บทที่ 4 ภาคปฐมบท บทที่ ๓

“ปุณโดนผีหลอก ครับ” ปุณตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับมถุลีฟัง แต่เจ้าหล่อนกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย ราวกับว่าเป็นเรื่องของเด็กที่นำมาอำผู้ใหญ่เล่น

ก็แหงสิ มลุลีไม่เคยเชื่อว่าผีนั้นมีอยู่จริง

“เลิกอำพี่ได้แล้ว ปุณก็รู้ว่าผีไม่มีอยู่จริง”

“ปุณไม่ได้อำนะครับพี่ลี ปุณเจอจริงๆ”

“พี่ว่าปุณคงช็อกจนหมดสติ แล้วฝันไป”

“แต่ปุณเจอจริงๆ นะครับ”

“เฮ้อ ปุณคงจะพักผ่อนน้อย ปุณพักต่อเถอะ เดียวพี่ไปซื้อข้าวให้ปุณก่อนนะ พี่บอกให้พยาบาลมาดูปุณแล้ว”

มถุลีไม่ฟังปุณแม้แต่น้อย เธอไม่เชื่อว่าปุณโดนผีหลอก เพราะเธอได้ฟังจากคนโปรดเล่ามาว่าเจอปุณนอนหมดสติอยู่ที่ใต้ต้นจามจุรี มีอาการตัวค้างเกร็ง พอนำส่งโรงพยาบาล คุณหมอท่านก็บอกว่า ปุณหมดสติไปเพราะอากาศที่ร้อน

ไม่เกี่ยวข้องกับผีเลยสักนิด และเป็นความผิดของเธอเองที่ไม่มาดูแลปุณ ทิ้งปุณไว้ตามลำพัง เธอไม่กล้าบอกพ่อแม่ของปุณ กลัวว่าพวกท่านจะเป็นห่วง

มถุลีมัวแต่พะวงจนลืมไปว่าปุณเป็นบุคคลสาธารณะ มีชื่อเสียง ป่านนี้คงเป็นข่าวไปทุกสำนักพิมพ์เสียแล้ว มถุลีทิ้งให้ปุณพักอยู่ในห้องพักโรงพยาบาลเพียงลำพัง ปุณเองลึกๆ ได้แต่น้อยใจ มถุลีไม่ยอมฟังที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย

ปุณนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงคนไข้ด้วยอาการไม่สบายใจ พยายามข่มตานอนหลับ แต่ก็ไม่หลับ สุดท้ายจึงได้แต่เอาผ้าห่มมาคลุมหัวจนมิด

“พยาบาลขอเช็ดตัวคนไข้หน่อยนะคะ”

“ครับ” ปุณได้แต่ตอบรับ ไม่รู้สึกตัวเลยว่าคุณพยาบาลเข้ามาตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีผ้าห่มที่ใช้คลุมตัวไว้ก็ถูกเปิดออกไป ปุณนั้นนอนตะแคงข้างให้พยาบาลได้เช็ดตัวให้ เห็นคุณหมอบอกว่าปุณมีไข้อยู่นิดหน่อย เลยไม่ได้รู้สึกเอะใจที่พยาบาลมาเช็ดตัว

“อ่ะ เจ็บครับ”

“เจ็บหรอคะ” สัมผัสเจ็บแปลบเกิดขึ้นที่สีข้าง รู้สึกเหมือนโดนของมีคมกำลังกรีดลงไป

“ครับ คุณพยาบาลทำอะไรนะครับ”

“...”

โอ้ย!

ปุณพยายามถามกลับพยาบาลแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ อาการเจ็บแสบกลับเจ็บเสียยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่ามีใครเอามีดมากรีดลงไป จนปุณทนไม่ไหว ด้วยความเจ็บ ต้องค่อยๆ หันกลับไปมอง พบเล็บยาวสีดำขลับ กำลังกรีดและจิกลงไปที่เอวของปุณ อาการขนลุกขนพองเกิดขึ้นตามลำดับ ตามหลักอนามัยแล้ว พยาบาลไม่ไว้เล็บยาวแน่ๆ

จากที่ปุณเคยพบเจอเหตุการณ์แปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็มั่นใจได้ว่า นี่มันไม่ใช่คนแล้ว แหงนมองหน้าพยาบาลก็ต้องตกใจ จากใบหน้าของหญิงสาว กลายเป็นใบหน้าเละๆ ที่กำลังฉีกยิ้มให้

“หึหึ กลัวรึเปล่า”

“อย่านะ อย่าทำผมเลย” ปุณยกมือไหว้ท่วมหัว กลัวแล้ว เขากลัวแล้วจริงๆ ปุณอยากจะหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด สิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนเขาจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ไหนผีที่เจอที่ห้อง ผีที่เจอที่กองถ่าย ผีที่โรงพยาบาลอีก เกิดมายี่สิบห้าปี ไม่เคยพบไม่เคยเจอมาก่อน

“มาอยู่ด้วยกันเถอะนะ”

วิญญาณผีสาวตรงหน้าฉีกยิ้มกว้างจนชิดรูหู ดวงตาลึกโบ๋ ชุดพยาบาลสีขาวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด เจ้าหล่อนฉีกยิ้มให้ปุณอย่างช้าๆ พร้อมกับเอ่ยชวน

‘มะ..ไม่ไป ไม่ไปไหนทั้งนั้น’

ปุณพยายามหลับหูหลับตา ทำเหมือนไม่เห็นเจ้าหล่อน จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวหล่อนยังคงกรีดเล็บไปตามร่างกายของปุณ เป่าลมหายใจเย็นๆ รดต้นคอปุณ กลิ่นเหม็นอับของเลือด ของเสีย แม้แต่ยาฆ่าเชื้อ เหม็นคลุ้งไปทั่วห้องพักคนไข้

สายตาสวยเหลือบมองวิญญาณผีสาว ก็พบว่าเจ้าหล่อนก็มองมาที่ปุณเช่นเดียวกัน คอหล่อนจากที่เคยยืดตรง ค่อยๆ หักลงอย่างช้าๆ พร้อมกับเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกจากปากจากคอ

อึก

ปุณที่เห็นแบบนั้นก็รีบผละตัวเองออกทันที สองขาจากที่ไม่ค่อยมีแรง จู่ๆ ก็มีแรงลุกขึ้น ปุณรีบวิ่งออกจากห้องพักทันที

“คะ..ใครก็ได้ช่วยด้วย” ปุณที่วิ่งออกจากห้องพัก ก็รีบวิ่งไปที่จุดบริการที่มีพยาบาลหลายสิบคนนั่งอยู่ ร้องไห้ฟูมฟายมาตลอดทาง จนคนไข้ที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันมองมาที่ปุณเป็นตาเดียว

หากคนที่ไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ได้เห็นเข้า คงคิดว่าปุณหลอนยาเป็นแน่

“ช่วยด้วยครับ ผมโดนผีหลอก ช่วยด้วยครับ” ปุณขอร้องพี่ๆ พยาบาลตรงหน้าด้วยน้ำตา แต่เจ้าหล่อนกลับมองมาที่เขาแล้วหัวเราะ ราวกับว่าเป็นเรื่องตลก เหมือนเห็นปุณเป็นตัวตลกอย่างไรอย่างนั้น

“คนไข้อยู่ห้องไหนคะ เดียวดิฉันไปส่ง”

“ไม่ไปครับ ผมจะกลับบ้าน”

“เดี๋ยวดิฉันไปส่งค่ะ”

“ไม่ครับ ผมจะออกจากโรงพยาบาลเดียวนี้เลย”

“ไม่ได้ค่ะ หากคุณหมอไม่อนุญาต คนไข้ก็ออกจากโรงพยาบาลไม่ได้นะคะ” ไม่เอาแล้ว ไม่เอาอะไรทั้งนั้น เขาจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ฮือออออ ปุณเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ คราบดาราชื่อดังไม่มีแล้ว ภาพที่เคยแสดงออกว่าเป็นคนมั่นใจ ในเวลานี้ไม่มีอีกแล้ว ใบหน้าสวย ดวงตากลมโต ผิวที่ขาวสดใส กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

“เดียวผมกลับห้องเองครับ” สวมบทบาทนักแสดง ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ อ้างว่าจะกลับห้องเอง แต่ความเป็นจริงกลับไม่เลย

ปุณจะหนีออกจากโรงพยาบาล วินาทีนี้ไม่มีใครช่วยเขาได้แล้ว แม้แต่มธุลีเองก็ไม่รับฟัง จะติดต่อให้คนโปรดมารับก็ไม่ได้

เพราะปุณเองก็ไม่มั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากคนโปรดรึเปล่าปุณแสร้งทำเหมือนจะเดินกลับมาห้องพักคนไข้ ที่ไหนได้ เจ้าตัวแอบหนีลงบันไดหนีไฟ หยิบชุดแม่บ้านที่ตากไว้มาสวมใส่ ก่อนจะหนีไปหน้าโรงพยาบาล แอบขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ออกมา โดยที่ไม่มีจดหมายบอกกล่าวมถุลีเลยสักคำ

สิ่งที่ทำ เขารู้ว่ามันผิด แต่ถ้าปุณยังฝืนอยู่ ปุณได้กลายเป็นบ้าก่อนแน่ๆ ปุณไม่ได้หยิบข้าวของของตัวเองที่มถุลีเอามาให้ที่โรงพยาบาลออกมาเลยสักชิ้น แม้แต่กระเป๋าตังก็ไม่มี

ขอไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน

“แม่ ลูกเฮาจะเป็นจะใดพ่อง” หญิงวัยกลางคน หน้าตาสะสวยเกินวัยในเวลานี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียด เธอเดินไปเดินมาอยู่หน้าเตียงตั่งที่มีแม่ของเธอและสามีกำลังนั่งอยู่

จันทิมา หรือ สิริโฉม แม่ของปุณ หลังจากที่ได้รู้ข่าวลูกชายเพียงคนเดียวช็อกหมดสติ นอนอยู่ที่โรงพยาบาลเธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจอยากจะให้ผู้เป็นสามีขับรถเข้ากรุงเทพ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะอีกใจก็ไม่สามารถทิ้งผู้เป็นแม่แท้ๆ อย่างแม่อุ๊ยคำให้อยู่ตามลำพังได้

นี่ก็แม่ นู่นก็ลูก เธอปวดจิตปวดใจไปหมดแล้ว

“บ่เป็นอะหยังหรอก หมอเปิ้นก็บอกแล้วว่าเจ้าปุณมันปลอดภัยดี”

“ฮึก แม่อุ๊ยก็บอกแล้วว่าให้ระวังตัว มันอยู่ในเบญจเพส อะหยังก็เกิดขึ้นได้” แม่อุ๊ยคำบอกทั้งน้ำตา หลานชายเพียงคนเดียวได้เจ็บได้ป่วย ใครบางจะไม่เป็นห่วง จันทิมานั้นก็เดินไปเดินมาด้วยความเป็นห่วง หมอบอกแล้วก็จริงว่าลูกชายเธอปลอดภัยดี ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เธอก็ไม่อาจวางใจได้อยู่ดี

“แม่อุ๊ย!”

“แม่อุ๊ยคำ อยู่ก่อครับ” เสียงตะโกนโวกเวกโวยวายดังอยู่ที่หน้าบ้าน พาลทำให้คนที่ใจคอไม่ดี รู้สึกไม่ดีไปกว่าเดิม

“ใครวะนั่น” เป็นฝ่ายคนเป็นพ่อเสียเองที่ลุกออกไปดู ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้ฝ้ายคำ เด็กวัดคนสนิทของหลวงตา

“มีอะหยังไอ้ฝ้าย” รอบนี้เป็นแม่อุ๊ยคำเสียเองที่เป็นฝ่ายถาม ยามที่ไอ้ฝ้ายคำวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาบนบ้าน เด็กน้อยวัยใสวิ่งหอบแฮ่กๆ อยู่ด้านหน้า ยิ่งทำให้คนแก่ในบ้านยิ่งใจคอไม่ดี

“แฮกๆ หลวงตาเปิ้นบอกว่า”

“บอกว่าหยัง”

“มีอะหยังก็อู้มา คนรอฟังเขาใจ๋บ่ดี”

“อู้แล้วครับ กำลังอู้ครับ”

แม่อุ๊ยคำ รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ พัดในมือหวีขึ้นลงอย่างร้อนอกร้อนใจ หากเป็นเรื่องดี ไอ้ฝ้ายคำ คงไม่วิ่งแจ้นมาบอกแบบนี้แน่

“หลวงตาบอกว่า หื้ออ้ายปุณรีบปิ๊กบ้านด่วนครับ”

“อะไรวะเนี่ย!”

ปุณยืนมองอยู่ด้านหน้าวัดที่เคยมากับคนโปรดเมื่อสองเดือนก่อน สภาพวัดที่เคยเห็นมา มันต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ในเวลานี้มันทั้งพังทั้งเก่า ต้นไม้ใหญ่หลากหลายต้นต่างยืนต้นตายกันหมด ในระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา

ปุณมั่นใจได้เลยว่ามันไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่ามันจะรกร้างมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

“เชี่ย! บ้าไปแล้วแน่ๆ”

ปุณทึ่งหัวตัวเองอยู่อย่างนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ปุณสบถออกมา และเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวเริ่มทำตัวหยาบคาย ปุณกำลังอึ้งว่าวัดทั้งวัด มันหายไปได้ยังไง แต่นั้นกลับทำให้ปุณขนลุกไม่พอ เพราะบริเวณระแวกนี้ มันเคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน! แต่ในเวลานี้บ้านสักหลังก็ยังไม่มี เขามั่นใจว่ามาถูกที่ ไม่ผิดแน่นอน เพราะป้ายหมู่บ้านและป้ายวัดมันยังอยู่ยังไงละ!

ปริ๊น!~

ปริ๊น!~

ปริ๊น!~

เสียงบีบแตรจากรถสามล้อเก็บของเก่า เรียกสติและอาการหัวเสียของปุณให้เบาลง มองไปยังลุงเก็บของเก่าที่มาใหม่ อย่างน้อยก็มีคนผ่านมา จะได้รู้กันสักทีว่าวัดและบ้านคนหายไปไหนกันหมด

“รถเสียหรอไอ้หนุ่ม”

“เปล่าครับลุง”

“งั้นเอ็งหลงทางรึ?”

“เปล่าครับลุง”

“แล้วเอ็งมาจอดรถทำไมตรงนี้ ไม่รู้รึไงว่าที่นี่ผีมันดุ”

“อ้าว...”

ลุงพูดมาแบบนี้ ทำเอาไปไม่ถูก ถ้าที่นี่ผีดุจริง งั้นที่ปุณเจอมามันก็ไม่ใช่คนนะสิ แล้วหลวงตารูปนั้นละ...

“ไม่อ้าว ข้าพูดจริง เอ็งมีอะไรรึ”

“คือผมอยากรู้ว่าวัดมันหายไปไหนอะครับ ทำไมถึงรกร้างแบบนี้”

“โค๊ะ ไอ้หนุ่ม เอ็งไม่รู้รึ วัดนี้มันร้างมาจะสิบกว่าปีแล้ว”

“ไม่จริงอะลุง สองเดือนก่อนผมยังมาที่วัดอยู่เลย”

“มากับผีนะสิเอ็งนะ โดนผีหลอกแล้ว”

“แต่หลวงตาท่านยังอยู่ในโบสถ์นะครับครั้งที่ผมมานะ...”

“โว้ะไอ้นี่ วัดมันร้าง จะมีพระมีเจ้าได้ไง”

“มีจริงๆ นะลุง”

“ข้าบอกว่าไม่มีก็ไม่มีไงวะ คุยกับเอ็งแล้วคุยไม่รู้เรื่อง ข้าไปละ” อ้าปากค้างด้วยความรู้สึกงงงวยพร้อมกับคำถามในหัวมากมายว่า อะไรวะ ลุงเก็บของเก่าขับสามล้อออกไปทันที สงสัยจะรำคาญที่คุยกันไม่รู้เรื่อง

ปุณได้แต่ยืนนิ่ง มองไปรอบๆ ก็มีแต่โพรงหญ้าขึ้นรกทึบ สายลมที่พัดมาเอื่อยๆ ทำให้ขนลุก ปุณเริ่มพะวงด้วยความกลัว แม้จะเจอผีอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่ชินสักที เชื่อเหอะ ไม่มีใครชินได้เลย

หลังจากที่ปุณหนีออกจากโรงพยาบาล เจ้าตัวก็ตัดขาดการติดต่อจากมถุลีและคนโปรดทันที โดยที่ปุณเองก็รีบจัดข้าวของที่จำเป็นใส่รถประจำตัวแล้วขับออกมา ทิ้งไว้เพียงจดหมาย ๒ ฉบับ ที่ฝากไว้ที่นิติ และ ทิ้งไว้ในห้อง หากมถุลีมา จะได้รู้ว่าปุณกลับไปพักที่บ้านต่างจังหวัด

ทางผู้กำกับก็ไม่ติดปัญหาอะไร เพราะยังไงก็ต้องเลื่อนถ่ายทำออกไปก่อน เพราะสถานที่ถ่ายทำตอนนี้ก็ไม่เอื้ออำนวย ปุณขับรถออกจากวัดมุ่งหน้าสู่ถนนสายเหนือทันที

จะต้องกลับไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้ครอบครัวฟัง จะต้องหาทางออกให้เรื่องนี้ให้ได้ เขาไม่อยากเป็นบ้าแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว

ใช้เวลากว่า ๗ ชั่วโมง

กว่าจะมาเดินทางมาถึงจังหวัดที่เป็นบ้านเกิด ในยุคสมัยที่ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรังทำให้การเดินทางกินเวลาไปนานโข ปุณจำเป็นจะต้องขับรถไปอีก ๓๐ กิโล ถึงจะเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน หมู่บ้านของปุณนั้นเรียกว่าหมู่บ้านดงไพร แม้จะขึ้นชื่อว่าอำเภอเมือง แต่กลับอยู่ติดขุนเขา เรียกได้ว่าเป็นชายแดนขนาดย่อมก็ว่าได้

ปุณค่อยๆ ขับรถเข้ามาตามทางถนน จวบจนเวลาล่วงเลยเข้าพลบค่ำปาไปเกือบสามทุ่ม ปุณไม่ใช่คนขับรถเร็ว ค่อยๆ ขับอย่างช้าๆ เพราะถนนเป็นดินแดง เกรงว่าถ้าขับเร็วฝุ่นคงจะตลบ บวกกับว่าปุณขับรถในพื้นที่แบบนี้ไม่คล่อง กลัวจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้

โฮ่งๆ โฮ่งๆ

“เชี่ย! อะไรอีกวะเนี่ย”

โฮ่งๆ โฮ่งๆ บรู๊ววววววววววว

สบถออกมาอย่างหยาบคาย นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ปุณเริ่มพูดคำหยาบ และอารมณ์ความรู้สึกกลับร้อนขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยเป็นคนใจเย็นมาก่อน ปุณที่ขับรถมาดีดี ก็มีฝูงหมาที่ไหนไม่รู้วิ่งมาตัดหน้ารถ มันยืนเห่าเขาอยู่สามถึงสี่ตัว

ท้องฟ้ามืดสนิท คืนนี้เป็นคนเดือนดับ ปราศจากแสงไฟจากดวงดาวและแสงไฟจากไฟริมทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสัก ทว่ายิ่งเงียบ ก็ยิ่งหน้ากลัว วิทยุที่เปิดฟังเพลงมาตลอดทางกลับดับเอาเสียดื้อๆ กลายเป็นว่าเวลานี้เสียงหมาหอนดังเสียยิ่งกว่าเสียงรถเขาอีก หันซ้ายแลหันขวาก็ไม่พบบ้านคน ใจตอนนี้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

‘เอาอีกแล้ว สตอรี่หนังผีอีกแล้ว’

บรู๊ววววววววววว~

ปุณจอดรถเงียบอยู่อย่างนั้นหวังให้พวกหมามันผ่านไป ที่ไหนได้ มันกลับยืนเห่าอยู่ที่เดิม พร้อมกันส่งเสียงโหยหวน แม้ในใจอยากจะบีบแตรไล่ แต่จู่ ๆ ก็คิดคำที่แม่อุ๊ยเคยสอนตอนเด็กๆ ถ้าเจออะไรอย่าทัก

ถ้าบีบแตร จะแปลว่าเขาทักรึเปล่า?

บรู๊ววววววววววววววววว

ก๊อกๆ~

ก๊อกๆ~

ก๊อกๆ~

เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น ปุณรีบจับที่ประตูรถไว้แน่น เวลานี้ไม่ว่าจะโจรผู้ร้ายหรือว่าผีห่าซาตาน มันก็น่ากลัวหมดนั้นแหละ

“ขอไปด้วยซิจ๊ะ~”

“ขอฉันไปด้วย~” น้ำเสียงหยานครางดังมาจากด้านนอกรถ ปุณหลับตาปี๋ด้วยความกลัว หดคอตัวเองยามที่ขนลุก ปุณหลับตา คิดเองเออเองว่าถ้าปุณไม่เห็นมัน มันก็จะไม่เห็นปุณ

ครืด ครืดดดดดด

ปังๆ ปังๆ

รถเอนตัวสั่นไหว ทั้งถูกเขย่า ทั้งถูกทุบจนคนที่นั่งด้านในตามลำพังอย่างปุณรู้สึกกลัว ขนลุกไปทั่วทั้งแขนและขา ยกมือขึ้นปิดหูตัวเอง หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองทาง ไม่มีกระจิตกระใจที่จะขับรถต่อ หมาที่อยู่ด้านนอกยังคงส่งเสียงโหยหวนไม่ได้หายไปไหน ยิ่งทำให้กลัวว่าเดิม

“อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ ผมขอร้อง ฮือออออ”

“อย่าทำผม ผมกลัว ปล่อยผมไปเถอะ” ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว น้ำตาไหลริน ปุณร้องไห้หนักกว่าเดิม ผีเกือบสิบกว่าตัวเกาะอยู่เต็มรอบรถ โชคดีที่ในรถห้อยพระเอาไว้ มันถึงเข้ามาไม่ได้

“ให้กูไปด้วยสิ ฮี่ๆ เชิญกู จงเชิญกู!”

“ให้กู!”

“กูจะไป!”

“กูจะไปกับมัน กูเจอมันก่อน ต้องให้กูไปกับมัน!” ทั้งวิญญาณผีแก่ ผีเด็ก ผีเร่รอน ต่างรุมเกาะอยู่เต็มรถด้านนอก ทั้งมาในสภาพดีและเละเทะ ต่างถกเถียงกัน ว่าใครจะได้ไปกับปุณ ทั้งๆ ที่เจ้าของรถ ไม่ได้โอเคเลยหากจะมีผีร่วมเดินทางด้วย

“ถ้ามึงไม่ให้กูไปด้วย กูจะฆ่ามึงเสียตรงนี้!” สิ้นเสียงประกาศกร้าว ผีร้ายตนใหม่ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันนั่งเกาะกระจกอยู่หน้ารถ ปุณ สบตาเข้ากับมันจัง

ดวงตาสีแดงกล้ำ เนื้อตัวผอมแห้งกระหล่อง ผิวหนังเหี่ยวแห้งดำไหม้เป็นตะโก นั่งหยองๆ เอานิ้วจิ้มกระจกรถจนเกิดเสียงกระแทก เรียวลิ้นยาวตวัดเลียไปตามกระจก ปุณที่เห็นแบบนั้นเป็นอันเกือบหมดสติ พยายามหยิกขาตัวเองไม่ให้สลบ หากสลบไปแล้ว ก็กลัวว่าผีพวกนั้นจะสิงสู่แล้วยึดเอาร่างของเขาไป

“ออกไป!” เสียงตวาดกร้าวดังมาจากข้างหลังรถ เสียงของผู้มาใหม่ ฉับพลันที่เอ่ยปากไล่ ทั่วทั้งท้องฟ้าในยามกลางคืนก็สว่างไสวไปด้วยสายฟ้า ผีร้ายที่เกาะรถตัวนั้นนั่งสั่นด้วยความหวาดกลัว มันค่อยๆ พากันหายไปทีละตนสองตนจนหมด เมื่อผู้เป็นเจ้าถิ่นมาเยือน

ปัง!ๆๆๆ

เสียงเคาะกระจกรถยังดังอย่างต่อเนื่อง ชายผู้มาใหม่ เจ้าของรูปร่างกำยำ เผยเนื้อหนังมังสาและรอยสักยันต์อักขระต่างๆ ที่โผล่ออกมาให้เห็นวับๆ แวมๆ ตามคอเสื้อ ชายหนุ่มสวมใส่ชุดหม้อห้อมสีกรมทั้งตัว ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าขาวม้า

กายหนายืนเคาะกระจกรถด้วยอาการหัวเสีย เขา ที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ กลับต้องมาเสียสมาธิด้วยเสียงเรียกของผีที่เลี้ยงไว้ มันบอกว่ามีคนกำลังโดนผีรุมทำร้าย พอเดินออกจากป่า ก็พบรถเก๋งคันงามคันหนึ่งจอดอยู่ ไฟหน้ารถเปิดสว่างวาบ ฝูงหมายืนเห่าสัมภเวสีเกาะติดเต็มรถ

แค่มองแปปเดียวก็มองออกว่าไอ้คนที่อยู่ในรถเนี่ยมันเป็นตัวเรียกผี!

“ฮืออออ ออกไป”

“เปิด กูบอกให้เปิด!”

“ฮืออออ ไม่เปิด ไปให้พ้นเลยนะ!”

“เปิดประตูรถเดียวนี้ ก่อนที่ผีจะมาหักคอมึง!”

“เป็นผีก็อยู่ส่วนผี มายุ่งกับคนทำไม!”

“กูไม่ใช่ผี!” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยืนยันตัวตนว่าไม่ใช่ผี ปุณก็รีบมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่คนผู้นั้นกำลังยืนทำท่าขึงขังมองมาที่อยู่ คนตรงหน้าแต่งกายด้วยชุดหม้อห้อม เอาผ้าขาวม้าผูกปิดหน้าปิดตา ในมือถือมีดพร้าพร้อมตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ปุณเมื่อได้เห็นดังนั้น เป็นอันต้องเบิกตาค้าง

“อะไรวะเนี่ย! หนีผีมาเจอโจร ไม่เอาแล้ว!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป