บทที่ 6 ไร้เยื่อใย
2 อาทิตย์ต่อมา
หลังจากที่งานแต่งได้ถูกจัดขึ้นในโรงแรมหรูหราระดับห้าดาว ทั้งแขกที่มาร่วมงานและทุกๆ คนต่างมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแสดงความยินดี แต่คงจะมีเพียงชายหนุ่มคนเดียวเท่านั้นที่เอาแต่ทำสีหน้าบูดบึ้งตึง เคร่งเครียดเย็นชาตลอดทั้งงาน แม้แต่ในขั้นตอนพิธีสวมแหวนแต่งงานเขาก็ไม่เต็มใจที่จะสวมให้กับหญิงสาวอย่างวนิดาเลยด้วยซ้ำ
หญิงสาวที่เห็นท่าทีเยือกเย็นจนคล้ายกับไร้เยื่อใยที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงของชายหนุ่มแล้ว ทำให้ความเจ็บปวดระลอกแล้วระลอกเล่าผุดขึ้นมาเสียความรู้สึกราวกับว่าหัวใจดวงน้อยกำลังถูกเข็มทิ่มแทง แต่เธอก็ทำได้เพียงแอบใช้หลังมือปาดน้ำตาด้วยความเจ็บปวดน้อยใจอดทนเพื่อลูกในท้องเท่านั้น...
บ้านหลังหนึ่ง
ห้องรับแขก
“หนูวนิดาชอบไหมจ๊ะ” คุณหญิงได้เอ่ยถามหญิงสาวในฐานะแม่สามีมีใบหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่มีท่าทีที่จะรังเกียจเธอเลยแม้แต่น้อย
“ชอบค่ะคุณแม่”
“บ้านหลังนี้แม่สร้างขึ้นเพื่อจะมอบให้กับวายุกับหนูเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานนะ”
“ขอบคุณนะคะคุณแม่” ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้ม หญิงสาวได้แต่กวาดสายตามองไปยังบริเวณภายในของบ้านซึ่งถูกตกแต่งได้อย่างสวยหรูดูแพงตามฐานะอย่างตื้นตันใจ จนแทบจะสรรหาคำไหนมาบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลยว่าตัวเธอโชคดีมากแค่ไหนที่มีวาสนาได้แม่สามีที่ใจดีกับเธอได้ถึงขนาดนี้
“ส่วนเรื่องของใช้อะไรที่ขาดเหลือหรืออยากได้อะไรเพิ่มหนูบอกแม่ได้เลยนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วหนูไม่ต้องเกรงใจนะลูก”
“แค่นี้ก็เยอะมากแล้วค่ะคุณแม่”
“เยอะตรงไหนกันแค่นี้ยังเล็กน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ลูกสะใภ้แม่จะน้อยหน้าคนอื่นได้ยังไง แม่ไม่ยอมหรอกนะ” คุณหญิงแม่สามีพูดอย่างเอาใจลูกสะใภ้แสนดีอย่างวนิดา ทำให้เธอแอบอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าหากสามีจะแสนดีเอาใจใส่เธอแบบนี้สักนิดมันคงจะดีไม่น้อย
“แม่ว่าเราไปซื้อของตกแต่งมาเพิ่มดีไหม ตรงนี้เหมือนว่ามันจะดูโล่ง ๆ ไป หนูวนิดาว่าไง”
“ดาแล้วแต่คุณแม่เลยค่ะ”
“อย่างนั้นก็เอาตามที่แม่ว่าก็แล้วกัน ส่วนเรื่องแม่บ้าน…”
“มะ...ไม่ต้องก็ได้ค่ะ เดี๋ยวงานบ้านหนูทำเองดีกว่า” ยังไม่ทันให้คุณหญิงพูดจบประโยคหญิงสาวรีบยกมือเรียวขึ้นโบกมือส่ายไปมาด้วยความเกรงใจทันที
“ได้ยังไงกัน หนูกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ ไม่รู้ล่ะแม่ไม่ยอมให้หนูต้องทำงานหนัก ๆ หรอกนะลูก”
คุณหญิงรีบเอ่ยปากค้านอย่างหนักทำให้ชายหนุ่มอย่างจิรายุที่นั่งฟังเงียบอยู่ใกล้ๆ ถึงกับกลอกตามองบนอย่างหมั่นไส้กับความเอาใจใส่ลูกสะใภ้ที่เกินหน้าเกินตา เขาไม่คิดเลยว่าผู้เป็นแม่จะหลงผู้หญิงคนนั้นที่เขาไม่ชอบใจอย่างไม่ลืมหูลืมตาได้ถึงขนาดนี้
ครืด ครืด
ในระหว่างการสนทนาจู่ๆ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของชายหนุ่มได้ส่งเสียงดังขึ้น ทำให้เขาต้องรีบล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู
(สายเรียกเข้า 'ทีน่า')
เมื่อบนหน้าจอโทรศัพท์แสดงให้เห็นว่าเป็นใครโทรเข้ามา ชายหนุ่มแยกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยอย่างมีเลศนัยก่อนที่จะไม่รอช้ารีบกดรับสายโดยทันที
“ฮัลโหลครับทีน่า” ชายหนุ่มพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปานจะหยดต่อหน้าต่อตาผู้เป็นแม่และวนิดาที่เพิ่งจะแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของเขาถูกต้องตามกฎหมายอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่สนใจเลยว่าเธอจะรู้สึกยังไง
(พี่วายุขา ทีน่าคิดถึงพี่วายุจังเลยค่ะ) เสียงออดอ้อนของเด็กใสสต๊อกทำเอาชายหนุ่มใจอ่อนยวบยาบราวกับขี้ผึ้งถูกไฟลน
“พี่ก็คิดถึงน้องทีน่าครับ”
(ทีน่าคิดถึงพี่วายุมาก ๆ เลยค่ะ แล้วก็ทีน่าอยากไปช็อปปิ้งด้วย พี่วายุพาทีน่าไปได้มั้ยคะ นะ นะ น่าพี่วายุขา)
“ได้สิครับ รอพี่แป๊บนะเดี๋ยวพี่จะรีบไปหา” น้ำเสียงของชายหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เสน่หายิ้มแย้มออกหน้าออกตาดูมีความสุขมากกว่าครั้งไหนๆ
แต่ท่าทีแบบนั้นของชายหนุ่มกำลังทำให้ริมฝีปากบางเรียวของหญิงสาวต้องเม้มแน่นขึ้น มือเรียวทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ดวงตาดำสนิทตราตรึงอยู่บนใบหน้าของหล่อเขาซึ่งเป็นสามีของเธอนิ่ง เต็มด้วยความเจ็บปวดหัวใจ หยาดน้ำอุ่นๆ เอ่อขึ้นในตาจนวิสัยทัศน์พร่ามัวแต่ต้องฝืนกลั้นอดทนต่อความรู้สึกเอาไว้ภายในใจอย่างสุดกำลัง
(รีบๆ มานะคะ ทีน่ามีของขวัญรอพี่วายุด้วยน๊า) น้ำเสียงออดอ้อนดั่งลูกแมวน้อยมีหรือเสือร้ายจะอดใจไหว ชายหนุ่มได้ลุกขึ้นพรวดออกจากโซฟาแล้วรีบเดินดุ่มๆ ออกมาจากตรงนั้นทันที โดยไม่คิดจะนึกถึงความรู้สึกของภรรยาอย่างวนิดาในตอนนี้เลยสักนิด
“เจ้าวายุนั่นแกจะไปไหนกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้ มันน่าเขกหัวกระบาลเสียจริงๆ”
"..." ผู้เป็นแม่กัดฟันกรอดเมื่อเห็นแล้วว่าไม่สามารถที่จะหยุดเจ้าลูกชายตัวดีของตนได้อีกต่อไป ก่อนที่เสียงสตาร์ตรถดังขึ้นแล้วถูกขับออกไปด้วยความเร็ว ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเริ่มอบอวลไปด้วยความหม่นหมองภายในบ้านหลังใหม่
“หนูวนิดาลูก...” ฝ่ามือเล็กแตะลงบนท่อนแขนเรียวของลูกสะใภ้อย่างเศร้าสร้อยทั้งเห็นใจ
ในตอนนี้หญิงสาวรู้สึกขมขื่นทั้งเสียใจไม่น้อยเมื่อสามีอย่างเขาไม่คิดจะหันมาสนใจเหลียวแลแม้ว่าเธอจะกำลังทั้งครรภ์ลูกน้อยของเขาก็ตาม....
“แม่ต้องขอโทษหนูแทนลูกชายที่ไม่เอาไหนของแม่ด้วยนะลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องมาขอโทษหนูเลย” หญิงสาวพยายามบังคับน้ำเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตาม เธอพยายามไม่คิดมากเพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อย
แต่ทุกอย่างมันกลับตรงกันข้าม ยิ่งเขาละเลยต่อเธอมากเท่าไหร่หัวใจดวงน้อยของเธอยิ่งบอบช้ำมากเท่านั้น
คนสองคนแต่งงานโดยที่ไม่ได้รักกัน ทุกอย่างมันเกิดจากความผิดพลาด...ก็คงไม่แปลกที่คนอย่างเธอจะไม่ได้รับความรักจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี…
“อดทนสักนิดนะลูก ยังไงแม่ก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งวายุลูกชายตัวดีของแม่คงจะตาสว่างได้เห็นความรัก ความหวังดีในตัวของหนูอย่างแน่นอน”
“...”
“สักวันหนึ่งลูกชายของแม่จะต้องเปิดใจรับหนู อย่างที่แม่กำลังทำอยู่ในตอนนี้”
“ค่ะคุณแม่” หญิงสาวพยักหน้าตอบรับอย่างเค้นยิ้มขมๆ ก่อนที่คุณหญิงจะต้องขอตัวกลับเพราะดันมีธุระสำคัญเข้ามา แต่ก็ไม่วายที่ท่านได้กำชับห้ามให้เธอยกกระเป๋าเสื้อผ้าสัมภาระใบใหญ่ขึ้นไปบนชั้นสองโดยเด็ดขาด
'กระเป๋าพวกนี้หนูห้ามยกขึ้นไปข้างบนด้วยตัวเองนะ ไว้วายุกลับมาก่อนเข้าใจที่แม่สั่งใช่ไหม'
'เข้าใจค่ะคุณแม่'
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
หญิงสาวได้รอให้ชายหนุ่มสามีของเธอกลับมาอย่างใจจดใจจ่อในความเงียบ เธอได้แต่นั่งชะเง้อคอมองว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถกลับมา แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มันก็ยังไร้วี่แวว
“เฮ้อ” สุดท้ายแล้วหญิงสาวก็ได้แต่นั่งถอนหายใจในเวลาบ่ายคล้อย ก่อนที่เธอจะหันไปมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซึ่งถูกวางเอาไว้อยู่กลางบ้าน พลางครุ่นคิดว่าเห็นทีเธอคงต้องจัดการลากมันขึ้นไปยังห้องนอนด้วยตัวเองแล้วจริงๆ
“ฮึบ” พละกำลังแขนอันน้อยนิดกำลังฉุดกระชากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ สองฝ่าเท้าเล็กพยายามก้าวขาเดินขึ้นบันไดด้วยความทุลักทุเล กว่าเธอจะลากกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นมาถึงห้องนอนได้ก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควร เพราะถ้าหากเธอไม่ระวังมันอาจจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในท้องก็เป็นได้
“แม่จะอดทนเพื่อหนูนะลูก” เสียงหวานของหญิงสาวดังขึ้นพลางเธอได้ก้มต่ำลงมองหน้าท้องซึ่งเริ่มนูนเด่นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นของตัวเองด้วยใจรักและเปี่ยมไปด้วยความสุข
“เอาใจช่วยแม่ด้วยนะลูก แม่จะอดทนเพื่อหนูคนดี”
