บทที่ 4 กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ตอนที่4 กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงนาฬิกาปลุกที่ผมตั้งไว้แผดเสียงร้องออกมาอย่างน่ารำคาญ แต่ผมก็ทำได้เพียงกดปิดเสียงก่อนจะลุกไปอาบน้ำเพื่อไปเรียนอย่างไม่ได้ทิ้งหน้าที่ ถึงผมจะเหลวไหลเมามายแต่ผมก็ไม่ลืมการเรียนหรอกนะ

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยผมก็ขับรถตรงไปมหาวิทยาลัยทันที คอนโดก็ไม่ได้อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่เลยไม่เสียเวลาในการขับรถเท่าไหร่ และระหว่างที่ผมกำลังเอารถจอดผมก็เห็นร่างบางที่แสนคุ้นเคยและคิดถึงกำลังเดินมากับเพื่อนเธอพอดี

“พิ้งค์” ผมรีบลงจากรถเดินตรงไปหาเธอทันทีแล้วเรียกพิ้งค์ด้วยความดีใจ นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งอาทิตย์เลยก็ว่าได้ตั้งแต่เธอบอกเลิกกันแล้วที่ได้เจอกับพิ้งค์อีกครั้ง

“.....” พิ้งค์หันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเจอผม ไร้ซึ่งความคิดถึงโหยหาหรือเสียดายอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมนี่สิรีบเดินเข้าไปหาเธออย่างเร็ว

“เซฟคิดถึงพิ้งค์” ผมเดินเข้าไปกอดพิ้งค์ทันทีด้วยความคิดถึงแล้วบอกเธอออกไปตรงๆ อย่างไม่ปิดบังหวังว่าเธอจะใจอ่อนและคิดถึงกันบ้าง

“นี่เซฟ ปล่อยพิ้งค์นะ!” แต่พิ้งค์กลับพยายามผลักผมออกจากตัวแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจกับการกระทำของผม

“พิ้งค์คิดถึงเซฟไหม” ผมผละออกมาถามพิ้งค์ด้วยรอยยิ้มหวังได้ยินคำพูดดีๆ ที่หวังจากปากเธอแม้การกระทำของเธอจะทำให้ผมใจเสียไม่น้อย

“ไม่ พิ้งค์จะคิดถึงเซฟทำไม” แล้วพิ้งค์ก็ตอบออกมาอย่างไม่สบอารมณ์อย่างไม่รักษาน้ำใจกันสักนิด

“วันนี้เราไปกินข้าวกันไหม หรือไปช้อปปิ้งก็ได้” ผมได้ยินแบบนั้นก็จุกไม่น้อย แต่ก็เลือกจะทำเหมือนไม่รับรู้อะไรแล้วชวนเธอขึ้นเผื่อว่าเธอจะใจอ่อนไปทำสิ่งที่เธอชอบกับผม

“นี่เซฟ เราเลิกกันแล้วไหม พิ้งค์มีแฟนใหม่แล้ว เซฟเลิกยุ่งกับพิ้งค์เหอะ!” พิ้งค์ว่าขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์กับคำชักชวนของผม ตอกย้ำความจริงของการเลิกราออกมาอย่างไม่แม้แม้แต่เศษเสี้ยวของความโหยหาหรืออาลัยอาวรณ์กันสักนิดให้เห็นเลยตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้

“ไม่พิ้งค์ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ เซฟรักพิ้งค์มากพิ้งค์ก็รู้” ผมได้ยินคำพูดที่ไร้เยื่อใยของเธอก็รีบเอ่ยขอโอกาสเธอออกไปอีกครั้งอย่างไม่รอช้า อยากได้โอกาสอีกครั้งแล้วจะทำให้ดีกว่าเดิมแค่เธอตอบตกลงจะไม่ให้พลาดเลย

“แต่พิ้งค์ไม่ได้รักเซฟไง แล้วก็เลิกติดต่อมาหาพิ้งค์ได้แล้ว พิ้งค์รำคาญ!” พิ้งค์ยังคงเอาแต่พูดจาตรงไปตรงมาไม่หยุด ตอกย้ำความคิดของการไร้เยื่อใยราวกับคนไม่เคยรักกันเลยสักนิด ดูตัดง่ายเหมือนกับตัดกระดาษ

“พิ้งค์” ผมเรียกพิ้งค์ออกไปอย่างอ่อนแรงกับคำว่ารำคาญและท่าทางเบื่อหน่ายผมที่ผมไม่อยากยอมรับความจริง แต่มันกลับพุ่งเข้าใส่ผมไม่หยุดซ้ำๆ

“เซฟตัดใจเถอะ เพราะยังไงเราก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว” พิ้งค์พูดออกมาอย่างไม่แยแสอย่างง่ายดายต่างจากคนที่ยังรักอย่างผมที่ทำไม่ได้สักนิด

“เซฟทำไม่ได้ เซฟรักพิ้งค์จริงๆ นะ” ผมบอกเธอออกมาอย่างไม่อายและไม่สนใจศักดิ์ศรีตัวเองเลยสักนิด ยังรักเธอและอยากคบกับเธอคืน

“หาแฟนใหม่สิ... อ้อเด็กคณะพิ้งค์ก็ได้นะ มีอยู่คนหนึ่งอ่ะเขาชอบเซฟ ชื่ออะไรนะ” พิ้งค์พูดขึ้นอย่างน่าเจ็บปวดที่ไม่รักผมแล้วยังกล้าผลักไสยัดเยียดผมให้คนอื่นจนมันทำให้เห็นแล้วว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับผมเลยสักนิด ทั้งยังหันไปถามเพื่อนตัวเองถึงใครอีกคนที่เธอกำลังพูดถึง

“อิงฟ้า ปีสองน่ะ” แล้วเพื่อนของพิ้งค์ก็ตอบกลับมาถึงคนที่พวกเธอพูดถึงอย่างที่ผมไม่ได้สนใจสักนิด

“อืมคนนั้นแหละ ถ้าสนใจบอกพิ้งค์ได้นะเดี๋ยวจะเป็นธุระให้” แล้วพิ้งค์ก็พูดขึ้นราวกับแม่สื่อแม่ชักที่จะหาแฟนใหม่ให้แฟนเก่าอย่างผมทั้งที่เธอก็รู้ว่าผมรักเธอ

และการที่ผมตัดใจจากพิ้งค์ไม่ได้มันก็เจ็บพอแล้ว แต่การที่พิ้งค์มายัดเยียดคนอื่นให้ผมแบบนี้ผมเจ็บกว่า เพราะมันทำให้ผมรู้ว่าเธอไม่ได้มีเยื่อใยอะไรกับผมแล้วจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกหมดหวังจนไม่อยากยอมรับ

“เซฟไม่ต้องการใคร เซฟต้องการพิ้งค์” ผมยืนยันกับเธอออกไปอย่างหนักแน่นไม่น้อย เพราะหากผมอยากมีคนอื่นจริงผมไม่ง้อหรือเสียดายเธอแบบนี้หรอก

“เหรอ แต่พิ้งค์ไม่ต้องการเซฟแล้วอ่ะ” พิ้งค์ย้อนถามออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะย้อนกลับมาด้วยความเฉยเมย พูดจบก็เดินออกไปจากผมทันทีอยางเลือดเย็น

“.....” และตอนนี้ขาผมหนักอึ้งไปหมดมันแทบจะยกก้าวไม่ไหว แต่ผมก็ต้องฝืนแบกร่างตัวเองกลับไปที่ตึกคณะที่อยู่ข้างๆ ให้ได้แม้จะอยากตามเธอไปแค่ไหนก็ตาม

อิงฟ้า

“ใส่ชุดนี้ดีกว่า” โอลิฟพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

“ชุดนี้ก็สวย” มารีนพูดขึ้นบ้างถึงอีกชุดที่เห็นดีเห็นงามด้วย

“ชุดนี้ก็ขึ้น” แต่โอลิฟก็ลังเลกับอีกชุดที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“ชุดนี้ก็เหมาะกับแก...” มารีนก็หยิบอีกคนมาแล้วทาบบนตัวฉัน

“โอ๊ยเกลียด! ใส่อะไรก็สวย” เสียงของมารีนพูดออกมาอย่างไม่จริงจังเหมือนกับเลือกชุดให้ฉันไม่ได้แล้วก็พาลมาใส่ฉัน

“แกก็เล่นไปได้ รีบจับยัยฟ้าเปลี่ยนชุดเร็วๆ เลย” โอลีฟพูดขึ้นเมื่อตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะให้ฉันใส่ชุดไหนกันแน่

“ชุดนี้แหละดีแล้ว พวกแกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบอ่ะ” แล้วก็เป็นฉันเองที่เลือกชุดเองพยายามคัดค้านเพื่อนทั้งสองออกไป แต่เหมือนเสียงของฉันมันไม่ได้เข้าหูเพื่อนฉันเลยสักนิดเมื่อมันทำเหมือนฉันเป็นตุ๊กตาของพวกมัน

และ...

“ม่ายยยยย!” เสียงฉันร้องออกมาทันทีที่นอกจากพวกมันไม่ฟังแล้วยังพากันเข้ามารุมฉันอย่างพร้อมเพรียง จับแต่งหน้าและจับชุดมาแต่งให้ฉันเหมือนเห็นเพื่อนเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ของพวกมัน

ไม่ต้องสงสัยหรอกว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ พอดีว่าวันนี้มารีนอยากออกเที่ยวก็เลยชวนพวกฉันไปไนท์คลับด้วยกัน แล้วก็มาแต่งตัวกันที่คอนโดมารีนนี่แหละเพราะใกล้ร้านที่สุด แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่รู้กันก่อนหน้านี้แหละว่าเพื่อนทั้งสองของฉันมันจับฉันสลัดคราบทันทีอย่างไม่ยอมให้ฉันไปเที่ยวด้วยในสภาพที่ฉันเลือกเองแต่งเอง

“ฝีมือฉันนี่สุดยอดจริงๆ” หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยมารีนก็มองฉันและพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจกับการจับฉันรุมยำทำแกง

“มโน! เพื่อนสวยไหมคะ” โอลีฟหันไปแควะมารีนอย่างไม่จริงจังอย่างไม่ชื่นชมฝีมือเพื่อนสักนิด

“เออสวย แต่ฝีมือฉันก็ดีไง” มารีนแย้งกลับอย่างไม่เถียงแต่ก็ไม่ยอมง่ายๆ เรื่องฝีมือตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้

“เออๆ ดีก็ดี” โอลีฟตอบอย่างปัดๆ ขี้เกียจทะเลาะแล้ว

“พวกแก ฉันว่าฉันใส่ชุดเดิมดีกว่า” ฉันมองตัวเองอย่างเหนื่อยใจก่อนจะบอกเพื่อนออกไปอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่กับสภาพตอนนี้

แต่ก็นะ...

“ไม่ได้!/ไม่ได้!” โอลีฟและมารีนประสานเสียงกันปฏิเสธออกมาทันทีอย่างไม่ยอมง่ายๆ

“.....” นั่นทำเอาฉันกลอกตามองบนใส่เพื่อนที่มันบงการฉันยิ่งกว่าแม่เสียอีก

“ไป ได้เวลาแล้ว” แล้วมารีนก็พูดออกมาก่อนจะพากันลากฉันออกจากห้องอย่างไม่คิดยอมให้เสียเวลาหรือให้โอกาสฉันได้พูดเรื่องเปลี่ยนชุดอีก นั่นทำให้ฉันกำลังถูกลากออกจากห้องด้วยสองรุมหนึ่งหลังต่อต้าน เลยสู้พวกมันไม่ได้

ไนท์คลับ Sot... (โดยการเอาอักษรชื่อของ S=เซฟ O=อง(ศา) T=ต้า(กีต้าร์) มารวมกันเป็นชื่อผับ และแปลว่าคนขี้เมา)

ตอนนี้เรามาถึงที่ร้านกันแล้ว ไนท์คลับแห่งนี้เห็นว่าเป็นร้านพี่เซฟกับเพื่อนๆ ของเขาเปิดด้วยกันและดูแลกันอยู่

“มั่นใจหน่อยสิย๊ะ!” เสียงมารีนบอกฉันขึ้นอย่างกระตุ้นกัน

แต่มันจะให้ฉันมั่นใจได้ยังไงล่ะ ก็ดูชุดที่ฉันใส่สิมันเป็นชุดแบบที่ฉันไม่เคยใส่มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เดรสรัดรูปสีขาวปักคริสตัลวิบวับเล่นไฟสายเดี่ยวปิดอกแค่ครึ่งเดียว แล้วที่สำคัญคือมันสั้นมากไง มันยาวจากก้นฉันไปไม่ถึงคืบอ่ะ ทำเอาขยับแต่ละทีรู้สึกหวิววาบอย่างบอกไม่ถูก

“เชิดค่ะ” โอลีฟพูดขึ้นอีกคนอย่างไม่ยอมให้ฉันทำท่าทางเหมือนถูกบังคับและไม่มั่นใจแบบนี้

“แต่ฉันกลัวมันเปิดนี่หน่า” ฉันบ่นออกมาอย่างกังวลอยู่ไม่น้อย

คือปกติฉันก็ใส่สั้นบ้างนะ ความสั้นอาจจะพอๆ กับชุดตัวนี้แหละแต่มันเป็นกางเกงไง และส่วนใหญ่ก็มักจะใส่ตอนอยู่ห้องหรือนานๆ ใส่ออกข้างนอกที เป็นแบบชุดสองชิ้นที่ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ตอนนี้มันเป็นกระโปรงและเปิดทั้งบนทั้งล่าง เป็นเดรสตัวเดียวที่หากข้างบนหกข้างล่างเปิดก็จบ มันก็เลยทำให้ฉันไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่

“โอ๊ย! ยิ่งแกกังวลมันก็ยิ่งพลาดนะเว้ย เชิดเข้าไว้ อย่าให้ใครมาหัวเราะเราได้” มารีนร้องเตือนขึ้นให้รู้ บอกออกมาให้ปล่อยตัวสบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

“เออๆ” ฉันเห็นแบบนั้นก็ตอบออกมาอย่างทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะมาถึงนี่แล้วและหนีไปเปลี่ยนชุดไม่ได้ พร้อมกับเรียกกำลังใจให้ตัวเองทันทีก่อนจะเดินเข้าไปในร้านกับเพื่อน

“แบบนั้นแหละ งั้นลุยกันเลย” โอลีฟเห็นแบนั้นก็ว่าขึ้นอย่างพอใจไม่น้อย พูดจจพวกเราสามคนก็เดินเข้าไนท์คลับกันทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป