บทที่ 7 บทที่ 7

อัศวเมศยกมือขึ้นลูบอกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจที่แหลกสลายไปนานแล้ว ก่อนจะเปล่งเสียงประกาศกร้าวคำสัตย์สาบานสุดท้ายต่อหน้าดวงวิญญาณของบิดามารดาที่สถิตอยู่บนฟากฟ้าอันมืดมิด

“ฉัน... อัศวเมศ เมธาวิน ขอสาบานต่อฟ้าและเลือดของพ่อแม่... ว่าฉันจะล้างแค้นทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเรืองวรากุล จะไม่มีคำว่าปรานี จะไม่มีความเมตตา ฉันจะเหยียบย่ำพวกมันให้พินาศฉิบหาย ย่อยยับจนไม่เหลือแม้แต่นามสกุลให้สืบทอดชั่วลูกชั่วหลาน!”

ผู้มีพระคุณคนใหม่

ความมืดมิดและกลิ่นคาวของห้องใต้ท้องเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ไม่อาจเทียบได้กับความมืดมิดในจิตใจของเด็กชายอัศวเมศในวัยสิบขวบ เขานั่งกอดเข่าคุดคู้ตระกองกอดความบอบช้ำอยู่มุมห้องพักสายตาแคบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากซึมผ่านร่องนิ้วอย่างไร้เสียง ทุกครั้งที่เรือโคลงเคลงไปตามแรงคลื่นลมในมหาสมุทร ภาพเปลวเพลิงที่แผดเผาเครื่องบินส่วนตัวและร่างของบุพการีอันเป็นที่รักจะฉายวาบเข้ามาในมโนสำนึกชวนให้กรีดร้อง ทว่าบัดนี้ เสียงของเขาแหบพร่าจนไม่มีน้ำเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้อีกแล้ว

ข้างกายของเด็กชาย มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งเฝ้าดูอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและหนักใจ อากิโอะ นักธุรกิจใหญ่ชาวญี่ปุ่นผู้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของบิดาอัศวเมศ ยื่นมือหนาไปตบไหล่เด็กชายเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม

“เรียว... ตั้งสติสิลูก”

อากิโอะเอ่ยด้วยภาษาไทยสำเนียงแปร่งเล็กน้อยอันเกิดจากการที่เขาเคยมาทำธุรกิจที่เมืองไทยเป็นเวลานาน

“แก้วตาดวงใจของไอ้ชนะชัย... นายต้องรอดเพื่อสืบทอดสายเลือดเมธาวินนะ”

เด็กชายค่อย ๆ เงยใบหน้ามอมแมมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและเขม่าควันขึ้นสบตา

“คุณอาครับ... คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่แล้ว... ผมจะอยู่ไปเพื่ออะไร” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม

อากิโอะมองลึกลงไปในดวงตาคู่ที่เคยสดใสทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเงาดำมืดแห่งความโศกเศร้า ชายหนุ่มใหญ่ถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและกังวานสลักลึก “เพื่อความยุติธรรมไงล่ะเรียว! เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกสารเลวนั่นมันปล้นไปจากครอบครัวของเธอ!”

คำพูดของอากิโอะคล้ายลิ่มเหล็กที่ตอกย้ำลงบนก้อนเนื้อในอกที่แหลกสลายให้กลับมารวมตัวกันใหม่ด้วยความแค้น เรือขนส่งสินค้าลำมหึมาแล่นฝ่าคลื่นลมบ้าคลั่งในทะเลลึกจนกระทั่งเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือส่วนตัวในแถบชานเมืองโตเกียวอย่างลับ ๆ อากิโอะพาอัศวเมศหลบหนีเข้ามาในเขตคฤหาสน์ตระกูลอากิโอะอันกว้างขวางและมิดชิด สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นรังไหมที่บ่มเพาะพยัคฆ์ร้ายตัวใหม่ให้ตื่นจากการจำศีล

นับตั้งแต่วันแรกที่ย่างก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลอากิโอะ ชีวิตของอัศวเมศไม่เคยรู้จักคำว่า ‘เด็กชาย’ อีกต่อไป อากิโอะตระหนักดีว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหลังความพินาศของตระกูลเมธาวินเป็นผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าที่มีเครือข่ายยากูซ่าหนุนหลัง การจะกลับไปทวงความยุติธรรมและล้างแค้นด้วยมือเปล่าช่างไม่ต่างจากการเดินไปหาความตาย ชายหนุ่มใหญ่จึงจัดแจงตารางชีวิตใหม่ให้อัศวเมศอย่างทารุณและเด็ดขาด

ทุกเช้าในเวลาตีสี่ครึ่ง ในยามที่หิมะโปรยปนลงมาจนผืนดินกลายเป็นสีขาวโพลนและสภาพอากาศหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน เด็กชายอัศวเมศต้องลุกขึ้นมาสวมชุดฝึกทอผ้าฝ้ายเนื้อหนา เดินเท้าเปล่าเข้าสู่อารามฝึกศิลปะการต่อสู้ส่วนตัวท้ายคฤหาสน์ โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะป้องกันตัวโบราณที่อากิโอะจ้างมาด้วยเงินมหาศาลยืนรออยู่

“จิตใจที่อ่อนแอ จะทำให้นายตายก่อนจะได้จับดาบ!” เสียงตวาดของอาจารย์เคนโด้ดังลั่นข่มขวัญ

อัศวเมศในวัยเยาว์ต้องเรียนรู้การใช้ดาบไม้ไผ่หวดกระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและหยาดเลือดที่ซึมตามผิวหนังจากการถูกลงทัณฑ์เมื่อก้าวพลาด นอกเหนือจากเคนโด้ เขายังต้องฝึกฝนยูโด มวยสากล และศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) อย่างหนักหน่วงชั่วนาตาปี จากเด็กชายร่างกายผอมบาง ค่อย ๆ พัฒนาเป็นเด็กหนุ่มที่มีมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แววตาที่เคยหวั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสนิทและเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก

“เจ็บไหมเรียว?”

อากิโอะเอ่ยถามในเย็นวันหนึ่งขณะนำยาสมุนไพรมาทาบาดแผลที่หลังให้เด็กหนุ่ม

“ความเจ็บที่กาย... มันเทียบไม่ได้กับไฟที่เผาหัวใจผมอยู่ทุกวันครับคุณอา”

อัศวเมศในวัยสิบห้าปีตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบไร้แววของความทรมาน มีเพียงความมุ่งมั่นอันดำมืดที่สะท้อนอยู่ในกระจก

อากิโอะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ทว่าการเป็นเพียง ‘เครื่องจักรสังหาร’ ยังไม่เพียงพอสำหรับการล้มล้างตระกูลเรืองวรากุล อากิโอะรู้ดีว่าโลกยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจแห่งเงินตราและเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ เขาจึงเข้มงวดกับเรื่องการศึกษาของอัศวเมศไม่แพ้กัน เด็กหนุ่มต้องเรียนรู้หลักสูตรบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์มหภาค และการเงินระหว่างประเทศจากอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาติวเข้มให้ถึงคฤหาสน์ทุกค่ำคืน

ด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเป็นเลิศและความแค้นที่ผลักดันอยู่เบื้องหลัง อัศวเมศสามารถสอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาคือ นักศึกษาหนุ่มรูปงามผู้เงียบขรึมและเข้าถึงยาก ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรและท่าทางสุภาพนุ่มนวลนั้น ซ่อนสัตว์ป่าที่กำลังลับเขี้ยวเล็บรอวันขย้ำเหยื่อไว้ลึกสุดใจ เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการศึกษาแผนผังการเงิน เครือข่ายธุรกิจ และจุดอ่อนของกลุ่มบริษัทคู่แข่ง โดยเฉพาะข้อมูลความเคลื่อนไหวของบริษัทเรืองวรากุลอินเตอร์เนชั่นแนลที่เขาสั่งให้มัตสึดะคอยสืบข่าวส่งมาให้อยู่ตลอดเวลา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป