บทที่ 9 รังเกียจ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

ดวงตาหญิงสาวนั่งจ้องมองจานอาหารบนโต๊ะตรงหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับคนหมดอาลัย ความเงียบเหงาได้แล่นจู่โจมเข้าสู่หัวใจจนหยดน้ำตายังคงเอ่อขึ้นมาคลอเบ้าอย่างน้อยเนื้อต่ำใจกับความเฉยชาที่ชายหนุ่มผู้เป็นสามีได้ปฏิบัติต่อภรรยาอย่างเธอยังไม่จางหาย

แต่ในระหว่างนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงรถหรูของชายหนุ่มได้วิ่งเข้ามาชะลอจอดตรงลานหน้าบ้าน ไม่นานนักร่างสูงของเขาจะก้าวเข้ามาในบ้านมุ่งหน้าเดินมาหาหญิงสาวในห้องครัวทันทีด้วยสีหน้าและท่าทางที่เกรี้ยวกราด

ก่อนที่มือใหญ่ของชายหนุ่มจะเอื้อมเข้ามาคว้าท่อนแขนเล็กของหญิงสาวเอาไว้อย่างแรงในขณะที่เธอยังคงนั่งมีสีหน้าเศร้าอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร ไม่ทันได้สังเกตว่าเขากลับมาแล้วทำให้เธอที่กำลังอยู่ในความเหม่อลอยถึงเบิกตากว้างตื่นตระหนกอย่างหนัก

“ยังไม่ทันไร เธอนี่ชักจะเอาใหญ่ขึ้นทุกทีแล้วนะ” น้ำเสียงชายหนุ่มเปี่ยมพลังตวาดอย่างเกรี้ยวกราด

“โอ๊ย! ฉันเจ็บนะคะคุณ”

“อย่ามาทำเป็นสำออยไปหน่อยเลย เก่งนักนะ เห็นแม่ของฉันทำดีด้วยหน่อย ยังไม่ทันไรก็วิ่งแจ้นโทรไปพูดเป่าหู ฟ้องท่านสารพัดเรื่องจนเนื้อตัวสั่นเลยสินะ”

“ฉันเปล่านะคะ” หญิงสาวรีบเอ่ยปากปฏิเสธทันทีในสิ่งที่เธอไม่เคยนึกและไม่แม้จะคิดทำเรื่องแบบนั้นอย่างที่ชายหนุ่มกำลังเข้าใจผิดอยู่ในตอนนี้เลยสักครั้ง

“ยังมีหน้ามาปฏิเสธอีกงั้นเหรอ” เห็นสีหน้าท่าทางไร้เดียงสาของหญิงสาวในตอนนี้แล้ว ชายหนุ่มคิดว่าเธอนั้นกำลังแสดงแกล้งทำเป็นใสซื่อไม่รู้ความ ก็ยิ่งทำให้ความโกรธเกลียดเธอภายในใจเขาเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว

“คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่เคยคิดเรื่องอะไรแบบนั้นเลยจริงๆ นะคะ”

“อย่ามาตอแหลไปหน่อยเลย ถ้าไม่ใช่เธอไปเป่าหูพูดฟ้องแม่ของฉัน แล้วท่านจะรู้ได้ยังไงว่าฉันยังไม่กลับบ้าน!” ชายหนุ่มตะคอกเสียงย้อนถามหญิงสาวทั้งมือใหญ่ของเขาบีบท่อนแขนเล็กของเธอแรงขึ้นด้วยความโกรธ ทั้งเกลียดชังจนผิวขาวเนียนเผยเป็นรอยแดงเถือก

“เรื่องนั้น…โอ๊ยคุณฉันเจ็บนะคะ คุณปล่อยฉันเถอะค่ะ”

ดวงตาคู่งามมองลึกลงไปในตาของชายหนุ่ม พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกข่มขืนในใจเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยพูดขอร้องให้เขาปล่อยและยอมรับฟังคำอธิบายของเธอสักนิด

แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะสนใจหรืออะไรในตัวของหญิงสาวตรงหน้าที่เขาเกลียดเลย ซ้ำยังกระชากท่อนแขนเล็กของเธออย่างแรงอีกครั้งจนแทบจะพลัดตกจากเก้าอี้แต่ดีที่เธอรั้งตัวเอาไว้ได้

“เจ็บแค่นี้มันยังน้อยไป คิดเหรอว่ามีแม่ฉันคอยคุ้มหัวเอาไว้ แล้วเธอคิดจะใช้ให้ท่านมาเป็นหุ่นเชิดคอยมาออกคำสั่งบังคับอะไรกับฉันได้...อย่าให้ฉันต้องเกลียดผู้หญิงอย่างเธอไปมากกว่านี้นะวนิดา”

“อึก…”

นัยน์ตาดำสนิทเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มจ้องมองใบหน้างดงามแต่กลับมีความชอกช้ำอยู่เต็มเปี่ยมของหญิงสาวด้วยความเกลียดชังเป็นไหนๆ ต่อให้เธอจะพูดอะไรไปในตอนนี้เขาก็ไม่คิดจะสนใจหรือจะยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น

พูดจบชายหนุ่มได้สะบัดมือใหญ่ของเขาออกจากท่อนแขนเล็กของหญิงสาวก่อนที่ร่างสูงของเขาจะหันหลังเดินจากเธอที่พยายามแอบซ่อนความรู้สึกผิดหวังเอาไว้ในใจสุดกำลังไปอย่างเย็นชา ขึ้นบันไดไปบนชั้นสองของตัวบ้านทันที

ดวงตากลมโตสุกใสนั่งนิ่งเงียบอยู่กับที่ จ้องมองแผ่นหลังกว้างเดินจากไปอย่างช้าๆ ก่อนที่น้ำตาที่คิดว่าจะเหือดแห้งไปหมดแล้วได้ไหลทะลักลงมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับว่าหัวใจถูกใครสักคนบดขยี้ไม่เหลือชิ้นดี

หญิงสาวรับรู้ถึงความรู้สึกข่มขื่นในคำพูดประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขานั้นได้เกลียดชังทั้งรังเกียจในตัวของเธอมากจริงๆ …

คำพูดไร้หัวใจประโยคนั้นเหมือนเป็นปลายมีดที่กรีดลงบนหัวใจของคนฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ความผิดหวังและความน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งเข้ามาฉีกกระชากวิญญาณของหญิงสาวอย่างโหดเหี้ยมจนเธอถึงกับต้องนั่งกุมหน้าตัวงอด้วยความเจ็บปวดจนแทบจะสติไปอยู่รอมร่อ

20 นาทีต่อมา

หญิงสาวที่นั่งทุกข์ทนกับความเสียใจอยู่นานในความเงียบ เธอได้ตั้งสติก่อนจะยกหลังมือขึ้นมา ค่อยๆ ปาดน้ำตาบนใบหน้าจนแห้งเพราะเกรงว่าอารมณ์ความรู้สึกที่หนักหน่วงของเธอในตอนนี้อาจจะส่งผลกระทบลูกในท้องได้ เธอจึงทำได้แค่บอกกับตัวเองอยู่ในใจว่าต้องเข้มแข็งให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อลูกน้อย

ถึงแม้ว่าคนเป็นพ่ออย่างชายหนุ่มจะทำเป็นเย็นชาใส่หญิงสาวที่เป็นแม่ของลูกสักแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็ยังคงมีความหวังอยู่ในใจลึกๆ ว่าเมื่อเขาได้เห็นหน้าลูกที่จะคลอดออกมาในอนาคตแล้ว เขาอาจจะมีความรักความเอาใจใส่ให้กับเธอและลูกมากขึ้นก็ได้…

00:30น.

บนห้องนอน

หญิงสาวแบกร่างกายที่อ่อนเพลียเดินขึ้นบันไดมาบนชั้นสองของตัวบ้าน เธอค่อยๆ เปิดบานประตูห้องนอนอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะรบกวนคนด้านใน

ชายหนุ่มซึ่งอยู่คราบชุดนอนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์อยู่บนเตียงได้เงยหน้าขึ้นมาทันที แต่เมื่อเขาเห็นว่าเป็นหญิงสาวที่เปิดประตูเข้ามาใบหน้าที่ดูระรื่นในทีแรกก็ได้พลันหายไปกลับกลายเป็นสีหน้าที่เคร่งขรึมไร้อารมณ์ขึ้นมาแทน เขาได้ปลายชายหางตามองมาที่เธอด้วยแววตารังเกียจ

ในขณะที่หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอย่างไม่กล้าที่จะหันมาสบตามองกับเขากำลังค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้านอนด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว

เวลาผ่านไปสักครู่หนึ่งหลังจากที่หญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยอยู่ในชุดนอนตัวบางสีขาว เธอไม่ลืมที่จะค่อยๆ เปิดประตูห้องน้ำออกไปข้างนอกอย่างเบามืออีกเช่นเคยเพื่อให้มีเสียงรบกวนดังน้อยที่สุด แต่เมื่อเธอก้าวเดินออกมาก็พบว่าชายหนุ่มยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ ทว่าท่าทางของเขายังคงเยือกเย็นต่อเหมือนเก่าทำราวกับว่าเธอนั้นไร้ตัวตน

หญิงสาวทำได้แค่ยืนมองดูเขานิ่งในความเงียบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอ้างว้าง เธอได้ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างถอดใจก่อนจะก้าวขาเดินอ้อมมาทางอีกฝั่งของเตียงอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมจะเข้านอน

แต่ทว่าในขณะที่หญิงสาวทำท่าจะนั่งลงบนเตียง จู่ๆ น้ำเสียงเสียดสีเย็นชาของชายหนุ่มข้างๆ ก็ได้เอ่ยพูดดักคอดังขึ้นทำให้เธอจึงต้องชะงักตัวไว้แล้วหันกลับไปมองเขาทันที

“ใครใช้ให้เธอมานอนบนเตียงไม่ทราบ”

“อะไรนะคะ” หญิงสาวเอ่ยถามกลับอย่างไม่เข้าใจ

“เธอไม่มีสิทธิ์จะมานอนร่วมเตียงเดียวกับฉัน เอานี่ไป ที่นอนของเธอคือตรงโน้นต่างหาก”

ชายหนุ่มได้โยนหมอนกับผ้าห่มผืนบางที่เขาได้เตรียมเอาไว้แล้วส่งให้กับหญิงสาวก่อนจะยกมือชี้นิ้วลงต่ำไปที่ยังพื้นกว้างแข็งกระด้างข้างๆ เตียงนอนทันที

เขาเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นและเฉียบขาดท่าทีจริงจังพลางตวัดสายตามองมาที่หญิงสาวอย่างไร้หัวใจ ทำให้เธอที่เห็นการกระทำของเขาที่กำลังผลักไสเธอแล้วถึงกับจุกอกพูดอะไรไม่ออก

“…”

สีหน้าเศร้าสร้อยมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างปวดใจ ลำคอของหญิงสาวตีบตัน เธอพยายามสะกดความรู้สึกแสบร้อนที่ผุดขึ้นมาในดวงตา ทำได้เพียงแค่เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มกับหมอนที่เขาโยนส่งมาให้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างไม่พูดอะไรแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนอนที่พื้นเย็นเย็บแข็งกระด้างตามคำสั่งด้วยหัวใจที่เจ็บปวด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป