บทที่ 1 บอกเลิก
ตอนที่1 บอกเลิก
“อะไรคือมาเรียนแต่ยกคลาสวะ แทนที่จะบอกก่อนจะได้ไม่ต้องแหกขี้ตามาให้เสียเที่ยว” เสียงบ่นของมารีนเพื่อนสาวฉันดังขึ้นอย่างหงุดหงิดกับการมาเสียเปล่า
“พูดเหมือนอยากเรียน” โอลีฟหันไปแหย่มารีนทันทีที่มันทำเป็นบ่นเหมือนกับเสียดายการเรียน
“ฉันก็ไม่ได้อยากเรียนหรอกเว้ย! แต่ที่เซ็งคือจะยกคลาสทำไมไม่ไลน์บอกล่วงหน้าล่ะ ให้ฉันแหกขี้ตามาทำไมก็ไม่รู้!” มารีนย้อนกลับไปพร้อมกับบ่นออกมาอย่างหัวเสียกว่าเดิม
“เออ อันนี้ฉันเห็นด้วย” แล้วโอลีฟก็ตอบกลับอย่างเออออห่อหมกกันเฉย
“เลิกบ่นได้แล้วหน่า” ฉันนั่งฟังพวกมันบ่นไปจึงแทรกขึ้นบอกเพื่อนออกไปบ้าง
“จ้า~ ใครจะปลงได้ทุกเรื่องเหมือนคุณหญิงละคะ” แล้วมารีนก็หันมาแขวะใส่ฉันแทนทันทีทั้งที่ฉันแค่พูดไปแค่นั้นเอง ไอ้เพื่อนบ้านี่
สวัสดีค่ะ ฉัน อิงฟ้า ตอนนี้เรียนบริหารธุรกิจอยู่ปี2 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง นิสัยฉันเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยชอบมีปากเสียงอะไรกับใคร คือถ้าไม่สุดจะทนจริงๆ นั่นแหละฉันถึงจะต่อปากต่อคำ
ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไทยคนเดียวเพราะพ่อกับแม่ท่านต้องไปช่วยดูแลธุรกิจที่หุ้นกับคุณลุงที่ต่างประเทศ นานๆ ท่านจะพากันกลับมาที ที่จำได้ตอนนี้ก็สามปีได้แล้วมั้งที่พวกท่านไม่ได้กลับมาเพราะงานยุ่ง แต่พวกท่านก็คอยส่งเงินให้ฉันตลอดไม่เคยขาดแล้วก็ติดต่อมาเรื่อยๆ ยามว่าง
ส่วนสองคนเมื่อกี้ก็คือเพื่อนสนิทฉันเองค่ะ เราสนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ทั้งสองคนเป็นคนตรงๆ และก็แรงพอตัว แต่ถึงจะนิสัยต่างกันบ้างแต่พวกเราก็รักและจริงใจต่อกันนะ
“งั้นไปหาอะไรกินก่อนกลับดีกว่าไหม” โอลีฟเสนอออกมาอย่างเบื่อๆ ที่ได้ออกมาแล้วแต่ว่าง
“เออเอาดิ ฉันก็หิวแล้วเหมือนกัน เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวมาด้วย” มารีนเห็นด้วยอย่างง่ายดายไม่เคยเรื่องมาก
“งั้นไปกันเลยดีกว่า” ฉันเองก็ไม่มีปัญหาอะไรจึงบอกเพื่อนๆ ทั้งสอง ก่อนพวกเรารจะพากันเก็บของเพื่อออกไปหาอะไรกินก่อนจะแยกกันกลับห้องไปพัก
แต่ระหว่างที่พวกเราสามคนกำลังเดินไปที่ลานจอดรถ ก็ดันบังเอิญไปเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“หมายความว่าไงพิ้งค์” เสียงเข้มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจและดูเสียใจปนเปกันในตัว
“แกนั่นมันพี่เซฟขวัญใจยัยฟ้านี่” แล้วก็เป็นมารีนที่เอ่ยทักออกมาให้ได้ยินกันสามคนอย่างรู้จักกับรุ่นพี่คนนั้น
“เออ เหมือนนางจะทะเลาะกับพี่เซฟนะ” โอลีฟเสริมขึ้นอย่างมีความสนใจอยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัว
“.....” ส่วนฉันได้แต่ฟังเงียบๆ มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ก่อนบทสนทนาพวกเขาจะดังต่ออย่างควบคุมไม่ได้
“ก็หมายความว่าพิ้งค์เลิกกับเซฟไง” คำตอบของรุ่นพี่ที่ชื่อพิ้งค์ก็ยืนยันในสิ่งที่พวกฉันไม่ได้ยินก่อนหน้านี้ขึ้น นั่นทำให้พวกฉันเข้าใจเลยว่าเขากำลังทะเลาะกันเรื่องอะไร
เซฟ
“แต่เซฟไม่ยอม!” ผมแย้งขึ้นอย่างเดือดดาลซ่อนความเจ็บปวดไว้
ผมกับพิ้งเราคบกันมาปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของเราก็รักกันดี แต่แล้วอยู่ๆ เธอก็มาบอกเลิกผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ได้เหรอวะ แล้วใครจะไปยอมได้ล่ะ
“เซฟไม่ยอมก็เรื่องของเซฟ แต่พิ้งค์จะเลิก” แต่พิ้งค์กลับไม่แยแสคำพูดของเขาเลยสักนิด ตอบกลับมาอย่างเย็นชาเหมือนคนไม่เคยมีใจรักกันมาก่อนและตัดกันง่ายๆ
“พิ้งค์” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งแทรกขึ้นมาพร้อมกับร่างของมันที่กำลังเดินมา นั่นทำให้ผมหันไปมองตามเสียงด้วยความสงสัยและหงุดหงิดในตัว
“พี่ไกด์ มาแล้วเหรอคะ” แล้วพิ้งก็หันไปพูดกับมันด้วยรอยยิ้มเหมือนรู้จักกันและท่าทางสนิทสนมกันไม่น้อย
“อืม ไปกันหรือยัง” แล้วไอ้คนชื่อไกด์นั่นก็ตอบรับแล้วถามพิ้งค์ออกมาราวกับมันไม่เห็นว่าผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“ค่ะ” พิ้งค์เองก็ตอบรับออกมาอย่างง่ายดายก่อนจะเดินเข้าไปหามันราวกับว่าเรื่องที่คุยกับผมมันจบไปแล้ว
หมับ!
“ใคร?” ผมคว้าแขนพิ้งค์ไว้ก่อนอย่างไม่ยอมแล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นอย่างพยายามระงับอารมณ์ตัวเองเมื่อเหมือนจะมองสถานการณ์บางอย่างออก
“นี่พี่ไกด์ แฟนพิ้งค์” แต่พิ้งค์กลับตอบออกมาด้วยท่าทางปกติไม่ได้รู้สึกผิดหรือรู้สึกอะไรสักนิดกับคำว่าแฟนที่พูดออกมาได้ง่ายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แฟน? ทั้งที่พึ่งบอกเลิกกับเซฟเนี่ยนะ?... นี่ที่เลิกกับเซฟเพราะมัน?” ผมทวนถามคำตอบของเธอใหม่อีกครั้งอย่างเจ็บปวดและเจ็บใจ ก่อนจะย้อนถามออกมาอย่างสมเพชเย้ยหยันต่อสถานการณ์ที่มันเห็นชัดแล้วว่าเป็นการคบซ้อนแน่นอน เธอคบกับมันก่อนแล้วมาบอกเลิกกับผม ไม่งั้นไอ้นั่นมันไม่เดินมาหาเธอราวกับรู้เห็นทุกอย่างอยู่แล้ว
“เปล่า พิ้งค์แค่ไม่ได้รักเซฟแล้ว” แต่พิ้งค์กลับปฏิเสธออกมาในคำว่าเลิกกับผมเพราะมัน พูดพร้อมกับแกะมือผมแล้วเดินไปกับไอ้ไกด์นั่นทันทีอย่างไม่รู้สึกผิดต่อการกระทำของตัวเองหรือเสียใจกับการบอกเลิกแฟนอย่างผม
“พิ้งค์ พิ้งค์!” ผมเห็นแบบนั้นได้แต่อึ้งอย่างไม่อยากเชื่อ ได้แต่เรียกพิ้งค์ที่หันหลังให้กันง่ายๆ พร้อมจะเดินตามไป แต่เพื่อนผมที่มันตามมาทีหลังจับผมไว้ก่อน
“พอแล้วไอ้เซฟ” ไอ้องศาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ก็หวังดีอย่างเห็นได้ชัด
“พวกมึงปล่อยกู!” ผมพยายามสะบัดตัวออกอย่างไม่ยอมให้มันจบแบบนี้ แต่มันก็ไม่ยอมง่ายๆ แล้วล็อกผมไว้ทั้งสองคนไง
“มึงตามไปพิ้งค์ก็เลิกกับมึงอยู่ดี” ไอ้กีต้าร์พูดออกมาบ้างอย่างย้ำเตือนความจริงให้ผมยอมรับความจริง
“แล้วมึงจะให้กูปล่อยพิ้งค์ไปแบบนี้เหรอวะ!” ผมถามออกมาอย่างรับไม่ได้กับสิ่งที่ไม่ได้เลือกเอง มันทั้งเจ็บปวด เสียหน้า แล้วก็เจ็บใจ ปนเปกันไปหมดจนอัดอั้นในอก
“เออ แล้วมึงจะทำยังไงในเมื่อเขาจะไป” ไอ้กีต้าร์ว่าให้อย่างตรงไปตรงมาไร้คำปลอบโยน
“กลับ!” ไอ้องศาพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแล้วพวกมันก็ออกแรงลากผมไปขึ้นรถทันทีอย่างไม่คิดปล่อย
คุยมาตั้งนานยังไม่รู้จักผมสินะ ผมเซฟ เรียนสถาปัตยกรรม ปี3 นิสัยผมโดยปกติผมค่อนข้างเลว แต่มีผู้หญิงสองคนที่ผมยอมอ่อนข้อให้ราวกับคนละคนนั่นก็คือแม่ของผมและก็พิ้งค์แฟนของผม(ที่บอกเลิกไปเมื่อกี้)
ผมเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน ที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัวแต่มีพี่ชายผมเป็นคนดูแลแทนแล้ว ทำให้พ่อกับแม่ปล่อยผมให้ทำทุกอย่างตามที่ต้องการ ผมมีเพื่อนสนิทสองคนคือไอ้องศากับไอ้กีต้าร์ที่เรียนด้วยกันตั้งแต่มัธยมแล้ว แล้วยังจะลากกันมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันคณะเดียวกันอีก คือสามคนคงอยู่กันอีกนานอ่ะ
แต่รู้จักแค่นี้พอเพราะตอนนี้ผมกำลังไม่เข้าใจกับสิ่งที่พิ้งค์ทำกับผมเลยสักนิด ไหนเธอเคยบอกว่ารักผมมากไงวะ แล้วทำไมวันนี้ถึงกลับกลายเป็นเธอเดินเข้ามาบอกเลิกผมง่ายๆ ทั้งที่ผ่านมาผมเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างเพื่อเธอ ทั้งเลิกเจ้าชู้กินไม่เลือกเหมือนอดีตเพื่อเธอคนเดียว แต่ทำไมสิ่งที่ผมได้ตอบแทนกลับมาไม่ใช่ความรักที่มั่นคงแต่กลับเป็นการถูกบอกเลิกง่ายๆ แบบนี้วะ
นี่เหรอการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพื่อคนที่รัก
