บทที่ 11 ประชด
ร่างกายอ้อนแอ้นยังคงสั่นสะท้านขณะสะอื้นไห้ราวกับได้ยินเสียงหัวใจตนเองถูกฉีกทึ้งแล้วเขวี้ยงทิ้งลงพื้นเหมือนดอกไม้ในระหว่างนั่งทำแผลที่นิ้วเรียวของตนเองอยู่เงียบๆ ภายในห้องนั่งเล่น
ในความรู้สึกโหวงเหวงอ้างว้างกุมหัวใจ คำพูดเย็นชาเหล่านั้นของชายหนุ่มยังคงแทรกเข้ามาผ่านโสตประสาทของหญิงสาวแผดเผาหัวใจจนเจ็บแสบราวกับโดนยาพิษ ไม่ว่าเธอจะทำดีสักแค่ไหน แต่เขากลับไม่เคยเห็นความดีที่เธอคอยพยายามทำมาเลยสักครั้งผิดกับตอนที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ ไปโดยสิ้นเชิงเพราะตอนนี้ในสายตาของเขานั้นได้มองเธอเป็นเพียงผู้หญิงโง่คนหนึ่งที่เขาเบื่อและไม่ต้องการไปตั้งนานแล้ว...
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าครวญครางร้องไห้ด้วยความอัปยศอดสูในความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าผุดขึ้นมาเสียดความรู้สึก ทั้งในดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความอ่อนแอไร้ที่พึ่ง ช่างน่าเศร้านักที่เธอดันไปหลงรักคนเลือดเย็นไร้หัวใจอย่างเขา…
ติ๊ดดด~
ในระหว่างที่ความเสียใจกำลังล้นทะลักออกมาให้เจ็บปวดอยู่นั้น จู่ๆ เสียงสายเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ได้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีแต่ความเสียใจเศร้าโศกของหญิงสาว
มือบางสั่นระริกรีบยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุดบนแก้มเนียนออกพอให้แห้ง ก่อนจะตั้งสติเก็บกลั้นความเสียใจและยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อปรากฏที่หน้าจอทันทีนั่นก็คือเป็นสายจากผู้เป็น มารดาที่โทรมา เธอจึงไม่รอช้ารีบกดรับสายพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูปกติที่สุดเท่าที่ทำได้
“ฮะ...ฮัลโหลค่ะแม่”
(เป็นยังไงบ้างยัยดาสบายดีใช่มั้ย เห็นแกหายเงียบไปเลยแม่เป็นห่วง)
“อ๋อ หนูสบายดีค่ะแม่” หญิงสาวพูดพลางฝืนเค้นยิ้ม
(สามีดูแลแกกับลูกอย่างดีใช่มั้ย ฉันกับพ่อแกก็อดเป็นห่วงแกไม่ได้เลยจริงๆ) น้ำเสียงปลายสายพูดด้วยความเป็นกังวลใจอย่างหนัก
“ค่ะแม่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะเขา...ดูแลดีทุก อย่างเลย ฝากบอกพ่อด้วยนะคะว่าหนูสบายดีมาก”
คำพูดที่สวนทางกับความเป็นจริง หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอยากลำบากด้วยความเสียใจถูกส่งผ่านมาทางน้ำเสียง ทั้งที่เธอพยายามฝืนที่สุดแล้วเพื่อไม่ให้คนเป็นแม่ต้องมาเป็นห่วงคอยกังวลในเรื่องของเธอ
(แน่ใจนะยัยดา ทำไมเสียงแกดูไม่ค่อยมั่นใจเลยล่ะ แกมีความสุขจริงๆ ใช่มั้ยอย่าโกหกแม่นะ)
“ทำไมหนูจะไม่ความสุขล่ะคะแม่ หนูมีความสุข มากจริงๆ คือพอดีว่าช่วงนี้หนูรู้สึกอ่อนเพลียนิดหน่อยค่ะ สงสัยคงจะแพ้ท้องมากเกินไปหน่อย”
(อย่างนั้นเองหรอกเหรอ แค่รู้ว่าแกอยู่สบายมีความสุขดีแม่กับพ่อก็สบายใจแล้ว อีกอย่างพยายามอย่าทำอะไรหนักๆ ล่ะถ้าแพ้ท้องเยอะก็พักผ่อนให้มากให้สามีแกช่วยนวดบ้างนะ ถ้าว่างๆ เดี๋ยวแม่กับพ่อจะไปเยี่ยมนะ)
“ได้สิคะ แม่หนูคิดถึงพ่อกับแม่ที่สุดเลย ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ”
(จ้ะ งั้นแกก็พักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวแม่จะออกไปซื้อของเข้าบ้านกับพ่อให้เมืองหน่อย)
“ค่ะแม่ ขับรถระวังๆ นะคะ”
(แม่วางแล้วนะ)
“ค่ะ บ๊ายบายค่ะแม่”
(จ้ะ)
ติ๊ด
ทันทีที่ผู้เป็นมารดากดวางสายไปแล้ว มือเรียวก็ค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างช้าๆ ร่างบางที่พยายามเก็บซ่อนน้ำตามาตลอดก็ปล่อยร้องโฮออกมาอีกครั้งความรู้สึกโทษตัวเองระลอกหนึ่งได้ถาโถมเข้าใส่เธอราวทะเลคลั่งเมื่อต้องพูดโกหกกับมารดาไปแบบนั้นทั้งที่หัวใจเธอในตอนนี้แทบไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะคนที่รักได้ทำให้เสียใจหนักมากขนาดนี้
แต่ในตอนนี้ไม่มีอะไรที่สามารถระบายหรือเยียวยาหัวใจของหญิงสาวได้เลยนอกเสียจากเธอจะปลดปล่อยมันออกมาผ่านหยดน้ำตาที่พลังไหลอาบลงบนแก้ม เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง…
22.30น.
ห้องนอน
เสียงเปิดประตูมาพร้อมกับร่างสูงที่ได้กลับเข้ามาในห้อง สายตาคมเลื่อนมองมาที่หญิงสาวอย่างแข็งกร้าวไม่มีแม้แต่ความอ่อนโยนในแววตาคู่นั้น ก่อนที่น้ำเสียงดุดันของเขาจะตะคอกออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าเธอนั้นเผลอไปนั่งบนเตียงของเขา
“เตียงของฉันใครอนุญาตให้เธอขึ้นไปนั่งกัน ลงกลับไปนอนพื้นที่ประจำของเธอซะ!” ชายหนุ่มตวาดออกมาด้วยความโกรธจนตัวบางของหญิงสาวที่กำลังนั่งใจลอยตกใจตัวสั่นไหวด้วยความกลัวก่อนจะรีบลุกขึ้นออกจากเตียงในทันที
“ฉะ ฉันขอโทษค่ะ” หญิงสาวรีบเอ่ยคำขอโทษอย่างลนลาน เธอแค่เผลอลืมตัวเท่านั้นแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะโกรธอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้
“หึ คิดจะเรียกร้องความสนใจอยากมีอะไรกับฉันจนตัวสั่นหรือไง ถึงได้เที่ยวมานอนอ่อยประเคนให้บนเตียงขนาดนี้” เสียงเย็นชากระด้างราวกับแส้ที่หวดใส่เธออย่างหนักหน่วง
“มันไม่ใช่แบบที่คุณคิดนะคะ ฉันแค่นั่งแปบเดียวเองคุณถึงกับคิดเป็นอย่างอื่นเลยเหรอคะ”
“อย่ามาเถียง ยอมรับมาตรงๆ ดีกว่า ถ้าเป็นวันอื่นฉันคงจะสนองให้สมใจเธอหรอกนะ แต่วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์ เพราะสำหรับฉันผู้หญิงอย่างเธอก็เป็นได้แค่ที่ระบายอารมณ์เท่านั้นแหละ” ชายหนุ่มเหยียดหยามหญิงสาวทั้งการกระทำและคำพูด แต่ทว่าสิ่งที่เธอไม่อยากได้ยินมากที่สุดก็ได้หลุดออกมาจากปากของเขาแล้วในตอนนี้ ‘ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอนั้นเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของเขาก็เท่านั้น’
หญิงสาวลำคอตีบตัน พยายามสะกดความรู้สึกแสบร้อนที่ผุดขึ้นมาในดวงตา ก่อนที่เธอจะเอ่ยพูดถามชายหนุ่มตรงหน้ากลับไปด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังปนความเจ็บปวดดวงตาเป็นไปด้วยความชอกช้ำกับคำพูดของเขาเหล่านั้น
“คุณไม่เคยคิดบ้างเหรอคะ ว่าสักวันคุณจะอาจจะเสียใจกับคำพูดและการกระทำของคุณที่ทำกับฉันอยู่ในตอนนี้”
“ฉันจะบอกให้เธอเอาบุญเลยนะว่าไม่มีวันนั้นหรอก อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย แล้วก็กลับไปนอนที่ของเธอซะ ฉันต้องการพักผ่อน”
“อย่างนั้นเองเหรอคะ ก็ได้ค่ะแล้วฉันจะรอดู…” หญิงสาวพยายามเข้มแข็งปาดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาคลอเบ้าต่อหน้าเขา ก่อนจะหันหลังแล้วทรุดตัวลงมานอนที่พื้นห้องเย็นเฉียบอย่างไม่อยากจะพูดอะไรให้เจ็บปวดใจต่อไปอีก
“ชิ น่ารำคาญ”
เวลาผ่านไปชั่วครึ่งคืน
ในยามดึกเนื้อบางยังคงนอนขดตัวสั่นไหว ร่างกายของหญิงสาวกำลังอ่อนเพลียและรู้สึกร้อนวูบวาบหนาวสะท้านไปทั่วร่างเพราะต้องนอนที่พื้นห้องหนาวเหน็บทุกคืนใต้ผ้าห่มผืนบาง เธอข่มตานอนหลับไปพร้อมกับอุณหภูมิเป็นไข้ร่างกายที่เริ่มจะสูงขึ้นกว่าปกติโดยที่คนใจร้ายใจดำอย่างเขานอนหลับสบายบนเตียงไม่รู้เรื่องและไม่คิดจะเหลียวแลเลยสักนิด
เช้าวันต่อมา...
ชายหนุ่มได้ตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นนั่งหัวพิงผนังเตียงอย่างสบายตัวแล้วสูดดมอากาศสดชื่น แต่ทว่าจู่ๆ สายตาคมของเขาได้เหลือบทอดมองไปยังร่างบางที่ยังคงนอนหลับอยู่ที่พื้นข้างเตียง ทั้งที่เธอควรตื่นก่อนเขาเหมือนทุกวันแล้ว แต่ทำไมวันนี้เธอถึงยังนอนนิ่งไม่มีท่าทีจะตื่นง่ายๆ ขนาดแสงตะวันส่องหัวขนาดนี้แล้ว
ได้นั่งมองแผ่นหลังบางของหญิงสาวที่นอนหันหลังขดตัวราวกับลูกแมวนิ่งพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะสนใจอะไรในตัวเธอมากนักคิดในใจว่าเธอคงจะนอนตื่นสายเพราะความขี้เกียจ เขาเลยต้องลงจากเตียงก่อนจะเดินมาปลุกเธอให้ตื่นทันที
“คิดจะนอนกินบ้านเมืองไปถึงเมื่อไหร่ ตื่นได้แล้วอย่าแกล้งทำเป็นประชดฉันให้มันมากไปหน่อยเลย”
“...” เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวแบบที่ควรจะเป็น ทำให้ร่างสูงเริ่มแสดงสีหน้าความไม่พอใจ ได้เดินตรงเข้าไปหาร่างบางที่นอนขดอยู่ที่พื้นสะกิดเรียกถึงตัว
หมับ
“ฉันเรียกไม่ได้ยินหรือไง!....อึกทำไมตัวเธอร้อนแบบนี้ล่ะ” ฝ่ามือหนาหยุดชะงักอย่างกะทันหันด้วยความตกใจเมื่อถูกสัมผัสเนื้อตัวของหญิงสาวอย่างคิดไม่ถึงว่าเนื้อตัวเธอจะร้อนราวกับไฟมากขนาดนี้ ก่อนจะยกฝ่ามือหนายกขึ้นมาอังที่หน้าผากเล็กก็ทำให้เขามั่นใจในทันทีว่าเธอไม่สบายลมหายใจเข้าออกก็ร้อนดั่งเปลวไฟและสีหน้าน้ำเสียงที่ดูไม่พอใจตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นกระวนกระวายในทันที
ชายหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก่อนจะรีบช้อนตัวร่างบางของหญิงสาวอุ้มขึ้นแนบอกกว้างของเขาแล้วให้เธอขึ้นมานอนลงบนเตียงก่อนจะห่มผ้าให้ด้วยความร้อนรน
สายตาที่เคยเยือกเย็นอ่อนไหวขึ้นมาชั่วขณะ หลังจากที่วางร่างของหญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ได้รีบเดินออกจากห้องไปเตรียมน้ำอุ่นและผ้าเช็ดตัวทันทีแล้วกลับเข้ามาเช็ดตัวให้ร่างบางอย่างเบามือ
ความรู้สึกบางอย่างแวบขึ้นมาในใจอยู่ครู่หนึ่ง อย่างไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมเขาถึงได้เป็นห่วงเธอมากขนาดนี้ทั้งที่ตัวเขานั้นเกลียดเธอมากเช่นกัน...
“อย่าเป็นอะไรมากเลยนะ ฉันไม่ได้อยากให้เธอมาตายตอนนี้หรอก” เสียงทุ้มเอ่ยพูดขึ้นกับกับหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ตรงหน้า ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นเขาจะพาเธอไปที่โรงพยาบาลทันที
ถึงเขาจะเย็นชาและเกลียดเธอมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้อยากให้เธอต้องเป็นอะไรมากไปกว่านี้…
