บทที่ 2 อารมณ์ดี
บทที่2
อารมณ์ดี
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
อิฐพาน้องสาวขับรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถของมหาวิทยาลัย วันนี้ ไอริณขอติดรถพี่ชายมาด้วยเพราะช่วงบ่ายเธอมีธุระต้องไปทำกับพี่ชายของเธอ แม้ว่าวันนี้จะมีเรียนเช้าแต่เธอกลับรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะหลังจากที่เธอย้ายไปอยู่คอนโดก็ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าให้หงุดหงิดใจอีกต่อไปเพราะคอนโดเธออยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่ทำให้เธอไม่ต้องรีบร้อนแถมยังมีเวลาตื่นมาแต่งหน้าทำผมสวยๆ อีกต่างหาก
“แยกกันตรงนี้นะ พี่ไปก่อนล่ะ” อิฐบอกน้องสาวเมื่อลงจากรถเรียบร้อย วันนี้เขาเองก็มีเรียนเช้าเช่นกันทำให้เขาจำต้องรีบแยกกับน้องสาว
“ค่ะ พี่อิฐอย่าลืมนัดนะ” ไอริณย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นพี่ชายตั้งท่าจะแยกตัวออกไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เจ้าตัวเรียนอยู่
“รู้แล้วน่า เรียนเสร็จเดี๋ยวพี่รีบไปหาที่คณะ” ร่างสูงหันหน้ามาบอกน้องสาวด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินออกไปอีกครั้งอย่างรีบร้อนเพราะมันใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนเต็มทีแล้ว
ไอริณมองตามแผ่นหลังพี่ชายไปเพียงนิดก่อนจะเดินกรีดกรายไปตามทางเดินในมหาวิทยาลัยเรื่อยๆ อย่างคนอารมณ์ดี ร่างบางยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทอย่างโบลิ่งและพีทกำลังยืนรออยู่หน้าร้านชานมไข่มุกตรงตึกคณะบริหารที่พวกเธอเรียนอยู่ แต่ไม่ทันที่จะได้เดินเข้าไปหาเพื่อนหางตาก็เหลือบไปเห็นเพื่อนๆ กลุ่มเดิมที่เธอเคยหลวมตัวไปคบด้วยเมื่อตอนที่เข้ามาเรียนที่นี่ครั้งแรกเพราะตอนนั้นเธอพึ่งเข้ามาเรียนใหม่เป็นเด็กปีหนึ่งที่จำต้องหาเพื่อนให้ได้และด้วยความที่เทอมแรกเธอได้จับกลุ่มทำรายงานกับเพื่อนกลุ่มนั้นทำให้เธอคบหากับเพื่อนๆ กลุ่มนั้นไปโดยปริยาย
กระทั่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เธอรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ไม่ได้เลยเพราะทุกคนชอบนินทาคนอื่นและยังชอบพูดจาเหน็บแนมคนอื่นไปทั่วด้วยไม่เว้นแม้แต่เพื่อนในกลุ่มตัวเอง เธอไม่ใช่คนโลกสวยที่จะรับไม่ได้กับการถูกนินทาหรืออะไร แต่ที่เธอไม่ชอบคือพฤติกรรมของเพื่อนๆ กลุ่มนี้ที่มักพูดแซะกันเองและยังชอบพูดจาโอ้อวดจนเธอรู้สึกรำคาญ
ปากก็บอกว่าทุกคนเป็นเพื่อนกันอยู่กลุ่มเดียวกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกันแต่พอลับหลังกลับนินทาและพูดแต่เรื่องไม่ดีของเพื่อนซะงั้น พอเธอไม่ผสมโรงด้วยก็ถูกเขม่นและหาว่าเธอโลกสวย สำหรับเธอแล้วทุกคนคือเพื่อนหากเป็นเพื่อนกันก็ควรจะพูดคุยกันด้วยความจริงใจและหวังดี ไม่ใช่พอคนหนึ่งลุกจากที่ปุ๊บก็นินทากันปั๊บเลย แล้วแบบนี้จะคบกันไปเพื่ออะไรสู้เดินออกมาไม่ดีกว่าเหรอและนั่นแหละคือจุดเปลี่ยนที่เธอออกมาจากเพื่อนกลุ่มนั้นซึ่งเธอยอมรับว่ารู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ไอริณถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายกับสายตาที่เพื่อนกลุ่มเดิมส่งมาเพราะมันมีทั้งความเย้ยหยันและไม่เป็นมิตรสุดๆ แต่แล้วยังไงคิดว่าคนอย่างไอริณจะกลัวเหรอ เธอหันไปมองและเหยียดยิ้มใส่อย่างไม่ใส่ใจเช่นกัน ตอนนี้เธอมีเพื่อนกลุ่มใหม่ที่น่ารักมากทำไมเธอต้องไปใส่ใจกับคนที่ไม่เคยจริงใจกับคนอื่นด้วย เสียเวลาชีวิตเปล่าๆ
“แหม หน้าตึงมาเลยนะ” โบลิ่งแซวทันทีเพราะเธอยืนอยู่ตรงนี้ก็สามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้าได้ เพื่อนกลุ่มนั้นเธอเองก็รู้จักแต่ไม่คิดจะไปสุงสิงหรือสนิทด้วย คนอย่างโบลิ่งไม่ชอบคนที่เก่งแต่ลับหลังคนอื่นอยู่แล้ว
“หึ ไปกันเถอะ เข้าเรียนดีกว่า” ไอริณยิ้มขำเล็กน้อยและเข้าไปกอดคอโบลิ่งอย่างสนิทสนม อันที่จริงเธอกับโบลิ่งก็เคยพูดคุยกันมาบ้างแต่เพียงแค่ยังไม่ได้สนิทกันเท่านั้นแต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปแล้วและเธอยังมีเพื่อนคณะอื่นอย่างมินตราและเฟิร์นด้วย
“จ้าา ไปกันไอ้พีท” โบลิ่งลากเสียงอย่างทะเล้นและหันไปชวนเพื่อนตัวสูงที่ยืนนิ่งๆ อยู่ ความหล่อของอีกฝ่ายทำเอาสาวๆ แอบเมียงมองและยิ้มเขินจนไอริณและโบลิ่งหัวเราะออกมาอย่างขำขัน
“มึงสองคนไปก่อนเลย กูขอสูบบุหรี่แป๊บ” พีทบอกสองสาวด้วยสีหน้าเบื่อๆ เพราะเมื่อสักครู่มีรุ่นน้องเข้ามาขอเบอร์โทรเขา พอปฏิเสธเสียงแข็งก็ทำหน้าจะร้องไห้ใส่อีก น่าเบื่อ!
“จิ๊! กูพึ่งเห็นมึงสูบไปเองนะ” ปกติโบลิ่งไม่ค่อยพูดกูมึงกับใครหากไม่สนิทด้วยแต่กับพีทเจ้าตัวพูดกูมึงกับเธอและไอริณตั้งแต่วันแรกที่ได้คุยกันพวกเธอก็เลยจำต้องพูดคุยกันแบบห่ามๆ กับเพื่อนตัวสูงแบบนี้
“หึ บ่นเป็นแม่กูเลยนะ” พีทแสยะยิ้มอย่างกวนๆ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าออกไปสูบบุหรี่ยังจุดที่สามารถยืนสูบได้ทิ้งให้โบลิ่งและไอริณมองตามอย่างหมั่นไส้ พีทเป็นลูกชายนักการเมืองชื่อดังของเมืองไทยเจ้าตัวพึ่งย้ายเข้ามาเรียนตอนปีสองเพราะถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเดิมเนื่องจากมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับลูกชายของเจ้าของมหาวิทยาลัย แม้ว่าพ่อของพีทจะเป็นผู้มีอิทธิพลแต่ก็ไม่ได้เข้าข้างลูกชายขนาดนั้น แต่เมื่อลูกถูกไล่ออกเจ้าตัวก็ยอมใช้เส้นสายจับยัดลูกชายให้มาเรียนที่นี่แทนอยู่ดี
โบลิ่งจำได้ว่ามาเรียนที่นี่ครั้งแรกพีทแทบไม่พูดคุยกับใครและออกจะขี้รำคาญคนอื่นด้วย เรียกง่ายๆ คือไม่พร้อมเป็นมิตรกับใครเลย ทำให้เจ้าตัวไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว กระทั่งอาจารย์จับให้เจ้าตัวมาทำงานกลุ่มกับพวกเธอนั่นแหละก็เลยได้มีโอกาสคุยกัน ตอนแรกก็ยังไม่สนิทกันหรอกแต่พอคุยไปคุยมากลับเข้ากันได้ซะงั้น ถึงอีกฝ่ายจะดูไม่เป็นมิตรและไม่เอาใครแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ก็คงเป็นพวกหัวแข็งหัวดื้อชอบต่อต้านครอบครัวมากกว่าเพราะพวกเธอมักเห็นว่าอีกฝ่ายชอบทะเลาะกับพ่อทางโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ
“ใกล้สอบอีกแล้ว เหนื่อยอะ” ไอริณบ่นขึ้นมาตามประสาหลังจากที่เดินกอดคอโบลิ่งเข้ามาในห้องเรียน เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ เพราะเธอไม่ชอบการสอบเอาซะเลย ทุกครั้งที่มีการสอบเธอมักจะกดดันตัวเองจนไม่อยากออกไปไหนหรือทำอะไรทั้งนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว
“คิก~ อย่าคิดมากน่า สอบเสร็จคราวนี้ได้หยุดตั้งสองอาทิตย์เลยนะ นอนดูซีรีส์ฉ่ำๆ ไปเลย” โบลิ่งกระซิบบอกอย่างฟินๆ เมื่อคิดถึงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง ไม่นานอาจารย์ผู้สอนก็เดินเข้ามาภายในห้องโดยที่พีทเองก็เดินมานั่งลงข้างๆ โบลิ่งเช่นกัน
“มึงพร้อมสอบยัง” โบลิ่งกระซิบถามเมื่อเห็นเพื่อนตัวสูงหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นเกมอย่างไม่สนใจที่จะเรียนอย่างเช่นทุกครั้ง
“พร้อมห่าไร กูพึ่งมาเรียนไม่นาน ไม่รู้จะเอาไปไรไปสอบ” พีทตอบกลับนิ่งๆ ตามประสาคนดิบห่าม แต่โบลิ่งไม่ได้ใส่ใจเพราะรู้ดีว่าพีทก็ปากแบบนี้อยู่แล้ว
“หึ มึงมันลูกรักอาจารย์จะตายไป ออกไรมามึงก็ตอบได้หมดอะ” พวกเธอเคยสอบเก็บคะแนนกันไปแล้วและไอ้คนที่พึ่งเข้ามาเรียนเนี่ยแหละดันได้คะแนนเยอะสุด ไม่เรียกว่าลูกรักอาจารย์จะเรียกว่าอะไรล่ะ แต่ความจริงแล้วมันฉลาดต่างหากล่ะ อ่านหนังสือแป๊บเดียวก็จับใจความได้หมดแล้ว นี่ถ้ามันตั้งใจเรียนดีๆ ไม่เอาแต่ประชดพ่อมันนะ เธอคิดว่าพีทคงเรียนจบก่อนคนอื่นๆ อะ
“ช่วยไม่ได้ก็กูมันเกิดมาฉลาด” พีทยักไหล่อย่างกวนๆ และนั่งกดเกมเล่นต่อแต่ถึงแบบนั้นหูของเขาก็คอยฟังอาจารย์ผู้สอนไปด้วย คนเราจะไปเคร่งเครียดอะไรนักหนา เรียนบ้างเล่นบ้างเป็นสีสันของชีวิตดีออก โบลิ่งเบะปากอย่างหมั่นไส้และกลับมาตั้งใจเรียนต่อเพราะตอนนี้อาจารย์ได้เขม่นมองมาที่เธอกับเพื่อนตัวสูงสักพักแล้ว เธอยิ้มแห้งและเกาแก้มแก้เก้ออย่างไม่รู้จะทำยังไงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อโดยมีไอริณนั่งขำเบาๆ อยู่ข้างๆ …
