บทที่ 11 พี่ไม่ได้จ้าง

พราวรวีขับรถกลับมาถึงบ้านในเวลาเกือบบ่ายโมง หญิงสาวรีบอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะนั่งทานอาหารกล่องที่แวะซื้อจากร้านของพี่เจนนี่ก่อนเข้ามา อาหารที่เคยทานเป็นประจำวันนี้กลับจืดชืดไร้รสชาติ เพราะในหัวของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวเร่าร้อนเมื่อคืนและความกังวลเรื่องโรคตืดต่อ

เธอมองนาฬิกาที่ผนัง ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเลิกงานของญาดา หญิงสาวเก็บจานชามล้างจนสะอาด ดูความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้งก่อนจะขับรถญี่ปุ่นคันเล็กออกจากบ้าน ตรงไปยังสำนักพิมพ์ที่ญาดาทำงานอยู่

หญิงสาวมองนาฬิกาแขวนผนังแล้วเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเลิกงานของญาดา เธอพยายามหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา ก่อนจะเดินไปสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองหน้ากระจกอีกครั้ง ใบหน้าหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ดูซีดเซียวเล็กน้อยจากการอดนอนและความกังวล เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะคว้ากุญแจขับรถญี่ปุ่นคันเล็กคู่ใจออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังสำนักพิมพ์ที่ญาดาทำงานอยู่

ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงตึกสำนักพิมพ์หญิงสาวเดินรีบตรงไปยังห้องทำงานของรุ่นพี่ที่กำลังจะเลิกงานพอดี

“เอางานมาส่งพี่เหรอคะน้องพราว ไม่เห็นต้องมาเองเลยนะคะ ส่งทางเมลแบบเดิมก็ได้” ญาดาเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมาทักทายด้วยรอยยิ้ม

“เปล่าค่ะพี่ดา พราวมีเรื่องจะถาม” น้ำเสียงของพราวรวีจริงจังจนคนฟังต้องวางปากกาในมือเพื่อตั้งใจฟัง

“ถามเรื่องอะไร ท่าทางเครียดเชียว”

“พราวอยากได้เบอร์โทรของผู้ชายที่พี่ดาจ้างไปให้พราวเมื่อคืนค่ะ” พราวรวีโพล่งออกไปตรงๆ เพราะยิ่งช้าก็จะยิ่งอันตรายกับเธอ

“อะไรนะ ใครจ้างใคร พี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ญาดาถามออกไปด้วยความงุนงง

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย พราวรวีจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ตอนที่ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาและแนะนำตัวเองกับเธอให้บรรณาธิการรุ่นพี่ฟังอย่างไม่มีปิดบังยกเว้นก็แต่เรื่องบนเตียง

“พี่ไม่ได้จ้างใครไปจริงๆ นะ พี่จะทำอย่างนั้นทำไม”  ญาดายืนยันเสียงหนักแน่น

“แต่ผู้ชายคนนั้นเขารู้จักกับพี่นะคะ”

“ผู้ชายที่ว่าชื่ออะไรหน้าตาเป็นยังไงไหนลองบอกพี่สิ” ญาดามีลางสังหรณ์ว่าผู้ชายคนที่นักเขียนสาวพูดถึงจะเป็นคนเดียวกับญาติของเธอ

“ตัวสูง ใบหน้าคม คิ้วเข้ม รวมๆ แล้วก็หล่อค่ะ เขาบอกว่าชื่อวัธน์” เธอตอบไปตามที่ได้รู้มา แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าเขาชื่ออะไรกันแน่เพราะตอนนั้นเธอสติไม่ค่อยจะเต็มร้อยเท่าไหร่

ใบหน้าของญาดาเปลี่ยนสีไปทันทีเมื่อได้ยินชื่อและลักษณะของผู้ชายคนนั้น หญิงสาวรีบคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมากดโทรออกหาต้นเหตุของเรื่องทันที

“พราว รอพี่ตรงนี้จะ พี่ขอไปคุยธุระเดี๋ยว”

...

เดินออกมาจากห้องก็ตรงไปยังห้องประชุมเล็กที่ตอนนี้ไม่มีใครใช้งาน พอดีกับคนปลายสายกดรับ

“พี่วัธน์ บอกดามาว่ามันเกิดอะไรขึ้น พี่วัธน์เอาชื่อดาไปอ้างไปหลอกพราวใช่ไหม” ญาดายิงคำถามใส่เป็นชุด

“เดี๋ยว ดา ใจเย็นก่อนดาพูดเรื่องอะไร” เสียงทุ้มปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ วันนี้พราวมาหาดาที่บริษัท มาขอเบอร์โทรพี่วัธน์”

“ก็ให้เธอไปสิครับ” เขาตอบกลับมาอย่างง่ายดาย น้ำเสียงแฝงความเจ้าเล่ห์

“บอกดามาก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

กวีวัธน์บอกว่าเขาแค่เข้าไปทักทายพราวรวีที่กำลังเมาและจะออกไปกับคนแปลกหน้า และที่ต้องอ้างชื่อของญาดาก็เพราะอยากให้เธอไว้ใจ ชายหนุ่มเล่าแค่นั้นเพราะไม่อยากเธอเสียหายไปมากกว่านี้

ชายหนุ่มนิ่งไปนิดก่อนจะเล่าเรื่องราวให้ดูอ่อนลง เขาบอกว่าเขาแค่บังเอิญเห็นและเข้าไปทักทายพราวรวีที่กำลังเมาแอ๋ และกำลังจะถูกผู้ชายแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้หิ้วปีกออกไปจากผับ และที่เขาต้องอ้างชื่อของญาดาก็เพราะอยากให้หญิงสาวไว้ใจยอมตามเขาออกมา ชายหนุ่มเล่าความจริงแค่นั้น เพราะไม่อยากให้หญิงสาวที่ร่วมเตียงกันเมื่อคืนต้องเสียหายไปมากกว่านี้

“แค่นั้นแน่ใช่ไหมพี่วัธน์ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งกว่านี้ใช่ไหม” ญาดาถามอย่างจับผิด

“ถ้าไม่เชื่อพี่ก็ไปถามคุณพราวเองสิว่าแค่นั้นหรือเปล่า” เขาได้แต่ภาวนาว่าขอให้พราวรวีไม่ได้เล่าเรื่องราวลึกซึ้งที่เกิดขึ้นให้กับญาติผู้น้องฟัง ไม่อย่างนั้นเขาโดนญาดาบ่นหูชาแน่

วางสายจากกวีวัธน์แล้วญาดาก็กลับมาห้องทำงานของตนเองอีกครั้ง

“ตงลงยังไงคะพี่ดา”

“พี่ไม่ได้จ้างจริงๆ นะ”

“พี่ดา เขาบอกรู้จักพี่นะคะ”

“อือ เขาเป็นญาติห่างๆ ของพี่เอง เขาบอกว่าจำพราวได้เพราะเคยเห็นรูปที่พราวถ่ายกับพี่ในเฟซบุ๊ก”

“แค่นั้นเหรอคะ” หญิงสาวพยายามคาดคั้นเอาคำตอบ

“แค่นั้นจริงๆ พราวมีอะไรหรือเปล่าหรือพี่วัธน์ทำอะไรพราว” ญาดาถามด้วยความเป็นห่วง เริ่มกังวลว่าญาติหนุ่มจอมกะล่อนจะทำเรื่องไม่ดี

“เปล่าค่ะ พราวแค่อยากได้เบอร์เขาอยากคุยกับเขาเรื่องเมื่อคืนนิดหน่อย”

“ไม่มีอะไรแน่นะ” ญาดาถามนักเขียนสาวซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“แน่ค่ะ”

เมื่อได้เบอร์โทรศัพท์ของผู้ชายคนนั้นแล้วพราวรวีก็ขอตัวกลับ

พราวรวีกลับมาถึงรถของตัวเองหญิงสาวคาดเข็มขัดนิรภัยและสตาร์ทเครื่อง แต่ยังไม่ยอมเหยียบคันเร่ง เธอลังเลว่าจะโทรศัพท์หาเขาตอนนี้หรือจะรอเวลาครบสองสัปดาห์แล้วค่อยไปเจอะเลือดที่โรงพยาบาลตามที่อ่านมาจากอินเทอร์เน็ต

หญิงสาวเดินกลับมาถึงรถของตัวเองที่ลานจอดรถ ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะ คาดเข็มขัดนิรภัยและสตาร์ทเครื่องยนต์ แอร์เย็นฉ่ำเป่าปะทะใบหน้า แต่เธอยังไม่ยอมเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ เธอกำลังตกอยู่ในความลังเลอย่างหนักว่าจะโทรศัพท์หาเขาตอนนี้เลยดีไหม หรือจะรอให้เวลาผ่านไปครบสองสัปดาห์แล้วค่อยไปเจาะเลือดตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลตามข้อมูลที่เพิ่งนั่งเสิร์ชอ่านมาจากอินเทอร์เน็ตเมื่อเช้าดี

กว่าหญิงสาวจะตัดสินใจได้ เวลาก็ผ่านไปเกือบสิบนาที เธอพ่นลมหายใจออกมาและคิดว่าโทรไปถามเขาให้รู้เรื่องตอนนี้เลยคงจะดีกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปแล้วตัวเองก็ต้องจมอยู่กับความเครียดและหวาดระแวงไปอีกตั้งสองสัปดาห์เต็มๆ

มือสั่นเมื่อกดหมายเลขสิบตัวที่ได้มาจากญาดาลงบนหน้าจอโทรศัพท์ เธอทวนตัวเลขจนครบทุกหลักอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะกลั้นใจกดปุ่มโทรออก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป