บทที่ 9 เรื่องที่ฟุ้งซ่าน
หญิงสาวอาย และหวังว่าจะไม่โลกกลมต้องโคจรมาเจอกันอีกครั้ง... เกิดมาทั้งชีวิตยังไม่เคยถูกอุ้มกลับมาห้องผู้ชาย หนำซ้ำยังทำวีรกรรมไม่น่าประทับใจฝากเอาไว้ด้วย!
ปิ่นกานต์สะบัดศีรษะอย่างแรงเพื่อระงับเรื่องที่ฟุ้งซ่านอยู่ในสมองออก ในขณะที่เดินมาที่รถและขึ้นรถขับออกไป ครั้นหันไปมองเวลาที่เกือบจะสองทุ่มแล้ว หากกลับไปถึงก็คงราว ๆ สามทุ่มและไม่ทันได้รับประทานอาหารมื้อเย็นกับบิดาแน่ๆ เมื่อคิดเช่นนั้นปิ่นกานต์จึงตัดสินใจที่จะเพิ่มความเร็วเพื่อขับรถกลับไปให้ทันอาหารมื้อเย็นที่บ้าน
หญิงสาวจึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าเส้นทางลัดเพื่อที่จะไม่ต้องเจอปัญหารถติดในตัวเมือง ซอยที่ดูโล่งและมีหลอดไฟข้างทางเพียงน้อยนิด ซึ่งกลางวันดูไม่น่ากลัวเท่ากับช่วงกลางคืนเลยสักนิดแน่นอนว่าข้างทางยิ่งขับมาเรื่อยๆ เธอไม่เคยขับมาในตอนกลางคืน แต่ช่วงเวลากลางวันมักขับผ่านมาประจำและกว่าจะเจอถนนใหญ่ก็ดูเปลี่ยวมาพอสมควร
เอี๊ยด !... รถถูกเบรกกะทันหันเมื่ออยู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาจากทางหลังรถเลี้ยวเข้ามาจอดขวางที่หน้ารถ ปิ่นกานต์มองอยู่สักพักแต่ไม่เห็นว่ามอเตอร์ไซค์นั้นจะหลีกทางหรือขับต่อไป จนกระทั่งคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่บนมอเตอร์ไซค์เดินลงมาหาพร้อมกับทุบกระจกรถสองสามครั้ง หญิงสาวลังเลว่าควรจะลงดีหรือไม่ อีกอย่างก็ไม่ได้ขับปาดหน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญตอนนี้มันดึกแล้ว ไม่ควรไว้ใจใครเท่าไหร่กับเส้นทางที่ มืดสนิท
สุดท้ายปิ่นกานต์ก็ตัดสินใจแค่เปิดกระจกเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อ ถามอีกฝ่าย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ?”
ชายหนุ่มตรงหน้าผิวสีเข้ม ใบหน้าดูน่ากลัวราวกับโจรไม่มีผิด ส่งสายตาของมันมองพร้อมกับชักปืนออกมาจ่อตรงหน้าทันที หญิงสาวแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่อตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอควรจะรีบขับรถชนคนข้างหน้าไปหรือว่าทำอย่างไรต่อไปดี ?
“ลงมาจากรถซะคนสวย”
น้ำเสียงหยาบกระด้างเอ่ยขึ้นทั้งที่ปืนยังจ่ออยู่
มันคือโจรโรคจิตหรือพวกนักเลง?
ปิ่นกานต์เริ่มกลัวตัวสั่นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ต่อให้จะกลัวยังไงก็ไม่ยอมลงจากรถเด็ดขาด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมใช่สติเข้าช่วย สถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีสติให้มากที่สุดเพื่อเอาตัวรอด
“ถอยออกก่อนค่ะ ฉันเปิดประตูไม่ได้” ปิ่นกานต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด เมื่อสังเกตว่าอีกฝ่ายถอยในระยะที่ไกลพอสมควรแล้วหญิงสาวจึงค่อยเลื่อนมือกดปิดหน้าต่างและเตรียมเหยียบคันเร่งทันที เธอกำพวงมาลัยอย่างแน่นและเท้าขวาก็เหยียบคันเร่งขับออกไปทันทีโดยไม่สนใจว่าชายที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์จะเป็นอย่างไร
รอดแล้วใช่หรือไม่?
ปิ่นกานต์ขยับดูกระจกมองหลังแต่ก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นได้ขับตามมาราวกับว่าต้องการเอาชีวิตของเธอ และแล้วเสียงปืนนัดแรกก็ดังขึ้น ทำให้เธอตกใจและขับรถไม่ตรงเลน หญิงสาวพยายามอย่างมากเพื่อตั้งสมาธิและเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วหนีคนที่ไล่ตามมา
เธอไม่ควรเลือกทางนี้กลับบ้านเลยสักนิด ทั้งที่รู้ว่าอาจจะเกิดเรื่องเเบบนี้ขึ้น เเต่ก็อยากจะลองเสี่ยงดูเผื่อว่าจะกลับบ้านได้เร็วขึ้น ทว่า...วันนี้โชคร้ายจริงๆ ที่ต้องต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆ
ปัง! เสียงปืนนัดต่อไปเริ่มตามมาเรื่อยๆ ปิ่นกานต์ขับรถแทบไม่สนใจคนข้างหลังที่ไล่ยิงมา แต่ทว่าปลายเท้าก็ยังเหยียบคันเร่งขึ้นโดยไม่ลง จนกระทั่งรถสิบล้อขนาดใหญ่ขับมา ดูเหมือนว่าคนขับจะหลับในไม่ก็เมา เซซ้ายเซขวามาไม่ตรงทางทำให้รถที่เพิ่มความเร็วอยู่หลบไม่ได้
แสงไฟที่จากรถสิบล้อที่วิ่งเข้ามาเคลื่อนมาใกล้และจ้ามากจนแทบมองไม่เห็น ปิ่นกานต์ตั้งใจจะเบี่ยงรถลงข้างทาง แต่ทว่า...ตุ้ม! รถคันหรูพุ่งชนเข้ากับรถสิบล้ออย่างเต็มๆ ปิ่นกานต์เจ็บไปทั่วร่างและสายตาพร่ามัวจนมองอะไรไม่เห็นอีกต่อไป
มอเตอร์ไซค์ที่ขับตามมาเมื่อเห็นว่ารถของเหยื่อขับชนรถสิบล้อต่างตกใจและรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจอีกว่ารถที่ชนกันคนจะอยู่หรือว่าจะตาย...
/
/
ภายในห้องทำงานหรูที่กว้างโอ่อ่าถูกออกแบบตกแต่งอย่างสวยงาม ชายหนุ่มใบหน้าเรียบนิ่งคิ้วเข้ม แววตาเยือกเย็นไร้ความรู้สึกมองไปยังแฟ้มเอกสารตรงหน้า ‘อีธาน เว่ย’ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งจีน (ไต้หวัน)-ไทย ไฟแรงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางที่เมินเฉยต่อทุกสิ่ง แววตาแบบนี้มันยังคงสงบนิ่งจนไม่มีความรู้สึกอะไรออกมา เว้นแต่ข้างในหัวใจกำลังคิดถึงเรื่องบางอย่างที่ทำให้หัวใจเย็นชานั้นทลายลง
ผ่านมายี่สิบสองปีแล้ว...ทุกอย่างมันคงเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ตั้งแต่ครอบครัวตัดสินใจกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของบิดาและขยายธุรกิจที่ไต้หวัน
มุมปากคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจแม้ใบหน้าจะแสนนิ่งก็ตาม ทุกอย่างออกมาจากความรู้สึกข้างในหัวใจ แม้จะผ่านมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม ความทรงจำในวัยเด็กยังคงไม่เคยลืม...
เจ้าสาวของเขา...อีกไม่นานจะได้เจอกันอีกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
อีธานถอนหายใจพร้อมกับลุกขึ้นจากโต๊ะโซฟาที่นั่งอยู่ เดินไปที่หน้าต่างพลางส่งสายตามองออกไปยังวิวเบื้องหน้า ตึกสูงที่มองเห็นเส้นทางถนนและตึกได้อย่างชัดเจน ผ่านมายี่สิบสองปีแล้ว มากพอที่อะไรหลายๆ อย่างในกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนไป
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มหันไปมองเลขาคนสนิทที่เดินเข้ามา
“ว่ายังไง?” อีธานเอ่ยขึ้น หลังจากที่สั่งให้คนออกตามหาหญิงสาวและก็ไม่ยากเลยเพราะตระกูลของเธอก็ใหญ่และมีฐานะในวงสังคมมากพอที่จะใช้เวลาตามหาไม่นานนัก แต่ทว่าจะทำอย่างไรเพื่อเดินเข้าไปรู้จักกันอีกครั้งหนึ่งก็เท่านั้น
“คือว่าที่อยู่เดิมย้ายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน เอ่อ...นี่คือที่อยู่บริษัทและบ้าน แต่เท่าที่ผมตามสืบมาตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาล เพราะเกิดอุบัติเหตุน่ะครับ เอ่อ..ชื่อโรงพยาบาลก็อยู่ในแฟ้มแล้ว” เวธัส ผู้ช่วยที่ทำงานให้อีธานมาหลายปีกล่าวขึ้นพลางเหลือบมองท่าทีของเจ้านายแล้วพูดต่อไปว่า “บอสจะไปหาเธอเลยไหมครับ ผมจะสั่งเตรียมรถเอาไว้”
“ไม่ ยังก่อน” อีธานกล่าวสั้นๆ น้ำเสียงและใบหน้าก็ยังคงนิ่งเรียบและไร้ความรู้สึกเช่นเดิม ไม่ต่างจากตอนก่อนฟังเลยสักนิด ทว่ามันจะต่างกันที่เพียงความรู้สึกข้างในหัวใจก็เท่านั้น...เป็นห่วงและอยากพบ แม้จริงๆ จะรู้สึกเสียดายที่ยังไม่เจอเลยก็ตาม
“ครับ” ตอบรับเพียงสั้นๆ เท่านั้น
“ขอบใจมาก นายออกไปได้แล้ว”
เวธัสหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร เพราะว่าในใจของบอสคงรู้สึกหวั่นไหวอยู่มากทีเดียว ต่อให้ใบหน้าจะนิ่งและเยือกเย็นแค่ไหนก็ตาม อันที่จริงแล้วในใจก็อดสงสัยถึงสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ว่า ทำไมถึงต้องตามหาตัวของหญิงสาวคนนี้ มันน่าแปลกที่เจ้านายจะ
สนใจผู้หญิงคนหนึ่งทั้งที่ผ่านมาไม่เคยเหลียวมองสักคน...
ห้องทำงานกลับสู่ความเงียบอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าแววตาที่นิ่งและเย็นชาอยู่นั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อีธานแสดงถึงความเป็นห่วงอีกฝ่ายออกมาอย่างชัดเจน
“ยัยเด็กแก่แดด จะมีแฟนหรือยังนะ...” ชายหนุ่มพึมพำ ก่อนคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ครั้นเมื่อจินตนาการถึงใบหน้าไร้เดียงสาตอนเด็กก็เผลอนึกถึงตอนโตว่าจะเป็นอย่างไร จะสวยมากขนาดไหนกัน?
‘พี่ชายจะไปไหนเหรอคะ?’ เด็กหญิงเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ได้ฟังคำอำลาจากปากของเด็กหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าไร้เดียงสาจ้องมองด้วยความสงสัย ‘แล้วจะได้เจอกันอีกไหม?’
‘ไม่รู้สิ’ ตอนนั้นเขาเองตอบไปแบบนั้น
‘งั้นเหรอ...’ เด็กหญิงก้มหน้าสลดลงสักพัก ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนเข้าถึงหัวใจเขาเหลือเกิน ‘แต่ถ้า...พี่กลับมาแล้ว เรามาเล่นเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันอีกนะ!’
เล่นเจ้าบ่าว เจ้าสาว...ชายหนุ่มนึกหัวเราะให้ตัวเองที่กลับมาเมืองไทยเพื่อสิ่งนี้ และเขาไม่ได้กลับมาเล่นเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเหมือนตอนเด็กๆ แต่กลับมาจับเธอเป็นเจ้าสาวของเขาต่างหาก!
เสียงรบกวนทำให้คนป่วยที่นอนอยู่รู้สึกตัวขึ้น เปลือกตาที่หนักอึ้งทั้งสองข้างพยายามจะลืมขึ้นมองไปยังสิ่งรอบตัว ทันทีที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นนั้นแสงอาทิตย์ที่สว่างในยามเช้าก็แยงเข้าสู่ดวงตาทั้งคู่ หญิงสาวพยายามยกมือขึ้นเพื่อบังตา ทว่าร่างกายทั้งหมดกลับหนักอึ้งและไม่ขยับได้อย่างที่ใจต้องการ ดวงตากลมกลอกมองไปรอบๆ ตัวและเพดานห้อง
เสียงประตูห้องเปิดออก หญิงสาวหันไปมองคนที่เดินเข้ามาด้วย สีหน้าร้อนรนและห่วงใย
“ยัยปิ่นฟื้นแล้ว!” น้ำเสียงที่เอ่ยจากปากผู้เป็นพ่อเต็มไปด้วยความ
ห่วงใย ทว่าแววตาที่หญิงสาวมองกลับมานั้นราวกับคนแปลกหน้าและไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“คุณหนู!” เสียงของนมผ่องดังขึ้นตามมา
เธอ...เคยรู้จักคนตรงหน้าใช่ไหม?
ดวงตากลมกะพริบมองชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังห่างออกไป ในขณะนั้นประตูห้องพักก็เปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแฟ้มประวัติผู้ป่วยในมือ
“อีกไม่นานก็หายเป็นปกติแล้วครับ โชคดีมากที่ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนถึงจุดสำคัญ” แพทย์หนุ่มพูดด้วยพร้อมกับยิ้มให้ผู้ป่วยบนเตียง ทว่า...
“ขอโทษนะคะ พวกคุณเป็นใครคะ แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
/
ฝากติดตามสนับสนุนผลงานเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะคะ ผ่านทาง APP
- Sweet Situation หนีรักมาพบคุณ (ลงจบแล้ว)
- ทัณฑ์รักพ่ายพิศวาส (ลงจบแล้ว)
- Love Marriage วิวาห์รักพิศวาส (ลงจบแล้ว)
