บทที่ 2 พี่เลี้ยงจำเป็น
กลิ่นหอมชวนน้ำลายสออบอวลกรุ่นอยู่ในครัว วาดจันทร์เทข้าวต้มหมูร้อนๆ ใส่ชามแล้วเหยาะพริกไทย ตามด้วยผักชีโรยหน้าพอสวยงาม ก่อนนำจานมารองแล้วใส่ถาดเดินถือออกไปจากห้องครัว หล่อนยิ้มกับตัวเองยามกำลังก้าวเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตะวันวาด…มันคือความสุขเล็กๆ เมื่อได้ดูแลคนที่ตนรักมาเนิ่นนาน แม้จะเป็นรักที่ไม่อาจเอื้อมถึงเลยก็ตาม
เสียงเคาะประตูห้องดังติดกันหลายครั้งจนน่ารำคาญ ตะวันวาดทำเสียงจิ๊จ๊ะอยู่ในลำคอเมื่อยามนี้เขาไม่อยากพบหน้าใครทั้งนั้น จนเมื่อทนการเซ้าซี้ไม่ไหวชายหนุ่มจึงวางเจ้าตัวเล็กให้นอนเล่นบนเบาะไปพลางๆ ยังดีที่แฝดคนน้องยังไม่ตื่นเขาจึงพอมีเวลาที่จะดูแลทีละคน
บานประตูถูกกระชากออกแรงๆ ตามอารมณ์ที่ไม่ปกติของเจ้าของห้อง เพียงเห็นคนที่ยืนยิ้มรออยู่หน้าห้องทำให้ฝ่ามือแกร่งทำท่าจะดันบานประตูปิดใส่หน้าอย่างไม่ใยดี
“ดะ เดี๋ยวค่ะพี่แทน”
วาดจันทร์รีบละมือข้างหนึ่งไปดันประตูเอาไว้ รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าแทบจางหายเมื่อได้รับเพียงสายตาหมางเมินเย็นชากลับมา
“มีอะไร!”
“ป้ากุลบอกว่าพี่แทนไม่ยอมลงไปทานข้าว ใบตองก็เลยทำข้าวต้มมาให้ ทานรองท้องสักหน่อยนะคะจะได้ไม่ปวดท้อง”
คนฟังปรายตามองข้าวต้มร้อนๆ กรุ่นไอควันแสนน่าทาน…แต่นั่นสำหรับคนอื่น ในเวลานี้แม้แต่น้ำเปล่าเขาก็แทบกลืนไม่ลง หล่อนมาไม่ดูเวล่ำเวลาว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี การที่มายืนเซ้าซี้จึงยิ่งเพิ่มดีกรีความร้อนในใจให้ปะทุขึ้นมา
“ฉันไม่หิว จะไปไหนก็ไป อย่าทำให้รำคาญจะได้มั้ย!”
“แต่…”
“บอกว่าไม่กินไง!”
วาดจันทร์สะดุ้งถอยกรูดไปหนึ่งก้าว เมื่อเสียงตวาดใส่หน้ามาพร้อมกับถาดข้าวต้มที่ถูกปัดจนหลุดจากมือหกกระจายอยู่บนพื้น ใบหน้าสวยซีดเผือดเพราะไม่คิดว่าจะทำให้เขาโกรธถึงเพียงนี้
“ถ้าอยากช่วย…ช่วยอยู่เฉยๆ จะดีที่สุด อย่าทำให้รำคาญมากไปกว่านี้ จำเอาไว้!”
“แต่ใบตองแค่เป็นห่วงพี่แทน ทำไมต้องประชดด้วยการทำร้ายตัวเองด้วยคะ”
“ไม่ต้องมาเป็นห่วงฉันเพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วก็ไม่ต้องมาสั่งสอน ฉันรู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไร”
“…..”
“ถ้าอยากจะกลับไปอยู่บ้านก็ไปเลยนะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ แล้วฉันก็ไม่มีปัญญาที่จะเลี้ยงใครในบ้านนี้ได้อีกต่อไปแล้ว”
น้ำคำประชดประชันอันมาจากธุรกิจที่หยุดชะงัก เมื่อเงินหมดทุกอย่างก็เปลี่ยน เขานึกไปถึงภรรยาแต่มาพาลใส่อีกคนที่ไม่รู้
อะไรด้วยเลย
‘นี่เขาไล่เรางั้นเหรอ…ใบตองเอ๊ยจะไปได้ยังไงในเมื่อ…’
หญิงสาวขบกรามเข้าหากัน ปลายเล็บแอบจิกเข้ากับอุ้งมือจนเจ็บชา เมื่อคิดไปถึงว่าบ้านของตนนั้นไม่ปลอดภัยเท่าที่นี่ บ้านที่มีพ่อเลี้ยงบ้ากามจ้องแต่จะลวนลามหล่อนทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเฉพาะสายตาโลมเลียแทะโลมเวลาเจอกัน หล่อนเกลียดแววตาแบบนั้นจนไม่อยากกลับไปเจอ…แล้วก็เป็นเขา เขาเป็นคนอนุญาตให้หล่อนเข้ามาร่วมชายคา แต่ในเวลานี้กลับเอ่ยปากไล่เพียงเพราะมีปัญหาส่วนตัว
เสียงร้องอ้อแอ้ที่ดังขึ้นมา ทำให้คนที่กำลังฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดเบนความสนใจไปตรงนั้น ชายหนุ่มผลุนผลันหันหลังหนีคนที่ยืนแววตาแดงก่ำสั่นระริกกลับเข้าไปในห้อง สองมือประคองอุ้มแฝดคนน้องที่เพิ่งตื่นขึ้นมาปลอบ ด้วยกลัวว่าหากปล่อยไว้นานจะร้องออกมาเหมือนเมื่อคืน
แววตาคมกล้าปรายมองไปหน้าห้อง เขาเห็นหล่อนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บชามและทำความสะอาดเศษอาหารบนพื้นที่มาจากฝีมือตน ใบหน้าที่แดงก่ำของเธอทำให้แวบหนึ่งคล้ายจะก่อเกิดความสงสารเอ่อท้นขึ้นในอกจนรู้สึกผิดที่ทำลงไปแบบนั้น แต่…มันก็เกิดขึ้นแค่ชั่ววินาทีเท่านั้น เธอไม่ได้มีความสำคัญต่อหัวใจที่จะให้คนอย่างเขาเดินเข้าไปง้องอน ชายหนุ่มพยายามสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้น
วาดจันทร์เหลือบมองคนใจร้ายที่กำลังเล่นกับสองฝาแฝดด้วยใจที่เจ็บลึก สองมือรีบเก็บรีบทำความสะอาดเพื่อไปจากตรงนี้ ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความเสียใจจะบีบคั้นหยาดน้ำตาให้ไหลรินอวดคนใจร้ายในห้อง เพราะต่อให้หล่อนร้องไห้ฟูมฟายเจียนจะขาดใจตรงหน้า เขาก็คงจะไม่มาง้องอน
“อูย…ร้อนชะมัด”
ตะวันวาดชักมือกลับแล้วสลัดไปมาพลางสูดปากด้วยรู้สึกแสบร้อนที่ปลายนิ้ว เขาต้องการผสมน้ำอุ่นเพื่ออาบน้ำให้ลูกสาว ความที่ไม่มีประสบการณ์ทำให้เขากะอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่เป็น
จะเติมน้ำก็กลัวจะเย็นเกินไปแล้วลูกสาวเขาจะหนาวจนไม่สบาย จะใช้ความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้งก็กลัวจะร้อนเกินไปเพราะความทนทานของเขากับเด็กทารกนั้นไม่เท่ากัน…ชายหนุ่มเดินวนไปเวียนมาในห้องอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าคงต้องไปเรียกใครก็ได้ในบ้านให้มาช่วยจัดการ จากที่ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับเขาเพราะกลัวถูกไล่ตะเพิดกลับไป
