนี้ มันกลับมืดเสียสนิท มืดเหมือนใครกำลังปิดตาเขาอยู่

“รับไปสิ แล้วกูจะให้มึงทุกอย่าง”

“ไม่!”

“มึงอยากได้อะไร แก้วแหวน เงินทอง หรือว่าชื่อเสียง มึงอยากได้อะไร กูก็จะให้ ต่อให้มีผีร้ายตนใดมารังแกมึง กูก็จะจัดการให้ ขอแค่มึงรับกูไปเลี้ยง!” มันไม่ใช่แค่รับไปเลี้ยง หากวันหนึ่งปุณเลี้ยงมันไม่ดีหรือทำให้มันไม่พอใจ มันก็จะกัดกินเจ้าของร่างนั้น เพราะถือว่าได้ทำข้อตกลงร่วมกับมันแล้ว! ผีตัวนั้นมันยื่นขอเสนอสุดพิเศษให้ มนุษย์ทุกคนล้วนมีแต่ความโลภ อยากได้อยากมี ปุณเองก็เช่นเดียวกัน หากแต่ในเวลานี้ เขาไม่อยากได้มันอีกแล้ว

“ฮึก ฮืออออ ไม่เอาแล้ว ไม่เอา”

“ถ้าไม่รับ กูจะกินมึงให้ตาย!” คำขู่สุดท้ายเหมือนฟางเส้นบางๆ ได้ขาดลง ในเมื่อปุณไม่ได้ตกลงรับเลี้ยงมัน มันก็จะจองเวรและจะกินปุณเสีย ปุณเชื่อว่ามันไม่ใช่คำขู่ และมันจะกินปุณจริงๆ

“หึ ในเมื่อมึงไม่เลี้ยงกูไว้ กูก็จะกินมึง ทั้งไส้ทั้งพุง ทั้งเลือดมึง กูจะกินให้หมดเลย! แม้แต่เลือดกูก็จะไม่เหลือไว้สักหยด”

บทถัดไป