บทที่ 2 งานวันเกิด

"คิณณ์ณภัทร ได้ข่าวว่าคุณความจำเสื่อมอย่างนั้นเหรอคะ?" สีหน้าของแอนน์ฉายแววเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เคยรักกันมาก จะลืมเธอได้ลงคอแบบนี้

"ผมขอเตือนคุณนะ! อย่าล้ำเส้นให้มากนัก! คุณไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายชีวิตผม!"

คิณณ์ณภัทรทิ้งท้ายอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะเดินสะบัดหน้าหนีไป

ทิ้งให้แอนน์ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น

ภาวิตเดินเข้ามาหาพลางเรียกชื่อเธอเบา ๆ "แอนน์"

แอนน์หันไปมองภาวิต เพื่อนสมัยเด็กของคิณณ์ณภัทร และยังเป็นเพื่อนของเธอด้วยเช่นกัน

"แอนน์ ไปกินข้าวเช้าด้วยกันไหม?" ภาวิตถาม แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

เมื่อครู่เขาบังเอิญได้ยินตอนที่คิณณ์ณภัทรต่อว่าเธอเข้าพอดี

ตอนนี้เธอคงกำลังเจ็บปวดมากแน่ ๆ

"ขอบใจนะภาวิต แต่ฉันกินมาเรียบร้อยแล้วล่ะ ขอตัวไปเรียนก่อนนะ"

แอนน์หันหลังเตรียมจะเดินหนี

ภาวิตรีบก้าวตามมาคว้าแขนเธอไว้

"แอนน์ เสาร์หน้าวันเกิดเรานะ ราจองห้องที่คลับไว้แล้ว เธอจะมาได้ไหม?"

พอเห็นแอนน์นิ่งเงียบไป ภาวิตจึงรีบเสริมว่า "มีเพื่อนคนอื่นไปกันหลายคนเลยนะ"

ภาวิตกับคิณณ์ณภัทรเป็นเพื่อนสนิทกัน ดังนั้นในงานวันเกิดของภาวิต คิณณ์ณภัทรย่อมต้องไปร่วมงานอย่างแน่นอน

แอนน์จึงตัดสินใจตอบกลับไป "ตกลง... เราจะไป"

หลายปีผ่านพ้นไป...หลังจากต้องเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายและสูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปทีละคน แอนน์นึกเสียใจนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้และเธอเลือกที่จะไม่ไปในวันนั้น... ก็คงจะดีกว่านี้

ทว่าโลกความเป็นจริง... กลับไม่มีที่ว่างให้กับคำว่า 'ถ้าหาก'

คืนวันเสาร์นั้น แอนน์พิถีพิถันกับการแต่งตัวเป็นพิเศษ เธอแต่งหน้าอ่อน ๆ อยู่หน้ากระจก

เดิมทีเธอเป็นคนสวยสะดุดตาอยู่แล้ว ความโดดเด่นของเธอทำให้ไม่อาจถูกละเลยได้แม้จะอยู่ในฝูงชนแค่เสริมเติมแต่งเพียงนิดก็สวยสะกดทุกสายตา

เธอสวมรองเท้าส้นเข็มแบบสูง ก่อนจะก้าวไปผลักประตูห้องวีไอพีเข้าไปทว่าสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นภาพของคิณณ์ณภัทร... และนันท์นพินที่นั่งอยู่ข้างกายเขาอยู่

ท่ามกลางใบหน้าที่คุ้นเคยอีกหลายคนที่ปรากฏแก่สายตา

จิรกิตต์ ลูกพี่ลูกน้องของนันท์นพิน เมื่อเห็นแอนน์เดินเข้ามา เขาก็กระดกเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว ก่อนจะกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังปัง แล้วเดินตรงดิ่งเข้ามาหาเธอทันที

เขาหรี่นัยน์ตาเรียวเล็กลงพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ ก่อนจะแสยะยิ้มเยอะเย้ยออกมา "ที่นี่มันที่ไหนกันนะ ทำไมถึงปล่อยให้พวกหมาแมวที่ไหนไม่รู้เดินเพ่นพ่านเข้ามาได้?"

แอนน์รีบเบี่ยงตัวหลบด้วยความรังเกียจ ผู้ชายคนนี้ไม่ต่างจากงูพิษที่น่าขยะแขยง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย

ภาวิตรีบวางแก้วเหล้าในมือแล้วรีบเดินเข้ามาต้อนรับ "แอนน์ มาถึงแล้วเหรอ ขอบคุณมากนะที่มา"

พลางช่วยดึงจิรกิตต์ให้ถอยออกไปห่าง ๆ

แอนน์พยายามฝืนยิ้มตอบ "สุขสันต์วันเกิดนะภาวิต"

เธอยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มต้นทักทายคิณณ์ณภัทรด้วยคำไหน ทว่าคำพูดมากมายที่เตรียมไว้ระหว่างทาง กลับจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออกสักคำ... เพียงแค่ได้เห็นหน้าของนันท์นพิน

ภายในห้องนั้นหนาตาไปด้วยกลุ่มเพื่อนของคิณณ์ณภัทร ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนสมัยเด็ก...

ซึ่งครั้งหนึ่ง... พวกเขาเหล่านั้นก็เคยเป็นเพื่อนของเธอเช่นกัน

ด้วยความที่เธอกับคิณณ์ณภัทรนั้นเติบโตมาด้วยกัน

ทว่าในช่วงสองปีที่เธอหายไป นันท์นพินกลับค่อย ๆ เข้ามาแทนที่เธอ นั่งเคียงข้างคิณณ์ณภัทรอย่างเปิดเผย

จนในตอนนี้... เพื่อนกลุ่มเดิมเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพื่อนของนันท์นพินไปเสียหมดแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่าคนกลุ่มนั้นย่อมไม่นับรวมจิรกิตต์

แอนน์รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก จู่ ๆ เธอก็คว้าแก้วเหล้าที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด

เหมือนมีเสียงอุทานเบา ๆ ดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง

แอนน์จ้องมองไปยังคิณณ์ณภัทรด้วยสายตาเขม็ง

นันท์นพินลุกขึ้นพลางเอ่ยลา "ฉันขอตัวกลับก่อนนะ พอดีพรุ่งนี้เช้ามีธุระสำคัญน่ะ"

จิรกิตต์ตะโกนเรียกไล่หลัง "พี่! เดี๋ยวสิ! คนที่ควรจะไปน่ะไม่ใช่พี่สักหน่อย!"

คิณณ์ณภัทรทำท่าจะลุกเดินตามไป ทว่ากลับถูกแอนน์คว้าแขนรั้งตัวเอาไว้เสียก่อน

แอนน์อาศัยจังหวะที่ฤทธิ์แอลกอฮอล์กำลังพลุ่งพล่าน ดึงแขนคิณณ์ณภัทรไว้แน่น "คุณออกมาคุยกับฉันหน่อย"

ไม่รู้เธอเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงได้ลากคิณณ์ณภัทรออกมาจากห้องนั้นจนสำเร็จ

คิณณ์ณภัทรที่เพิ่งดื่มเหล้าเข้าไป ตอนนี้ดวงตาของเขาเริ่มแดงก่ำขณะจ้องมองแอนน์ที่ผลักเขาติดกำแพงด้วยแววตาดุดัน

"แอนน์! เธอทำให้นันท์ต้องหนีไปอีกแล้วนะ! นี่เธอทนเห็นฉันมีความสุขไม่ได้เลยหรือไง?"

แอนน์จ้องมองริมฝีปากที่ขยับพ่นคำร้ายกาจออกมา ทว่าจู่ ๆ โลกทั้งใบของเธอกลับหมุนคว้าง

ปกติเธอคอแข็งกว่านี้มาก ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกมึนงงจนแทบประคองสติไม่อยู่

ร่างกายเริ่มร้อนผ่าวจนทนไม่ไหว เธออยากจะพาตัวเองไปหาที่ที่เย็นกว่านี้เหลือเกิน

ทว่าบางส่วนของร่างกายกลับเกิดความต้องการประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...มันกำลังลุกโชนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

สภาวะที่เป็นอยู่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวและอับอายจนบอกไม่ถูก

เธอพยายามเขย่งเท้าขึ้นพลางวาดแขนโอบรอบคอคิณณ์ณภัทรไว้แน่น ก่อนจะซบหน้าลงกับแผงอกของเขา

เมื่อคิณณ์ณภัทรเห็นท่าทีที่ผิดปกติของเธอ เขาจึงตัดสินใจผลักประตูห้องที่แง้มอยู่ด้านหลังให้เปิดออก แล้วรวบตัวเธอเหวี่ยงเข้าไปด้านในทันที

ทันทีที่เข้ามาในห้อง คิณณ์ณภัทรก็ผลักร่างของเธอให้ล้มลงบนเตียง

แอนน์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "คิณณ์ณภัทร... ฉันร้อน"

คิณณ์ณภัทรถอดเสื้อสูทโยนทิ้ง "แอนน์ นี่คือแผนใหม่ของเธออย่างนั้นเหรอ? ลงทุนวางยาตัวเองเพื่อจะปีนขึ้นเตียง? เธอนี่มันน่ารังเกียจจริง ๆ! ในเมื่ออยากมากนักใช่ไหม... ได้! งั้นฉันจะสนองให้!"

เขาจัดการกระชากเนคไทออกจากคอแล้วเหวี่ยงทิ้งไปอย่างดุดัน

ลมหายใจร้อนระอุของเขารินรดอยู่ใกล้เพียงชั่วลมหายใจ ในขณะที่สติสัมปชัญญะของแอนน์เริ่มหลุดลอยจนไม่สามารถประมวลผลใด ๆ ได้อีก

ลำคอแห้งผากราวกับขาดน้ำ ทั่วทั้งร่างกลับร้อนรุ่มด้วยไฟราคะที่ลุกโชนจนเหมือนจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้

แม้สมองจะพร่ามัวจนแทบไม่รับรู้สิ่งใด ทว่าส่วนลึกในใจกลับตระหนักได้อย่างชัดแจ้งว่า... เธอถูกวางยาเข้าให้แล้ว

ยาปลุกเซ็กส์ชนิดรุนแรง... ชนิดที่สามารถพรากสติสัมปชัญญะและศักดิ์ศรีไปจากมนุษย์ได้จนหมดสิ้น

เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่ผิดปกติของคิณณ์ณภัทรแล้ว ดูเหมือนว่าเขาเองก็คงจะตกที่นั่งเดียวกับเธอ... เขาเองก็ถูกวางยาเช่นกัน

ลำพังเพียงแค่ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ไม่ควรจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและอารมณ์ได้รุนแรงถึงเพียงนี้

ที่สำคัญ... นับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เขาก็แสดงท่าทีขยะแขยงเธออย่างกับอะไรดี ไม่มีทางเลยที่เขาจะเต็มใจแตะต้องร่างกายของเธอด้วยความปรารถนาเช่นนี้แน่

ต่างจากในวินาทีนี้...ที่ร่างสูงใหญ่กำยำของเขากำลังทาบทับลงมาบนร่างกายที่สั่นเทาของเธออย่างคุกคาม

ความแตกต่างระหว่างพละกำลังของเขากับเธอนั้นช่างแตกต่างกันชัดเจน

แอนน์จมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวัง ร่างกายที่เคยขัดขืนกลับอ่อนแรงลงจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้

ศีรษะของเธอปวดร้าวรุนแรงราวกับจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ

ทั่วทั้งสรรพางค์กายกลับร้อนรุ่มกระวนกระวายจนแทบจะแตกสลายลงไปในวินาทีนั้น

เหงื่อกาฬไหลซึมจนผมหน้าม้าเปียกชุ่ม แม้แต่ชุดชั้นในก็ยังชื้นแฉะ

ทว่าด้วยอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงลิ่วก็ทำให้มันแห้งเหือดไปในพริบตา

ร่างกายของเธอกำลังร้อนรุ่ม ทว่าส่วนลึกในใจกลับหนาวเหน็บราวกับถูกแช่แข็งไว้ในธารน้ำแข็ง

การเผชิญหน้ากับท่าทีคุกคามอันป่าเถื่อนของคิณณ์ณภัทรในตอนนี้ ได้ฉุดกระชากเธอกลับไปสู่ฝันร้ายครั้งเก่าที่ 'หมู่บ้านทองแพ' อีกครั้ง ภาพจำของห้องใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้นแจ่มชัดขึ้น ทั้งคราบเลือดสีดำคล้ำที่แห้งกรังติดผนัง แว่วเสียงแส้ที่ฟาดลงบนเนื้อสด ๆ สลับกับเสียงโซ่ตรวนที่ลากไปตามพื้นดินพร้อมด้วยเสียงโหยหวนอ้อนวอนขอชีวิตและเสียงก่นด่าที่ดังระงม...

แอนน์กรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตระหนกและหวาดกลัว

ถึงแม้ลึก ๆ เธอจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเขา ทว่าทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินเลยต่อกันมาก่อน

เมื่อก่อน ต่อให้รักกันหวานชื่นแค่ไหน หรือคิณณ์ณภัทรจะมอบจูบที่ชวนเคลิบเคลิ้มให้มากแค่ไหน แต่ทันทีที่เขาเริ่มล่วงเกินไปมากกว่านั้น เธอก็จะผลักเขาออกไปทุกครั้ง

และทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น คิณณ์ณภัทรก็มักจะเป็นฝ่ายเอ่ยคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความรู้สึกผิด

'ขอโทษนะแอนน์ ผมสัญญาว่าจะไม่บังคับฝืนใจคุณเด็ดขาด ผมจะรอ... รอจนกว่าคุณจะลืมอดีตที่เลวร้ายพวกนั้นและรอจนถึงวันที่คุณพร้อมจะยอมรับผมด้วยหัวใจทั้งหมดที่คุณมี'

ทว่าในวินาทีนี้...ทั้งคู่ต่างตกอยู่ภายใต้พายุอารมณ์จนหอบหายใจหนักหน่วง แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับแดงก่ำด้วยแรงปรารถนาที่ถูกกระตุ้น

ความร้อนรุ่มมหาศาลที่ม้วนตัวอยู่ในท้องน้อยรุนแรงเสียจนแทบจะแผดเผาร่างของเธอให้มอดไหม้ไปในพริบตา

ทุกอณูในร่างกายของเธอกำลังกรีดร้องด้วยความโหยหา และพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางระบายความต้องการที่อัดอั้นอยู่ภายใน

เพียงแค่สัมผัสของคิณณ์ณภัทร ร่างกายที่ไวต่อความรู้สึกก็ทรยศต่อจิตใจจนเธอเผลอส่งเสียงครางออกมาอย่างน่าอับอาย

เสียงครางนั้นกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยโหมกระพืออารมณ์ดิบเถื่อนในกายให้พุ่งสูงขึ้นจนเกินจะฉุดรั้ง

แม้สติที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดจะคอยพร่ำบอกให้เธอหนีไปจากสถานการณ์นี้เสีย

ทว่าคิณณ์ณภัทรกลับโถมร่างกายอันหนักอึ้งลงมาทับร่างของเธอไว้จนไร้ทางหนี

แววตาเต็มไปด้วยแรงราคะที่ไม่อาจมองข้ามสลับกับแววแห่งความดูถูกเหยียดหยามที่ทิ่มแทงหัวใจ

"แอนน์ ที่แท้เธอก็โหยหาเรื่องแบบนี้อยู่แล้วงั้นสิ?บอกกันดี ๆ ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะ 'จัด' ให้สมใจอยาก แล้วจะมาทำเป็นเล่นตัวเรียกร้องความสนใจไปเพื่ออะไร?"

สายตาเขาโหดเหี้ยมไร้เยื่อใย ก่อนที่เขาจะกระชากเสื้อคลุมสีขาวของเธอทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

"คิณณ์ณภัทร ไม่ใช่นะ...ไม่ใช่แบบนี้" แอนน์ร้องไห้ พยายามดึงแขนเสื้อเขาเพื่อให้เขาหยุดการกระทำอันดิบเถื่อน

ทว่าคิณณ์ณภัทรกลับปัดมือเธอออกอย่างไม่ใยดี ก่อนจะกระชากกระดุมเสื้อเชิ้ตของเธอจนขาดกระจุยและดึงมันออกไปอย่างบ้าคลั่ง

แอนน์รีบยกแขนขึ้นโอบกอดร่างกายที่สั่นเทาและเปลือยเปล่าของตนเองไว้ พร้อมกับร้องไห้อ้อนวอนเขา

"คิณณ์ณภัทร ได้โปรด ฉันไม่ได้ทำ... อย่าทำกับฉันแบบนี้เลยนะ"

"อย่าทำแบบนี้งั้นเหรอ? แล้วที่ทำอยู่เนี่ยมันแบบไหนล่ะ? ต่อหน้าทำเป็นใสซื่อเรียบร้อยมาหาฉันทุกวันเพื่อจะยั่วให้นันท์เขาไขว้เขวแต่ลับหลังกลับแสดงธาตุแท้ออกมาจนน่ารังเกียจขนาดนี้!"

เขาคว้าเรียวขาของเธอขึ้นอย่างแรงก่อนจะกระชากทึ้งกระโปรงจนขาดวิ่น

ทั้งที่ในอดีตเคยรักถนอมกันปานจะกลืนกิน ทว่าในวันนี้เขากลับพ่นวาจาเชือดเฉือนทำร้ายจิตใจเธอได้อย่างเลือดเย็น

"แอนน์...ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต่ำตมได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็นะ...เชื้อชั่วมันไม่ทิ้งแถว พ่อเป็นนักโทษข่มขืน ลูกก็คงหนีไม่พ้นพวกเศษสวะที่คอยแต่จะเสนอตัวให้ผู้ชายแบบเธอ! อย่าเอาตัวเองไปเปรียบกับนันท์เลย เพราะเธอเทียบเขาไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บด้วยซ้ำ! มีหน้ามาเสนอหน้าให้ฉันเห็นทุกวันได้ยังไง? ทำให้นันท์ต้องอารมณ์เสียเปล่า ๆ!"

แควก! เสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายท่อนบนถูกคิณณ์ณภัทรกระชากจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี

แอนน์ไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้ไปมากแค่ไหนแล้ว เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่เพื่อผลักไสเขาออกไป

แต่อีกฝ่ายกลับคิดว่าเธอกำลังเล่นตัวแบบยั่วยวน

เขาจับขาเธอแยกออกแล้วบดจูบลงมาอย่างหนักหน่วง

แอนน์พยายามใช้สองมือยันแผงอกของเขาไว้สุดกำลัง

"คิณณ์ณภัทร! คุณจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป!"

ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย แอนน์รวบรวมพละกำลังทั้งหมดผลักร่างหนาของคิณณ์ณภัทรจนเขาล้มลงไปกองกับพื้นได้สำเร็จ

ในวินาทีนั้น...คิณณ์ณภัทรปวดหัวอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำที่พร่าเลือนเริ่มผุดพรายขึ้นมาราวกับดอกไม้ที่โผล่พ้นดิน

ท่ามกลางหมู่มวลดอกกุหลาบมอญที่กำลังบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤษภา กลิ่นหอมละมุนโชยมาตามลมจนอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ

ภาพของเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างสดใส... เธอผลักเขาจนแผ่นหลังติดกำแพง ก่อนจะประทับจูบลงมาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน

'คิณณ์ณภัทร...'

เขายกมือขึ้นกุมขมับด้วยความสับสน... น้ำเสียงที่คุ้นหูนี้เป็นของใครกันแน่?

แรงผลักเมื่อครู่คือพละกำลังเฮือกสุดท้ายที่แอนน์เค้นออกมาจนหมดสิ้น

ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลง เธอรวบรวมลมหายใจสุดท้ายตะโกนวอนขอคิณณ์ณภัทร "ปล่อยฉันไปเถอะ..."

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ ๆ ก็มีเสียงทุบประตูดังลั่น

จิรกิตต์ก้าวมาพร้อมกับกลุ่มคนที่เขาเตรียมการไว้

เขาตะโกนอยู่หน้าประตู "พี่คิณณ์! อยู่ข้างในหรือเปล่า? พี่คิณณ์! เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?"

จากนั้น... ประตูก็ถูกพังเข้ามาอย่างรุนแรง พร้อมกับกลุ่มคนที่กรูเข้ามา

จิรกิตต์เหมือนเตรียมการมาแล้ว เขารีบยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาเล็งเป้าไปที่ร่างของแอนน์แล้วรัวกดชัตเตอร์ แสงแฟลชที่วูบวาบสลับกับเสียงขยับกล้องราวกับจะบันทึกทุกความอัปยศไว้ให้ชาวโลกได้เห็น

ภาวิตได้สติเป็นคนแรก รีบถอดเสื้อสูทคลุมร่างแอนน์ที่กำลังทำอะไรไม่ถูก

ภาวิตปรี่เข้าไปตบโทรศัพท์มือถือในมือของจิรกิตต์จนกระเด็นร่วงหล่นลงพื้น

"จิรกิตต์! ทำบ้าอะไรวะ! ลบรูปพวกนั้นทิ้งให้หมดเดี๋ยวนี้!"

จิรกิตต์ก้มลงเก็บโทรศัพท์ขึ้นมา ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่แอนน์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพยาบาทอาฆาต

"จะตะโกนทำไม ลบก็ลบสิ"

จิรกิตต์ตรงเข้าพยุงร่างที่ไร้สติของคิณณ์ณภัทรขึ้นจากพื้น มองแอนน์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและชัยชนะอันเลวทราม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างผู้ชนะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป