บทที่ 7 ถ้าอยากจะรัก
ผมนอนฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังมาจากคนที่นอนอยู่ด้านหลัง แผ่นหลังของเราทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบา มันคงเกิดจากความบังเอิญเพราะเหนือนทีขยับตัวโดยไม่รู้ตัวในช่วงกลางดึก แต่คนที่ยังนอนไม่หลับตั้งแต่ถูกบังคับให้นอนอย่างผมยังคงเบิกตาโพลงอยู่ในความมืด
เป็นอีกครั้งที่สิ่งที่เป็นต่างจากสิ่งที่คิดไว้ ผมใจเต้นแรงจนมันแทบจะทะลุออกมาจากอกตอนที่เหนือลากข้อมือผมเข้ามาในห้องนอน แต่แล้วใจพอง ๆ ของผมก็แตกดังโพล้ะราวกับถูกปลายเข็มแหลม ๆ ทิ่มแทง เพราะสิ่งที่เหนือพูดออกมา
“นอนซะ อย่าไปสนใจเรื่องไร้สาระ”
เรื่องไร้สาระ? เหนือมองความรักของผมเป็นเรื่องไร้สาระอย่างนั้นเหรอ? แล้วที่ไอ้ชิบอกว่าเหนือก็ชอบผมเหมือนกันมันก็เป็นเรื่องไร้สาระด้วยสินะ?
ตอนนั้นผมจ้องหน้าเขาอย่างตัดพ้อ แต่เหนือนทีก็ไม่ได้สนใจ เขาพาตัวเองลงไปนั่งตรงขอบเตียงแล้วก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้ เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้มากมายราวกับจะมีคนมานอนอีกสักสองคน
“นอนเถอะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปเรียนแต่เช้า”
เขาพูดโดยที่ไม่ได้หันมามองผมด้วยซ้ำ ผมยืนขาแข็งอยู่ตรงนั้นอีกตั้งนานอย่างงง ๆ คำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจ แต่ทิฐิที่มีมากกว่ายั้งไม่ให้ผมถามออกไป
ก็ได้! จะเอาแบบนี้ใช่ไหม?
ผม… มีฟ้า เวลาส ไม่เคยไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ แล้วมาดูกันว่าเกมนี้ใครจะแพ้ใครจะชนะ!
อิงครัตกับชวกรปักหลักอยู่ที่ห้องชุดของผมได้เพียงสามวันพวกมันก็จรลีหนีหายกลับคอนโดของตัวเองไปด้วยเหตุผลว่าบรรยากาศที่นี่มันน่าอึดอัด โลกไม่เป็นสีชมพูอย่างที่พวกมันคิด เพราะผมไม่พูดกับเหนือนทีตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเมื่อสามวันก่อน อ้อ… จะเรียกว่าไม่พูดด้วยเลยก็คงไม่ถูกต้องนัก ต้องบอกว่าไม่พูดดีด้วยเลยตางหาก
“รสชาติไม่ได้เรื่อง!” ผมผลักจานอาหารเช้าแบบตะวันตกที่เหนือนทีบรรจงวางไว้ตรงหน้าออกไปไกลจนมันเกือบร่วงลงจากโต๊ะอาหาร ถ้าอิงครัตคว้าไว้ไม่ทันผมคงโดนคุณแม่ต่อว่าเรื่องทำลายข้าวของ
“อร่อยจะตาย” ไอ้อิงยืนยันว่าอร่อยมากหลังจากที่มันกวาดลงท้องตัวเองจนหมดเกลี้ยง
“คุณฟ้าต้องกินมื้อเช้านะครับ เดี๋ยวโรคกระเพาะกำเริบ”
เหนือนทีเปลี่ยนเป็นเสิร์ฟนมแก้วใหญ่มาแทน ผมมองด้วยสายตาเหยียด ๆ
“ไม่ชอบกินนมจืด” ผมปฎิเสธเสียงห้วน
“กูเห็นมึงกินทุกวัน” ไอ้ชิรีบค้าน
“เมื่อก่อนชอบ แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว เกลียด!” คำหลังนั้นผมหันไปจ้องหน้าเหนือนทีตาเขม็ง
“สิ่งที่เราเกลียดบางทีก็มีประโยชน์ คุณฟ้าต้องยอมกินเพื่อตัวเองนะครับ”
ผมไม่รู้ว่ามันมีนัยอะไรแอบแฝงหรือไม่ ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเหนือนทีที่มองกลับมามันซ่อนอะไรหลายอย่างไว้ เป็นครั้งแรกที่ผมอ่านไม่ออก เหนือนทีซับซ้อนขึ้นทุกวัน บางครั้งผมก็อยากย้อนเวลากลับไปตอนที่พวกเรายังเด็ก ตอนที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนแบบนี้
ผมเบือนหน้าหนีอย่างไม่ยอมรับและเอาแต่ใจที่สุด สุดท้ายผมก็หันหลังให้นมแก้วนั้นแล้วลุกออกมาจากโต๊ะอาหาร
“ไอ้อิง กูขอติดรถมึงไปด้วยนะ” เอ่ยปากบอกเพื่อนโดยที่ไม่หันไปมองหน้า
“อ้าว! แล้วทำไมมึงไม่ไปรถไอ้เหนือล่ะ รถไอ้อิงมันรถสปอร์ตนะ นั่งได้แค่สองคน แล้วกูล่ะ” ไอ้ชิเป็นฝ่ายเดือดร้อน เพราะมันจับจองพื้นที่เบาะข้างคนขับของรถไอ้อิงมานานเกือบสามปีแล้ว
“เรื่องของมึง”
หลังจากวันนั้นเราสองคนก็พูดกันแบบนับคำได้ อิงครัตกับชวกรพยายามจะแทรกตัวเข้ามาเป็นกาวใจ แต่ด้วยช่วงนี้ทุกคนก็จะวุ่นวายกับการเรียนและเตรียมสอบ ทุกอย่างมันก็เลยยังคาราคาซัง จนกระทั่ง…
“สอบเสร็จแล้วโว้ยยยยย!”
เพื่อน ๆ พากันตะโกนลั่นหลังจากออกมาจากห้องสอบ หนึ่งในนั้นนำเสนอสิ่งที่ทำให้ทุกคนตาโต
“คืนนี้ฉลองกันหน่อยไหม กูขอพ่อปิดผับรอรับพวกมึงอยู่” ลูกชายเจ้าของผับชื่อดังรีบนำเสนอ แล้วมีเหรอที่หนุ่มสาวชาวคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาควิชาการตลาด อย่างพวกเราจะไม่สนอง
“ไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” เสียงดังเซ็งแซ่จนอาจารย์ต้องส่งเสียงปรามออกมาจากห้องสอบ
แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกลับที่พักของตัวเองรอเวลาตามนัดหมาย แต่งองค์ทรงเครื่องกันให้เต็มที่ เพราะราตรีนี้อีกยาวไกล
เหนือนที…PART
ผมไม่ค่อยชอบที่อโคจรแบบนี้สักเท่าไร แต่วันนี้เป็นวันสอบวิชาสุดท้ายก่อนจะปิดภาคเรียน การมาฉลองกับเพื่อนบ้างก็ถือเป็นเรื่องผ่อนคลาย
แต่ผมก็ต้องมีอาการหน้ามืดหัวร้อนคล้าย ๆ อยากจะเป็นลมทุกครั้งที่สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงแต่บอบบางที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนขาแดนซ์และแสงไฟสลัว มีฟ้าเต้นแรงเกินเบอร์ไปมาก ทำไมต้องเต้นท่ายากขนาดนั้น
เสียดสีกับเพื่อนผู้หญิงจนเกินงาม บางครั้งก็กอดคอนัวเนียกับผู้ชายจนเกินเพื่อน ไม่เคยจำเลยว่าเวลาตัวเองเมาน่ะเซ็กซี่ขนาดไหน ชอบปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้ลูบบางล่ะ คลำบางล่ะ บางคนก็ล้วงเข้าไปในเสื้อ ผมพยายามเข้าใจว่าเพื่อนแกล้งกันขำ ๆ แต่มันเริ่มไม่ขำก็ตอนที่มีฟ้าเริ่มมีอารมณ์ร่วม
มึง!
ผมไม่ได้ส่งเสียงเพียงแต่ใช้สายตาปราม เท่านั้นทุกคนก็เข้าใจ แล้วก็ดันไหล่มีฟ้าเบา ๆ จนร่างขาวเซเข้ามาในอ้อมกอดของผม
“
คุณฟ้าเมามากแล้ว พี่จะพากลับห้อง
”
