บทที่ 3 ภาคปฐมบท บทที่ ๒

....ผ่านมา ๓ อาทิตย์....

“น้องปุณนั่งพักสแตนด์บายตรงนี้ก่อนนะคะ เดียวทางทีมงานเซตฉากเสร็จพี่จะมาเรียกนะคะ”

“ได้ครับ” หลังจากถ่ายทำฉากครั้งก่อนเสร็จทางทีมงานก็พาปุณ มานั่งพักสแตนด์บายรอตรงใต้ต้นไม้ใหญ่

ห้องพักนักแสดงส่วนตัวเกิดไฟฟ้าลัดวงจรทำให้ไฟไหม้ห้องทั้งหมด โชคดีที่วันนั้นปุณกลับมาก่อน ไม่อย่างนั้นปุณก็คงกลายเป็นเถ้ากระดูกกองอยู่ในห้องนั้น

ข่าวไฟไหม้ห้องพักส่วนตัวนักแสดงกลายเป็นข่าวดังกระฉ่อนไปทั่วหนังสือพิมพ์และวิทยุ โชคดีที่ไม่มีดารานักแสดงหรือทีมงานคนไหนได้รับบาดเจ็บ มีแต่เพียงแมวจรจัดที่แอบเข้ามาตอนไหนไม่รู้ถูกไฟครอกจนตาย ทิ้งไว้แต่ร่างแห้งๆ ดำๆ ถึงแม้มันอาจไม่ได้โดนไฟไหม้แรงจนกลายเป็นเถ้ากระดูก แต่ก็น่ากลัวไม่ใช่น้อย

ข่าวยังคงฉาว บ้างก็ว่ากองถ่ายนี้เริ่มถ่ายทำแบบไม่มีการบวงสรวง บ้างก็ว่าเจ้าที่ดุ แต่ที่แย่หน่อยคือปุณยังถ่ายทำละครเรื่องนี้ไม่เสร็จ เลยจะต้องกลับมาถ่ายที่นี่อีกครั้ง และเป็นโชคร้ายที่ทางทีมงานหาห้องพักนักแสดงให้ปุณไม่ทัน ทำให้ต้องมานั่งทนแดดทนร้อนที่ใต้ต้นจามจุรี

ปุณที่ไม่ใช่คนเรื่องมากอะไร ไม่ติดใจเหมือนดาราท่านอื่นที่อยู่ไม่ได้หากไม่มีห้องพักส่วนตัว

วันนี้ปุณมาถ่ายงานเพียงลำพังเพราะมถุรีเจ้าหล่อนติดธุระจำเป็นจะต้องพาเด็กใหม่ในสังกัดอีกคนไปฝากฝังกับผู้ใหญ่ ปุณเลยจำใจต้องมาทำงานลำพัง โชคดีที่กองถ่ายอยู่ไม่ไกลจากห้องพักของปุณ จึงถือโอกาสเดินมาทำงาน

แสงแดดช่วงสายเริ่มอบอ้าว ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างต้นจามจุรี วันนี้ปุณต้องถ่ายฉากนอกสถานที่ แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าวมากแค่ไหน แต่เป็นนักแสดง ไม่ว่าร้อนแค่ไหนก็ต้องอดทนให้ได้

“น้ำครับน้องปุณ” เสียงจากผู้มาใหม่ ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น

คนโปรด รุ่นพี่คนสนิทเพียงคนเดียวในวงการ วันนี้คนโปรดมีถ่ายทำฉากเดียวกับปุณ ปุณเล่นเป็นตัวเอก ส่วนคนโปรดเล่นเป็นตัวรอง

“ขอบคุณนะครับพี่โปรด”

“ยินดีครับ” รอยยิ้มสวยส่งไปให้หนุ่มรุ่นพี่ ทั่วทั้งวงการคงจะมีคนโปรดเพียงคนเดียวที่เป็นมิตรกับปุณ

คนตัวสูง รูปร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อสไตล์หนุ่มตี๋ นั่งลงเก้าอี้สนามข้างคนตัวเล็ก

คนโปรดรู้จักกับปุณตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ามาในวงการแรกๆ ปุณเป็นเด็กน่ารัก ผู้ใหญ่หลายคนเอ็นดูและสนับสนุน เขาเองก็เช่นเดียวกัน แต่จะสนับสนุนแบบไหนกันละ ?

“พี่ลีไปไหนหรอครับ วันนี้พี่ไม่เห็นเลย”

“พี่ลีมีธุระนะครับ”

“งั้นหรอ”

“ครับ”

ปุณยกน้ำที่อีกฝ่ายมอบให้ขึ้นมาดื่มด้วย ท่าทีกังวลใจ ปุณมีเรื่องที่จะพูดกับคนโปรดมากมายแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน

‘จะเล่าดีไหมนะ’

“คือพี่โปรดครับ”

“หื้ม ว่าไงครับ” ปุณเริ่มมีท่าทีอึกอัก ไม่รู้ว่าควรจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวเองได้พบเจอให้คนโปรดฟังดีไหม

ปุณเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้กับตัวเอง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวว่าคนอื่น จะหาว่าตัวเองเป็นบ้า ปุณค่อนข้างสนิทสนมกับคนโปรดเป็นพิเศษเพราะทั้งคู่อายุก็ไล่ๆ กัน คนโปรดที่เห็นท่าทีคนน้องแปลกไปเหมือนมีเรื่องจะพูดก็ไม่พูดก็เริ่มมองด้วยความสงสัย

“ปุณเป็นอะไรรึเปล่า?”

“เอ่อ ปุณ..”

“ปุณมีอะไรเล่าให้พี่ฟังได้นะ”

“พี่โปรด!”

“คือปุณ..”

“พี่โปรดคะ ทีมงานเรียกแล้วค่ะ” ปุณยืนมองพร้อมกับอ้าปากค้าง กำลังจะเล่าเรื่องที่ทำให้ตนไม่สบายใจมาหลายวันให้คนโปรดฟัง แต่ไม่ทันไร สโรชาก็มาเรียกคนโปรดไปเสียก่อน แววตาเจ้าหล่อนมองมายังปุณด้วยสายตาไม่พอใจ ปุณเองก็ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงเป็นแบบนี้ คนโปรดถูกสโรชาลากตัวไป ทิ้งให้ปุณยืนเวิ้งว้างอยู่เพียงลำพังด้วยความสับสน

ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลยนะ....ทำไมสโรชาถึงได้ทำเหมือนไม่ชอบกัน

ปุณนั่งนิ่งอยู่สักพัก ไม่นานท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดครึ้ม ทั่วทั้งอาณาบริเวณนั้นจากที่เคยได้ยินเสียงทีมงานพูดคุยกัน กลับเงียบสงบ มีเพียงแต่เสียงของสายลมที่พัดผ่าน ปุณเริ่มรู้สึกหน้ามืดหูอื้อตาลาย ความรู้สึกขนลุกซู่เริ่มก่อตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบกายมันแปลกไปเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิต เหมือนที่มันเคยเป็น

พวกทีมงานหายไปไหนกันหมด ? ปุณสงสัย อาการตาลายพร่ามัวทำให้มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบๆ

ตึก ตึก ตึก

ปุณนั่งนิ่งไม่กล้าขยับตัว สองขาเรียวยาวเริ่มสั่นไหวด้วยความกลัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเริ่มเงียบสงบลง ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตึก ตึก ตึก

“มาลา มานี่สิมาลา” แว่วเสียงเรียกดังขึ้นมาพร้อมกับสายลม สายลมพัดโชยกระหน่ำราวกับพายุเข้า ปุณ นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ปุณได้ยินเสียงเรียกนั่นอีกแล้ว มันกำลังเรียกเขา เสียงที่มักจะได้ยินทุกคืนก่อนนอน มันเอ่ยเรียกร้องเรียกเขาว่ามาลา

แต่ปุณไม่ใช่มาลา

“มานี่สิมาลา”

“มานี่” อีกครั้งที่เสียงปริศนายังคงตามหลอกหลอน เอ่ยเรียกปุณให้ไปหามัน สายลมพัดแรงขึ้น พัดกระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ต้นไม้ใหญ่เริ่มเอนเอียง รู้สึกกลัวเหลือเกิน กลัวต้นไม้มันจะโค่นใส่

ปุณนั่งนิ่งขยับตัวไม่ได้ เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังกดทับเขาอยู่ มันย้อนแย้งกับเสียงเรียกนั่น เสียงที่เรียกร้องให้ปุณไปหามัน เสียงเรียกนั่นมันมาจากบึงหนองน้ำที่อยู่ด้านหลังของต้นจามจุรีที่ปุณกำลังนั่งพักอยู่ แต่แรงที่กดทับปุณไว้ มันกดทับแน่นจนขยับตัวไม่ได้ราวกับว่ากำลังมีหลายสิ่งที่กำลังยื้อแย่งเขาอยู่อยู่

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น ใครก็ได้ ช่วยเขาด้วย’

วี๊ดดดดดดดดดดดดดด

เสียงลมพัดผ่านจนแสบแก้วหู สติที่มีเริ่มเลือนลาง คลายกับว่าพระพายได้พัดเอาสติสัมปชัญญะของปุณไป ปุณพยายามยืนขึ้นเพื่อพาตัวเองเดินออกไป แต่ก็ต้องทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอีกครั้ง สองขาแทบจะไม่มีแรง ยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเอง ดวงตาขาวโพลนเริ่มพร่าเลือนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว ริมฝีปากอ้าค้างพูดไม่ออก จุกไปทั่วลำคอ

วี๊ดดดดดดดดดดดดดด

‘อึก หายใจไม่ออก ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยเขาด้วย’

มือเรียวจิกลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดเพื่อเรียกสติตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่าปุณกำลังทำร้ายร่างกายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม

ใบหน้าสวยแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า ดวงตากลายเป็นสีขาวโพลนสลับกับดวงตาสีดำล้วนเดียวขาวเดียวดำสลับกันไปมา ริมฝีปากอ้าค้าง ปุณเกร็งไปทั้งตัว คล้ายกับว่า คนกำลังชัก

‘อ่อก ฮึก ใครก็ได้ ช่วยด้วย’

ปุณไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เป็นแบบนี้ได้ยังไงไม่รู้ ไม่รู้ว่าตัวเองไปทำผิดอะไรมา รู้เพียงแต่ว่า ตอนนี้ตัวเองเริ่มหายใจไม่ออก รู้สึกเกร็งไปทั่วทั้งตัวราวกับว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างยึดติดอยู่

สิ่งแปลกๆ ที่เกิดกับปุณในครั้งนี้ มันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สาม นับตั้งแต่ปุณเริ่มถ่ายทำละครเรื่องนี้ ปุณจะไม่โทษว่ามันเป็นเพราะละครที่เขาเล่น เพราะทุกครั้งที่ถ่ายละครหรือภาพยนตร์เรื่องไหนก็มักมีการบวงสรวงอยู่เสมอ ไม่แน่ก็อาจจะเกิดขึ้นกับอาถรรพ์เบญจเพสที่แม่อุ๊ยคำเคยเตือน

‘อึก หายใจไม่ออก ช่วยด้วย’

“ปุณเป็นอะไร ปุณ!”

“ปุณ!”

“เฮือก!”

ได้ยินเสียงเรียกจากรุ่นพี่คนสนิท อย่างคนโปรด ช่วยดึงสติของปุณให้กลับมาอีกครั้ง คนโปรดเขย่าร่างกายปุณอย่างแรง ทำให้ปุณได้สติ ดวงตาสีขาวโพลนค่อยๆ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ริมฝีปากที่เคยอ้าค้างจนปวดกรามเริ่มหุบสนิท

‘หลุดแล้ว เขาหลุดแล้ว’

“ฮึก พี่โปรด ปุณกลัว” โผเข้ากอดรุ่นพี่คนสนิทตรงหน้าเข้าอย่างจัง ปุณรอดแล้ว รอดเพราะคนโปรดมาช่วยไว้ กลัวเหลือเกินกลัวว่าตัวเองจะตายเสียตรงนั้น ถ้าไม่มีคนโปรดมาช่วยไว้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับไปหรือเปล่า

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่หลายรอบตัวมันกลับนิ่งเงียบสงบราวกับว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครช่วยปุณได้ อีกอย่างดวงตาที่เคยมองเห็นภาพทุกอย่างปุณกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ยิ่งทำให้ปุณกลัวมากขึ้นกว่าเดิม มันมืดสนิทราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างปิดตาปุณไว้

“ไม่เป็นไร เด็กดี ไม่เป็นไรแล้วนะ”

“ฮึก ฮือออออออ”

“ไม่เป็นไรๆ ไม่เป็นไร” ปุณนึกว่าตัวเองจะไม่รอดเสียแล้ว ร้องไห้ด้วยความเสียอกเสียใจซบหน้าลงบนอกแกร่งของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

“พี่โปรดอย่าทิ้งปุณไปนะ ปุณกลัว”

“หึ”

“พี่โปรดหัวเราะปุณหรอ”

“หึ ฮ่าๆ พี่ไม่ทิ้งปุณหรอก” ปุณสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงของคนโปรดเปลี่ยนไป มันแข็งกระด้าง ไม่มีความอบอุ่นเหมือนเช่นเคย พี่โปรดไม่เคยหัวเราะเขาแบบนี้มาก่อน สัมผัสอุ่นที่ลูบหลังปลอบประโลมค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นสัมผัสเปียกชื้นเย็นยะเยือกเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นลูบหลัง

กลิ่นน้ำหอมที่เคยหอมเปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นสาบคล้ายกับกลิ่นสัตว์เน่าตาย ปุณที่โอบกอดคนโปรดเอาไว้แน่นรู้สึกเหมือนกอดอะไรเย็นๆ เปียกๆ ไอเย็นเริ่มปะทะจนขนลุกซู่

ทำไมพี่โปรดถึงเปลี่ยนไป

เกิดอะไรขึ้น ?

ปุณรีบผละตัวออกจากคนโปรดทันที สิ่งที่เขาเคยกอดมันเย็นยะเยือกราวกับว่าไม่ใช่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต มันทั้งเย็น ทั้งเหม็น ราวกับว่าไม่ใช่คนโปรด

“หึหึ รู้ตัวแล้วหรอ” เสียงทุ้มตรงหน้าเอ่ยถามพร้อมกับหัวเราะเยาะ ปุณก้มหน้าหลบตามันด้วยความกลัว ค่อยๆ ขยับถอยหลังหนี แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับปุณ มันค่อยๆ คลานเข่ามาหา มันมีร่างกายเหมือนคนโปรดแทบจะทุกอย่าง แต่ทว่ามันกลับเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นเน่า

“ออกไปเดียวนี้นะ ออกไป!”

“กูไปแน่ แต่มึงไปกับกู ไป!”

“ปล่อยนะ! ฮือออ ปล่อย” ปุณร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว มือเย็นยะเยือกตรงหน้าจับเข้าที่ข้อเท้าเรียวลากปุณไปตามพื้นหญ้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน มันทั้งดึงทั้งลากอย่างสุดแรง

ปุณฝืนจิกเล็บตัวเองไว้กับพื้น จะไม่ยอมให้มันลากไปไหนเด็ดขาด ในเวลานี้ทั้งกลัว ทั้งจิตตก แต่ก็ต้องฝืนให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อ หากมันลากเขาไปได้ เขาต้องตายแน่นอน

“ไปกับกู!”

“ไม่ไป กูไม่ไปไหนทั้งนั้น! ยายจ๋าช่วยด้วย!”

ปุณตะโกนร้องอย่างสุดเสียง เวลานี้สิ่งที่ทำร้ายเขาอยู่ มันไม่ใช่คนแน่นอน ปุณคิดถึงหน้ายายอันเป็นที่รัก ทั้งกลัวทั้งเสียใจ กลัวเหลือเกินกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้กลับไปเห็นหน้ายาย

“เรียกไปมันก็ช่วยมึงไม่ได้!”

สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันกำลังสวดอะไรบางอย่าง บทสวดที่ปุณไม่เคยได้ยินมาก่อน ปุณไม่สามารถยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเองได้ ยิ่งฟังเสียงสวดนั่นเท่าไหร่ก็ยิ่งปวดหัว

พยายามคว้าต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้มันลากตัวเขาไป ยิ่งปุณฝืนมันเท่าไหร่ สิ่งที่กำลังทำร้ายปุณอยู่ก็ยิ่งสวดคาถาที่ปุณไม่อาจรู้จักต่อไป

‘กลัวแล้ว กลัวแล้ว ฮือออ’ ริมฝีปากสวยขบเข้าหากันไว้แน่น พยายามดึงสติตัวเองให้ไหว แต่ทว่าบทสวดยิ่งรุนแรงขึ้นจนสติที่มีเริ่มเลือนลาง

“ชะ ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”

ย้อนไป ๒ เดือนก่อนหน้า

“พี่โปรดรอนานไหมครับ” ปุณถามกับคนโปรดรุ่นพี่คนสนิท

“ไม่นานเลยครับ” โปรดยิ้มให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างเบาะคนขับ วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ทั้งคู่มีคิวว่างพร้อมกัน เมื่อคืนคนโปรดได้รับเพจเจอร์จากปุณ หลักจากนั้นปุณก็โทรมาเล่าเรื่องราวที่ตัวปุณเองได้พบเจอให้ฟัง

“ครับ แล้ววันนี้เราจะไปที่ไหนกันหรอครับ”

“ไปตำหนักอาจารย์ที่พี่นับถือนะ”

“อ่อครับ” ก่อนหน้านี้ปุณรู้สึกว่าตัวเองดวงตก ทำอะไรก็ไม่ขึ้น แม้ว่าปุณจะมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงอยู่บ้าง มีคนชื่นชอบ มีแฟนคลับมากมาย แต่ปุณกลับไม่มีงานละครหรืองานภาพยนต์เลยสักเรื่อง แม้แต่งานถ่ายภาพขึ้นปกนิตยสารก็ไม่มี

มถุลีเลยแนะนำให้ปุณติดต่อคนโปรด เพราะคนโปรดได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อเรื่องสายมูอยู่แล้ว อาจช่วยปุณได้ เพราะตัวของมถุลีเองก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เธอลองหางานให้ปุณแคสอยู่หลายเรื่อง แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่สนใจปุณ สุดท้ายมถุลีเลยบอกให้ปุณลองไปมูดู เผื่อว่ามันจะดีขึ้น

คราแรกมถุลีเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้ แต่เจ้าหล่อนลองเกริ่นถามกับคนโปรดดู เห็นคนโปรดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เลยให้ปุณลองดู

อย่างน้อยมันอาจช่วยได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดี

มถุลีเธอไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว เพราะตัวเธอเองก็เคยปั้นเด็กหลายคนให้ดัง ตอนนี้เธอมีเงินมากพอที่หากว่าเธอไม่ทำงานก็ไม่ได้เดือดร้อน มีกินมีใช้ ยกเว้นเสียแต่ปุณ เด็กหนุ่มที่เธออยากปั้นให้ดัง ก็ไม่ดังสักที หากปุณไม่มีงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจแย่ได้

คนโปรดที่ได้รับรู้เรื่องจากคนน้อง ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วย คนน้องจะอายุเข้าเบญจเพส ไม่แน่ว่าการที่ปุณไม่มีงาน อาจเกี่ยวข้องกันก็ได้

“เราจะแวะวัดก่อนไหมครับ” ปุณถาม

“ไม่แวะครับ เราจะไปหาอาจารย์พี่เลย”

“เอ่อ...”

“ปุณอยากแวะหรอครับ”

“ครับ แต่ถ้าพี่โปรดไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะครับ”

“สำหรับปุณ พี่สะดวกเสมอครับ”

“ขอบคุณนะครับ” ไม่นานรถคันหรูก็ขับเข้ามาจอดภายในวัดแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตำหนักร่างทรงที่คนโปรดนับถือ ปุณไม่ได้เตรียมข้าวของสำหรับมาทำบุญเพราะตั้งใจจะมาเช่าบูชาที่วัด แต่พอมาถึงวัดเอาเข้าจริงๆ ดันไม่มีอะไรเลย

วัดที่คนโปรดพาเข้ามานั้นเป็นวัดที่อยู่บริเวณนอกเมือง ให้ความรู้สึกเหมือนวัดตามต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

เดินดูรอบๆ ก็ไม่ต่างจากวัดร้างแห่งหนึ่ง เพราะบริเวณนั้นแม้แต่เด็กวัดก็ไม่มีเลยสักคน รอบๆ โบสถ์วิหารมีต้นไม้ใหญ่หลากหลายต้น ต่างทิ้งใบไม้กระจัดกระจายเต็มพื้น ไม่มีการเก็บกวาดแต่อย่างใด

ประตูโบสถ์วิหารถูกเปิดทิ้งไว้ ในใจของปุณเริ่มหวาดกลัว มันเหมือนวัดร้างที่อยู่ในละครสยองขวัญที่เคยเห็นมา ทั้งปุณทั้งคนโปรดต่างมีท่าทีอึดอัดอยู่หน้าวิหาร ทั้งคู่ไม่กล้าที่จะเดินขึ้นไปในโบสถ์เพราะดูๆ แล้วไม่ต่างจากในหนังผี ทั้งคู่มองหน้ากัน ทำหน้าพะอืดพะอม ต่างพยักหน้าให้กันราวกับว่าตกลงกันที่จะไม่ขึ้นไป คนพี่ก็กลัว คนน้องก็กลัว

“หากมาแล้วก็ขึ้นมาเถอะโยม”

เสียงแหบพร่าจากเจ้าอาวาสดังขึ้นภายในวิหาร ทำให้ทั้งสองคนต่างเลิ่กลั่ก ท่านรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาจะมา ปุณหายใจเข้าอย่างลึกๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คนโปรด

‘เอาก็เอา คงไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก’ ปุณคิดอย่างนั้น

“ครับ”

ทั้งปุณทั้งคนโปรดต่างพากันขึ้นไปในโบสถ์วิหาร สายตาสวยเหลือบมองภายในของวิหารขนาดใหญ่ ถูกตกแต่งด้วยลวดลายจิตรกรรมวิจิตรศิลป์อย่างสวยงาม ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ บนฝาผนัง

เบื้องหน้าใต้แท่นวางพระประธานขนาดใหญ่มีท่านเจ้าอาวาสวัยชรารูปนึง กำลังแย้มยิ้มแล้วมองมาที่พวกเขาอยู่ หลวงตากำลังนั่งรออยู่ ราวกับว่า รู้ว่าพวกเขาจะมา

“นมัสการครับหลวงตา”

“อืมๆ มาจนได้นะโยม อาตมารอตั้งนาน” ทั้งคู่ต่างพากันกราบไหว้พระประธานและนมัสการหลวงตาแต่ทว่าหลวงตากับแย้มยิ้มให้ปุณ โดยที่ไม่ได้สนใจคนโปรดเลยแม้แต่น้อย

“รอผมหรอครับ” ปุณถาม

“ใช่แล้ว”

“หลวงตารู้จักผมด้วยหรอครับ”

“รู้จักดีเลยละ”

หลวงตาสรวนยิ้ม ปุณเองได้แต่อ้ำอึ้งเขามั่นใจว่าเขาไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าคร่าตาหลวงตามาก่อน จึงรู้สึกแปลกใจและสงสัยในตัวหลวงตา ว่าท่านรู้ได้ยังไง

“เอ่อ หลวงตา..”

“อืม อาตมามีเรื่องจะบอกโยม”

“บอกอะไรหรอครับ” ไม่ทันให้ปุณได้เอ่ยถามไปมากกว่านี้ หลวงตากลับพูดขึ้นมาเสียก่อน อย่างกับรู้ว่าปุณจะพูดอะไร

“เขาหามึงเจอแล้ว เจ้ากรรมนายเวรของมึง เขาเจอมึงแล้วพศิกา เขาเจอมึงแล้ว!” หลวงตาจากที่เคยยิ้มแย้มสดใส จากที่ท่านเคยพูดจาสุภาพน่าฟังจู่ๆ ท่านก็ตาแข็งกร้าว คำพูดคำจาดูแปลกไปดูแข็งกระด้างพิกล

“หลวงตาว่าอะไรนะครับ” เป็นฝ่ายคนโปรดเสียเองที่เป็นฝ่ายถามกลับ เขาเห็นท่าทีของหลวงตาแปลกไป จู่ๆ ก็มีดวงตาที่แข็งกร้าวราวกับเป็นคนละคนก่อนหน้า

คำพูดคำจาที่หลวงตาทายทักขึ้นทำให้คนฟังสงสัย เว้นเสียแต่ตัวเจ้าของเองที่โดนทักกลับมีสีหน้าไม่สู้ดี ปุณเองก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากไม่ได้ตกใจที่หลวงตาทักขึ้นว่าเจ้ากรรมนายเวรหาตัวเขาเจอแล้ว

แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ หลวงตารู้จักชื่อเขาได้ยังไง

“เจ้ากรรมนายเวรเขาเจอโยมแล้ว” ประโยคเรียบง่ายที่หลวงตาบอก กลับทำให้คนฟังใจเต้นสั่นระรั่ว เจ้ากรรมนายเวรหาเขาเจอแล้ว หมายความว่ายังไงกัน? หรือที่ปุณพบเจอมาตลอดช่วงนี้ ทั้งความฝันและเรื่องจริงที่เผชิญ มันคือเจ้ากรรมนายเวรอย่างนั้นหรอ

แล้วมันจะทำอะไร มันจะเอาเขาไปอยู่ด้วยงั้นหรอ

“หลังจากที่เดินทางออกวัดไปแล้วขอให้โยมเดินทางกลับถึงบ้านทันที อย่าแวะที่ไหนเด็ดขาด หากโยมแวะที่นั่นแล้ว เจ้ากรรมนายเวรเขาเจอโยม เขาจะไม่ปล่อยโยมไปแน่นอน จำคำอาตมาไว้”

เฮือก!

“ปุณ!”

“ปุณ รู้สึกตัวแล้ว เรียกพยาบาลเร็ว!” เสียงที่ได้ยินอย่างคุ้นหูดังขึ้นอยู่ข้างกาย เปลือกตาสวยค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ปุณจำเสียงที่เรียกตัวเองได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ใครเลยแต่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขา ‘มถุลี’

“อื้อ ปวดหัว” ปุณยกมือขึ้นกุมศีรษะของตัวเองด้วยอาการปวดหัว ไม่ถามสักคำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เพราะได้ยินหมดแล้วว่ามถุลีกำลังเรียกพยาบาล เป็นไปได้ว่าปุณคงหมดสติ นอนอยู่ที่โรงพยาบาล

“ปวดหัวหรอปุณ รอสักพักนะ พยาบาลกับคุณหมอกำลังมา”

ฝืนข่มตานอนหลับอีกครั้งด้วยอาการปวดหัวหน่วงๆ ดวงตาที่หลับลงแต่ประสาทสัมผัสของหูยังคงได้ยินชัดอย่างแจ่มแจ้ง ปุณได้ยินเสียงเท้าหลากหลายคู่พากันเดินมาที่เตียงของเขา ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็นหมอหรือไม่ก็พยาบาล

“หมอขอเช็คอาการหน่อยนะครับ” ปุณปล่อยให้หมอและพยาบาลเช็คอาการ ไม่นานคุณหมอก็แจ้งว่าอาการปวดหัวหน่วงๆ เป็นผลข้างเคียงจากการที่เขาสลบมาสองวันเต็มๆ

อาจจะมีผลข้างเคียงทำให้ปวดหัวได้

หลังจากที่คุณหมอตรวจเช็คอาการเสร็จก็ขอตัวออกไปดูคนไข้คนอื่นต่อ ทิ้งไว้ภายในห้องพักมีเพียงปุณและมถุลีเพียงเท่านั้น

“ปุณทำให้พี่เป็นห่วงแทบแย่ ปุณสลบไปตั้งสองวันเต็มๆ เลยนะ”

“ขอโทษนะครับที่ทำให้เป็นห่วง”

“ไม่เป็นไรเลย แต่ปุณเล่าให้พี่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” ปุณพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอะไรที่ทำให้เขาสลบไป แต่ความทรงจำที่เหลืออยู่มันเป็นภาพที่ฉายซ้ำๆ ภาพเหตุการณ์ที่เขาโดนสิ่งที่ไร้ชีวิตกำลังลากขาของเขา ภาพที่มันขู่ ภาพที่มันหลอกหลอนตามเขา ทำให้ปุณเริ่มเหงื่อตก ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นภาพ ยิ่งเห็นภาพ ก็ยิ่งทำให้ปุณกลัว

ปุณไม่รู้ว่าควรจะเล่าดีไหม ถึงเหตุการณ์ที่เขาเห็นและพบเจอทั้งหมดก่อนจะหมดสติไป คือเห็นคนโปรดที่ไม่ใช่คนโปรด แต่อาจเป็นผี หรือไม่ก็วิญญาณ อสูรกายตัวหนึ่ง ที่มันตามเขา

แล้วไหนจะเหตุการณ์ที่ปุณเคยพบเจอหลวงตารูปนั้นมาก่อน มันชัดเจนแจ่มแจ้งไปหมด หรือเรื่องราวร้ายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปุณไปตำหนักแห่งนั้นมา เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่หลวงตาห้ามแต่ปุณกลับไม่ฟัง เกิดขึ้นเพราะปุณโลภมากจนไม่ฟังคำเตือนอะไรเลย ปุณควรจะบอกมถุลีสินะ จะได้หาทางออก

“ปุณโดนผีหลอกครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป