บทที่ 8 บทที่ 8

เวลาสิบหกปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

บัดนี้ เด็กชายสิบขวบเนื้อตัวมอมแมมในวันนั้น ได้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีเต็มผู้สมบูรณ์แบบในทุกตารางนิ้ว ร่างสูงสง่ากำยำ ผิวพรรณสะอาดสะอ้านทว่าแฝงไปด้วยความดุดันดุจราชสีห์หนุ่ม อัศวเมศ เมธาวิน ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดแห่ง เมธาวาริน กรุ๊ป อย่างเป็นทางการ ภายใต้ความช่วยเหลือและการส่งมอบอำนาจจากอากิโอะที่คอยเป็นลมใต้ปีกคุมบังเหียนอยู่เบื้องหลัง

ในวันแถลงข่าวการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมหรูใจกลางกรุงโตเกียว แสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพของสำนักข่าวธุรกิจนับร้อยตัวสาดซ่องประกายวับวาบไปทั่วทั้งงาน นักข่าวต่างพากันรุมล้อมเพื่อยิงคำถามใส่นักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงที่เพิ่งสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการควบรวมกิจการอสังหาริมทรัพย์ระดับแสนล้านและกุมอำนาจทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในเวลานี้

“คุณเรียวคะ! มีข่าวลือว่าแผนการขั้นต่อไปของเมธาวาริน กรุ๊ป คือการขยายฐานอำนาจและเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลลงสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย... ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ?” นักข่าวสาวจากสำนักพิมพ์เศรษฐกิจชื่อดังยื่นไมโครโฟนถามด้วยความกระตือรือร้น

อัศวเมศที่อยู่ในชุดสูทสากลสีดำสนิทเนียนกริบ ขยับเนกไทเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที ทว่ากลับเหยียดรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันร้ายกาจทว่าเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นัยน์ตาคู่คมกริบทอดมองผ่านเลนส์กล้องตรงมา ราวกับกำลังส่งสัญญานเตือนภัยไปยังใครบางคนที่อยู่ห่างไกลข้ามขอบฟ้า

“ประเทศไทย... มีสิ่งสำคัญที่ผมต้องกลับไปทวงคืนครับ” อัศวเมศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังแฝงรังสีความน่ากลัวจนห้องประชุมเงียบกริบลงถนัดตา “เมธาวาริน กรุ๊ป พร้อมแล้วที่จะเปิดตัวโครงการร่วมทุนข้ามชาติ และผมจะเดินทางไปคุมงานนี้ด้วยตัวเอง... เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะได้รับ ‘ผลตอบแทน’ อย่างสาสมและเท่าเทียม”

หลังสิ้นคำแถลงการณ์ ชายหนุ่มหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องประชุมท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน มัตสึดะและบอดี้การ์ดร่างใหญ่ในชุดสูทนับสิบคนพากันเดินแหวกทางและอารักขาอย่างแน่นหนา ทุกย่างก้าวของอัศวเมศเต็มไปด้วยความหนักแน่นและทรงอำนาจ บัดนี้ ลมมรสุมลูกใหญ่ที่ตระกูลเรืองวรากุลไม่มีวันคาดคิดได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

เด็กหนุ่มผู้อ่อนแอที่รอดชีวิตจากกองเพลิงในวันนั้น ได้เดินทางกลับมาเหยียบผืนแผ่นดินญี่ปุ่นและประกาศศักดาในฐานะ นักธุรกิจผู้ทรงอำนาจและอิทธิพลสูงสุดล้นฟ้า พร้อมที่จะกางกรงเล็บอันคมกริบและเปิดฉากล่าล้างแค้นกระดานเลือดนี้ให้สิ้นซาก!

ตอนที่ 6: แผนแก้แค้นเริ่มเดิน

สายลมหนาวเหน็บยามค่ำคืนพัดกรรโชกพาเอาหยาดฝนปนเกล็ดหิมะบางเบาเข้ามากระทบกระจกหน้าต่างของเรือนรับรองหลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายอาณาเขตคฤหาสน์เมธาวิน ราณีนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนไม้หลังเก่า ดวงตาทั้งคู่บวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ศักดิ์ศรีของเธอถูกทำลายจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดีจากคำพูดดูถูกเหยียดหยามของอัศวเมศต่อหน้าบอร์ดบริหารในวันนั้น และตอนนี้เธอยังถูกพาตัวมากักขังไว้ในสถานที่ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

เสียงปลดล็อกประตูไม้หนาทึบดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดออก ร่างสูงใหญ่กำยำของอัศวเมศก้าวเข้ามาในห้อง รังสีความเหี้ยมเกลียดและอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบตัวเขาทำให้บรรยากาศภายในห้องที่หนาวเย็นอยู่แล้วกลับยิ่งยะเยือกจนน่าขนลุก ชายหนุ่มอยู่ในชุดลำลองสีดำสนิท นัยน์ตาคู่คมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายตวัดมองร่างเพรียวระหงที่สั่นเทาอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชแกมสะใจ

ราณีรีบหยัดกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนล้าทว่าแววตาของเธอยังคงพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางรอด “คุณเรียว... คุณจับฉันมาขังไว้แบบนี้ทำไมคะ? ฉันยอมรับคำดูถูกของคุณทุกอย่างแล้ว ยอมรับว่าตระกูลของเราสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องมาขอความช่วยเหลือจากคุณ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาจำกัดอิสรภาพของฉันแบบนี้!”

“สิทธิ์งั้นเหรอ?”

อัศวเมศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงของเขาต่ำพร่าทว่าทรงพลังและเฉียบขาดเด็ดขาด ชายหนุ่มสืบเท้าเข้าหาเธอช้า ๆ ท่าทางคุกคามนั้นทำให้ราณีต้องถอยร่นไปจนแผ่นหลังชิดติดผนังห้อง

“จำใส่หัวสมองของเธอไว้ซะราณี ว่านับตั้งแต่วินาทีที่เธอเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของเมธาวาริน กรุ๊ป ชีวิตของเธอก็ไม่มีคำว่า ‘สิทธิ์’ อีกต่อไป!”

มือหนาแกร่งดุจคีมเหล็กเชยคางมนของหญิงสาวขึ้นบังคับให้สบตากับความดุดันและเย็นชาในดวงตาของเขา

“ในเมื่อเธอบอกเองว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อเงินทุนไปต่อลมหายใจให้ไอ้ชัยณรงค์ เธอก็ต้องยอมรับสถานะของตัวเอง... ตอนนี้เธอไม่ใช่แขก ไม่ใช่ตัวแทนเจรจาธุรกิจ และไม่ใช่ผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น แต่เธอคือ ‘สัตว์เลี้ยง’ ที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของฉันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง!”

“ฉันไม่ใช่วัตถุสิ่งของของคุณนะ!”

ราณีพยายามสะบัดหน้าหนี หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศรินไหลอาบแก้มอีกครั้ง

“ถ้าคุณไม่คิดจะร่วมลงทุนกับเราก็ปล่อยฉันกลับประเทศไทย ฉันจะไปหาทางช่วยคุณพ่อด้วยวิธีอื่น!”

“กลับไทยงั้นเหรอ? หึ ช่างฝันกลางวันได้น่าเอ็นดูจริง ๆ”

อัศวเมศกระตุกยิ้มเหี้ยม เขารู้ดีว่าชัยณรงค์ส่งเธอมาเพื่อเป็นหมากตัวตายรับแรงกระแทกแทนตัวเอง ในขณะที่ตัวมันเองกำลังเตรียมการฉ้อโกงและหลบหนี ความโกรธแค้นสิบกว่าปีที่สะสมมาทำให้ชายหนุ่มไม่มีวันปล่อยให้เหยื่อชิ้นปลามันตรงหน้าหลุดมือไปได้

“ฉันบอกเธอแล้วไง... ว่าตราบใดที่ฉันยังทรมานเธอไม่สะใจ อย่าหวังว่าจะได้เห็นตะวันของเมืองไทยอีกเลย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป