บทที่ 1 ความจริงที่เจ็บปวด
ภายในห้องทำงานของบรรณาธิการสำนักพิมพ์ตกอยู่ในความเงียบ หลังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองต้นฉบับและเอกสารต่างๆ มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหน้าเครียดอยู่
ญาดา หรือพี่ดา เพื่อนรุ่นพี่ที่ตอนนี้ควบตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งนี้ วางปากกาลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพราวรวีด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“พี่ขอพูดตรงๆ นะพราว” เสียงของญาดาฟังดูจริงจัง ทำให้พราวรวีรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น เธอพยักหน้ารับเบาๆ พร้อมกับเตรียมใจยอมรับกับสิ่งที่หยิงสาวตรงหน้ากำลังจพูดออกมา
“ได้ค่ะพี่ดา” พราวรวีรู้ดีว่าการพูดตรงๆ ของพี่ดาไม่เคยมาพร้อมกับข่าวดีเสมอไป
“ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบทั้งพล็อต เนื้อหา ปมต่างๆ รวม ไปถึงการบรรยาย พราวทําได้ดี”
“ขอบคุณค่ะ”
“แต่....”
คำว่า ‘แต่’ เพียงคำเดียว ทำให้หญิงสาวรู้ดีว่าสิ่งที่ญาดาต้องพูดต่อจากนี้จะต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เธอต้องคิดหนักอย่างแน่นอน แววตาของญาดาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเห็นใจ แต่ก็มีความเด็ดขาดของบรรณาธิการผู้มากประสบการณ์อยู่ด้วย
“เฮ้อ! เอาตรงๆ นะพราว ถ้าคนอ่านเพิ่งมาติดตามอ่าน ผลงานของพราวตอนนี้ก็คงชอบ เพราะมันสนุกและน่าตื่นเต้น แต่ถ้าคนที่ตามผลงานมาตั้งแต่หลายปีก่อน พวกเขาก็คงจะเริ่มเบื่อกันบ้าง” น้ำเสียงของญาดาเต็มไปด้วยความหนักใจ เธอไม่ได้ต้องการทำร้ายความรู้สึกของน้องสาวคนสนิท แต่ในฐานะบรรณาธิการ เธอต้องพูดความจริงเพื่อผลงานที่ดีที่สุด
“เบื่อเหรอคะ”
“อือ เพราะพี่สนิทกับพราวก็เลยพูดตรงๆ แบบนี้ โดย เพราะช่วงอีโรติก พี่ว่ามันไม่ค่อยถึงอารมณ์เท่าไหร่ คนอ่านเริ่มจับ ทางได้แล้ว”
“พราวต้องทํายังไงคะ ต้องแก้ใหม่ทั้งหมดเลยไหมคะพี่ดา”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกนะพราว แค่ปรับตรงอารมณ์ของตัว ละครช่วงอีโรติกก็พอ ใส่อารมณ์ความรู้สึกเพิ่มเข้าไปอีกนิด”
“งานยากเลยนะคะพี่ดา เฮ้อ..” พราวรวีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความยากของงานที่ต้องแก้ไขนั้นไม่ใช่แค่การเขียน แต่เป็นการเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าทำได้ยากเหลือเกิน เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พยายามหาทางออกให้กับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่
“พี่ว่าหาแฟนสักคนสิพราว ประสบการณ์ตรงอาจช่วยได้ คุณชวินทร์เขาก็สนใจพราวอยู่เหมือนกันนะ”
“พราวยังไม่อยากหาสํานักพิมพ์ใหม่ตอนนี้ค่ะพี่ดา”
พราวรวีรู้ดีว่าคุณชวินทร์ ลูกชายของคุณวศินเจ้าของสำนักพิมพ์นั้นสนใจเธออยู่ แต่ที่เธอต้องรีบปฏิเสธเพราะเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเท่าที่รู้มาคุณชวินทร์ก็ควงผู้หญิงแทบไม่ซ้ำหน้า ถ้าขืนเธอเข้าไปร่วมวงด้วยอีกคนคงได้วุ่นวายกันน่าดู เธอไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายแบบนั้น
“หรือถ้ายังไม่มีคนที่ถูกใจจะให้พี่ช่วยติดต่อให้ก็ได้นะ พี่มี คนรู้จักเยอะเลย โสดๆ ทั้งนั้น” ญาดายังคงหยอกล้อต่อไป เธออยากให้พราวรวีผ่อนคลายจากความเครียดเรื่องงานบ้าง
“อย่าเลยค่ะพี่ดา พราวอยู่แบบนี้สบายดีอยู่แล้ว”
“งั้นก็ตามใจจ้ะ แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกพี่ได้ ส่วนเรื่องงาน พราวแก้ไขเนื้อหาเสร็จแล้วค่อยเอามาให้พี่ดูอีกทีนะ”
“กําหนดเมื่อไหร่คะพี่”
“พี่ให้เวลาหนึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านั้นจะไม่ทันออกงาน สัปดาห์หนังสือ”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอคะ สงสัยงานนี้พราวแย่แน่เลยค่ะ” เมื่อได้คำตอบพราวรวีก็รู้สึกดันอย่างหนัก
“อย่าเพิ่งท้อสิ พี่ว่าพราวทําได้อยู่แล้ว ปรับปรุงแค่ช่วงอีโร ติกเท่านั้น ส่วนอื่นมันดีอยู่แล้ว” คำพูดของญาดาทำให้เธอรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเล็กน้อย
“พราวจะพยายามนะคะ”
“พี่เชื่อใจนะ มีอีกอย่างที่จะบอกพราว แต่เรื่องนี้ห้ามบอก ใครนะ” ญาดายื่นใบหน้ามา ส่วนพราวรวีก็ยื่นหน้าของตัวเอง ออกไปอย่างตั้งใจฟัง
“ได้ยินคุณวศินบอกว่าถ้างานพราวออกมาทัน เขาจะพิมพ์ หนังสือเรื่องก่อนหน้าของพราวอีกครั้ง จะได้ดึงยอดขายในงาน หนังสือ น่าจะสักสามหรือสี่เล่มนี่แหละ”
“จริงเหรอคะพี่ดา” เธอถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ความเหนื่อยล้าและความท้อแท้เมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“จริงสิ พี่ถึงอยากให้พราวทำเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด”
“ขอบคุณนะคะที่แอบบอก งั้นพราวขอตัวก่อนนะคะ”
พราวรวีกล่าวขอบคุณญาดาที่ไม่เพียงแต่เป็นบรรณาธิการที่ดี แต่ยังเป็นพี่สาวที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือเธอเสมอมา
“สู้ๆ นะน้องรัก” ญาดาอวยพรด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ค่ะพี่ดา” หญิงสาวหันมายิ้มให้กับรุ่นพี่ก่อนที่จะรีบเปิดประตูออกไปจากห้องทำงานของบรรณาธิการ
ใบหน้าสวยรูปไข่กับแพขนตางอนงามยิ้มอย่างมีความสุข เพราะถ้าหนังสือได้วางขายในงานสัปดาห์หนังสือนั่นก็หมายความว่าเธอจะได้เงินเพิ่มอีกมาก ความคิดเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานให้สำเร็จ
แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ต้องหุบลงอย่างรวดเร็วเมื่อนึกได้ว่างานที่ต้องแก้ไขนั้นมันยากแค่ไหน
พราวรวีเป็นนักเขียนแนวอีโรติก เธอมีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แห่งนี้มาสิบกว่าเล่ม เริ่มตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปี 2 พอเรียนจบก็หันมาเอาดีทางด้านแต่งนิยายอย่างจริงจัง นอกจากงานเขียนนิยายแล้วพราวรวียังรับแปลนิยายทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ไม่ใช่แค่งานเขียนแต่พราวรวียังมีร้านขายเครื่องเขียนของตัวเองหนึ่งร้าน โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างสุดของหอพักขนาด 4 คูหา ซึ่งตอนนี้ด้านบนมีผู้เช่าอยู่เต็มทุกห้อง
เดิมทีด้านล่างหอพักเป็นร้านเกมที่บิดาและมารดาเป็นคนดูแล แต่พอท่านทั้งสองเสียชีวิตลง พราวรวีก็เลยขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วเปิดเป็นร้านเครื่องเขียน เพราะเธอไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเครื่องก็เริ่มตกรุ่น หญิงสาวจึงขายทุกอย่างแล้วนำเงินมาลงทุนเปิดร้านเครื่องเขียนและกิ๊ฟช็อป เนื่องจากเป็นคนชอบเข้าร้านแนวนี้อยู่เป็นประจำ การตัดสินใจครั้งนั้นเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอหลังจากต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่
