บทที่ 10 ในนิยายน้ำเน่าของคนอื่น
แต่!
แดนดินกลับกินเข้าไปอย่างหน้าตาเฉย คำแล้วคำเล่าจนผมเริ่มสงสัยว่าตัวเองเผลอสลับถ้วยหรือไม่ หันไปมองเหนือนทีก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีอาการเผ็ด ผมก้มมองต้มยำในถ้วยตัวเอง ก่อนจะตักจ้วงเข้าปาก แต่มันก็รสชาติปกตินี่นา
ผมเหลือบมองแดนดินอีกครั้ง สังเกตเห็นเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมและหน้าผาก ใบหน้าแดงก่ำอย่างน่าสงสาร แต่มันก็ยังตักต้มยำกินด้วยท่าทางพยายามให้ดูว่าอร่อย
อะไรวะ?
และแล้วผมก็กระจ่างแก่ใจในการกระทำของแดนดิน เมื่อต้มยำถ้วยนั้นมันเหลือเพียงเศษพริกที่ก้นถ้วย
“อร่อยมากเลยครับพี่เหนือ ว่าแต่… ทำไมถ้วยของดินมีพริกเยอะจัง”
วินาทีนั้น เหนือนทีก็เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วก็ต้องตกใจ
“ดิน! ทำไมเหงื่อออกเยอะขนาดนั้น แล้วก็หน้าแดงด้วย”
เพียงเท่านั้นแดนดินก็ทรุดลงไปกองอยู่ข้างเก้าอี้ สองมือกุมอยู่ตรงหน้าท้อง
“โอ๊ย! ดินปวดท้องจังเลยครับพี่เหนือ”
เหนือนทีรีบเข้าไปพยุง ในขณะที่ผมได้แต่นั่งอึ้ง
รู้ว่าเผ็ดตั้งแต่คำแรกที่กินเข้าไปแล้ว แต่แดนดินก็ยังฝืนกินจนหมดถ้วย เพื่อที่จะ…
เหนือนทีจ้องเข้าไปในถ้วยต้มยำของแดนดิน ก่อนจะหันขวับมาจ้องหน้าผม
“มีฟ้า!”
น้ำเสียงตำหนิและคำนำหน้าที่หายไป แสดงว่าเหนือนทีกำลังโมโห รวมทั้งแววตาแข็งกร้าวที่มองกัน มันทำให้ผมอยากจะอธิบาย
“มัน…”
แต่พูดออกไปได้แค่นั้น แดนดินก็ส่งเสียงโอดโอยอย่างทรมาน
“พี่เหนือ ดินไม่ไหวแล้วครับ ช่วยพาดินไปโรงพยาบาลที”
เหนือนทีรีบวิ่งไปหยิบกุญแจรถ ก่อนจะกลับมาอุ้มแดนดินขึ้นแนบอก
“อดทนไว้นะน้องดิน พี่จะพาไปหาหมอ”
เหนือนทีพาแดนดินออกไปแล้ว เหลือเพียงผมที่ยังนั่งอ้าปากค้างอยู่กลางห้อง ไม่คิดเลยว่าแดนดินจะลงทุนถึงขนาดนี้ และดูท่ามันจะสำเร็จ เพราะแววตาที่เหนือมองผม มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าโดนแดนดินตบหน้าเสียอีก
“ทำไมถึงทำแบบนี้ ถ้าน้องเป็นอะไรไปจะทำยังไง เรารับผิดชอบไหวเหรอ?”
เรื่องที่แดนดินเข้าโรงพยาบาลกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและบานปลาย เพราะคุณดนัยทราบเรื่องจากลูกชายแล้วก็โทรไปตำหนิพ่อของผม ทุกคนแห่กันมาที่โรงพยาบาล แล้วคุณพ่อก็ต่อว่าผมต่อหน้าทุกคน
“เป็นความผิดของเหนือเองครับคุณลุง” และก็เป็นเช่นทุกครั้งที่เหนือนทีจะต้องออกรับแทน ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีประโยชน์เพราะผมก็ยอมรับว่าผมเป็นคนตั้งใจใส่พริกลงไปในถ้วยต้มยำของแดนดินจริง ๆ
“ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้!” คุณพ่อบังคับให้ผมขอโทษแดนดินที่นอนตีหน้าเศร้าอยู่บนเตียงคนไข้ ข้าง ๆ มีเหนือนทียืนให้มันเกาะแขนราวกับลูกนกอ่อนแอที่เพิ่งตกลงมาจากรัง ไร้คนปกป้องดูแล ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้แล้วมันโคตรจะแสดงละคร
“คุณลุงครับ/คุณคะ”
ทั้งเหนือนทีและคุณแม่พยายามขอร้องให้คุณพ่ออารมณ์เย็นลง ส่วนมีดาวยื่นมือมาแตะหลังมือของผมอย่างให้กำลังใจ
“ไม่ครับ ฟ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเผ็ดแล้วกินทำไม? ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ใช่ไหม? อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทันนาย” ผมหันไปเกรี้ยวกราดใส่คนสำออย
“มีฟ้า!”
แล้วคุณพ่อก็ตวาดผมลั่นห้อง
“คุณพ่อเชื่อมันมากกว่าลูกของตัวเองเหรอครับ มันคิดจะจับเหนือ มันหวังจะรวยทางลัด มันอยากให้คุณยายหอมจันทร์ยกหนี้ให้เพราะมันรู้ว่าคุณยายต้องยกสมบัติให้เหนือ รวมถึงลูกหนี้เงินกู้ทั้งหมดด้วย”
ผมลากไส้พวกนวภูมินทร์ที่เหลือแต่เปลือกออกมาจนหมดเปลือก ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณดนัยหมดตัวเพราะเมียใหม่ มีหนี้สินมากมาย แต่ยังคงใช้ชีวิตหรูหราเพราะจมไม่ลง ถ้าไม่ได้ครอบครัวของผมกับเงินกู้จากคุณยายหอมจันทร์ ป่านนี้คงไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
“มีฟ้า! พ่อแม่ไม่เคยสอนให้ลูกดูถูกคนอื่นแบบนี้นะ ไปเอานิสัยแย่ ๆ ผิดพ่อผิดแม่แบบนี้มาจากไหน นอกจากไม่สำนึกในความผิดของตัวเองแล้วยังกดขี่คนที่ด้อยกว่า ถ้ายังคิดไม่ได้ก็ออกไปให้พ้นหน้า”
“คุณพ่อ!”
“ออกไป!”
สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อจู่ ๆ แดนดินก็ร้องไห้ขึ้นมา พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ
“คุณลุงอย่าว่าพี่มีฟ้าเลยนะครับ มันเป็นความผิดของดินเอง ดินเกรงใจที่พี่เหนือกับพี่มีฟ้าอุตส่าห์ให้ที่อยู่ อุตส่าห์ทำอาหารให้ทาน ดินก็เลยพยายามฝืนกินจนหมด ไม่ใช่ความผิดของพี่มีฟ้าที่แกล้งใส่พริกมาในถ้วยของดินหรอกครับ”
ผมรู้สึกหูอื้อตาลายเพราะความโกรธ มันยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำความน่าสงสารของตัวเอง ผมกลายเป็นตัวร้ายในนิยายน้ำเน่าของมันอย่างที่อธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครฟัง ทุกคนตัดสินไปแล้วว่าผมผิด แม้แต่เหนือนที
ผมจ้องมองใบหน้าคมผ่านม่านน้ำตาที่มันกำลังเอ่อขึ้นมา เหนือนทีทำท่าจะขยับมาหา แต่แดนดินก็คว้าแขนเอาไว้ เขาเลือกที่จะหยุดตามแรงรั้งของคนเจ้ามารยา ผมจึงตัดสินใจหมุนตัวแล้ววิ่งออกมาทันที
“พี่มีฟ้า!”
ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงของมีดาวตามมาด้านหลัง แต่ผมก็ไม่สนใจ ความน้อยใจผลักดันให้ผมมุ่งไปข้างหน้า ฝ่าสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาที่หน้าโรงพยาบาล
ยามดึกในคืนฝนตกไร้รถยนต์ที่วิ่งไปมา ผมมองหารถแท็กซี่แต่ก็ไม่มีสักคันที่มันว่าง ผมจึงวิ่งออกมาตามทาง วิ่งไปข้างหน้า วิ่งไปไหนก็ได้ ที่ที่ไม่มีใครกล่าวหาว่าผมเป็นไอ้ตัวร้ายอย่างที่แดนดินพยายามจะยัดเยียดให้!
