บทที่ 6 น้องสาวเพื่อน
บทที่6
น้องสาวเพื่อน
ร้านอาหารใกล้คอนโด
“อยากกินไรสั่งเลยนะ กูเลี้ยงเอง” อิฐบอกอย่างใจป๋าเพราะวันนี้เขาอยากขอบคุณเพื่อนรักที่ยอมไปส่งน้องสาวเขาถึงสนามบิน ถ้าไม่ได้มันมีหวังเขาโดนไอริณโทรมาบ่นทีหลังแน่ แต่จะว่าไปตั้งแต่น้องสาวเขาไปรับน้องแมวมาเธอก็เงียบหายไปเลยไม่รู้ว่าตื่นเต้นที่ได้เลี้ยงแมวหรือว่าเหนื่อยหมดแรงไปกับการเลี้ยงแมวกันแน่
“หึ ซาบซึ้งบุญคุณกูขนาดนั้น” เรียวจิแสยะยิ้มกวนๆ และนั่งเลือกเมนูอาหารไปด้วย ตอนนี้เขามานั่งอยู่ในร้านอาหารใกล้ๆ กับคอนโดซึ่งเขากับอิฐอยู่คอนโดเดียวกันแต่อยู่กันคนละชั้นเท่านั้นและนอกจากเขากับอิฐแล้วก็มีเลโอเพื่อนสนิทอีกคนของเขาอยู่ที่นี่ด้วย
“เออดิ ไม่งั้นกูโดนน้องสาวกูบ่นหูชาแน่” อิฐส่ายหน้าไปมาเมื่อนึกถึงน้องสาว เขาหัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสีหน้ายามที่เธอโกรธเคือง เรียวจิไม่ได้สนใจอะไรในคำพูดของเพื่อนรักเพราะเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องของไอริณอยู่แล้ว แต่เขาก็แปลกใจอยู่อย่างนึงที่เธอไม่ได้ร้องไห้งอแงไปฟ้องพี่ชายเธอเพราะเขารู้ดีว่าวันนี้เขาทำให้เธอหวาดกลัวและเธอก็ไม่พอใจเขามากๆ ด้วย
ทั้งสองหนุ่มต่างก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเพราะกำลังตั้งใจเลือกสั่งอาหารกันอยู่ แต่ไม่นานเสียงโทรศัพท์ของอิฐก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
ครืด~ อิฐหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัยว่าใครโทรมาและเมื่อพบว่าเป็นไอริณ เขาจึงรีบกดรับสายเพราะเขากำลังอยากคุยกับเธออยู่พอดี
“ฮัลโหล”
(พี่อิฐอยู่ไหนคะ) ยังไม่ทันที่พี่ชายจะได้ถามอะไรเธอก็รีบถามออกไปซะก่อน
“หึ อะไรของเราเนี่ย ทำไมเสียงเป็นงั้นอะ” ร่างสูงหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของน้องสาว
(ไอเหนื่อยมากเลย) เธอรีบงอแงฟ้องพี่ชายตัวเองทันที
“อ้าว เป็นไรไป เมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย” อิฐถามด้วยความห่วงใยเพราะน้ำเสียงของไอริณมันดูเหนื่อยล้ามาก
(น้องเอวาดื้อมากเลยค่ะ และตอนนี้ไอก็หิวข้าวมากด้วยแต่ไม่กล้าทิ้งน้องไว้บนห้องอะ ไอควรทำยังไงดี) เวลาคิดไรไม่ออกก็ต้องให้พี่ชายช่วยคิดแบบนี้แหละเพราะพี่อิฐมักมีทางออกให้เธอเสมอ
“เอวา ชื่อแมวเหรอ?” อิฐขมวดคิ้วและถามออกไป
(ใช่ค่ะ)
“อืม..งั้นเอาน้องลงมากินข้าวกับพี่มั้ย พี่อยู่ร้านอาหารข้างคอนโดพอดี” เขาคิดว่าร้านนี้น่าจะเอาน้องแมวเข้ามาได้เพราะเขาเห็นว่าโต๊ะข้างๆ ก็เอาน้องแมวมาด้วยเหมือนกันแต่ถึงยังไงก็คงต้องถามเจ้าของร้านก่อนอยู่ดี
(ร้านป้านิดเหรอคะ) เธอพึ่งย้ายมาอยู่ก็จริงแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมาหาพี่ชายที่คอนโดแห่งนี้เลย ทำให้เธอพอจะรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ แถวนี้อยู่บ้าง
“ใช่ๆ เดี๋ยวพี่ถามป้านิดให้ว่าเอาน้องแมวเข้ามาในร้านได้มั้ย แต่ไอต้องเอาน้องใส่กระเป๋าลงมานะ”
(ได้ค่ะๆ ถามป้านิดให้หน่อย ไอหิวข้าวมากเลยเนี่ย)
“หึ โอเคครับ เดี๋ยวพี่ส่งข้อความไปบอกนะ ถ้าไม่ได้ยังไงเดี๋ยวพี่ซื้อข้าวไปให้เอง แต่เราอาจต้องรอหน่อย”
(ได้ค่ะพี่อิฐ ขอบคุณนะคะ) เธอกดวางสายและรอข้อความจากพี่ชายว่าทางร้านจะอนุญาตหรือเปล่า เนื่องจากเธอไม่คิดว่าน้องเอวาจะดื้อตั้งแต่วันแรกแบบนี้ทำให้เธอไม่ได้ซื้อหาของกินมาตุนไว้ในห้องและถ้าต้องโทรสั่งอาหารมากินเธอก็ขี้เกียจรออีก เธอชอบเดินลงไปเลือกซื้อของมากินเองมากกว่าแต่ตอนนี้เธอมีน้องแมวมาอยู่ด้วยก็คงต้องวางแผนอะไรพวกนี้ใหม่หมดจนกว่าน้องแมวของเธอจะคุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่
ไม่ถึงหนึ่งนาทีหน้าจอโทรศัพท์ของเธอก็สว่างวาบขึ้นเพราะมีข้อความเข้ามา เธอรีบกดเข้าไปดูและพบว่าพี่ชายเธอส่งเข้ามาบอกว่าทางร้านอนุญาตให้เอาน้องแมวเข้าไปได้แต่ต้องให้น้องอยู่ในกระเป๋าจะได้ไม่ไปรบกวนลูกค้าโต๊ะอื่น
“เย้! ไปกันเจ้าเหมียว” ไอริณยิ้มกว้างและเดินไปอุ้มน้องแมวไปใส่ไว้ในกระเป๋า เจ้าเหมียวตัวน้อยมองเจ้าของเพียงนิดก่อนจะส่งเสียงร้องเบาๆ
เมี้ยว~
“หึ ดีใจใช่มั้ยจะได้ลงไปเที่ยว” ร่างบางพูดคุยกับน้องเอวาก่อนจะก้มลงหอมเบาๆ อย่างเอ็นดู…
อีกด้าน
“เดี๋ยวน้องกูมากินข้าวด้วยนะ มึงคงไม่ว่าอะไร” อิฐถามไปงั้นแหละเพราะเขารู้ดีว่าเรียวจิไม่ได้อะไรกับไอริณขนาดนั้น แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยชอบทานข้าวกับคนที่ไม่สนิทด้วยแต่กับไอริณก็ไม่เห็นว่ามันจะบ่นอะไรเลยสักครั้ง
“อืม แล้วแต่มึงเถอะ” เรียวจิตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“หึ รำคาญน้องกูขนาดนั้นเลย วันนี้ก็เห็นไปด้วยกันดีๆ อยู่” อิฐยังคงแกล้งเพื่อนไม่เลิกเพราะการได้เห็นเรียวจิแสดงสีหน้าหงุดหงิดมันก็สนุกดีไม่น้อย
“กวนตีน” เรียวจิมองอีกฝ่ายอย่างนึกรำคาญก็มันไม่ใช่หรือไงที่เป็นคนขอร้องให้เขาพาน้องมันไปเพราะถ้ามันไม่ขอร้อง อย่าหวังว่าเขาจะให้น้องมันได้ขึ้นรถเขาง่ายๆ
“พี่อิฐคะ” ไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ จากทางด้านหลังทำให้อิฐหันไปมองและพบว่าเป็นน้องสาวของเขาเอง
“อ้าว มาแล้วเหรอ นั่งสิ” อิฐหยิบกระเป๋าตัวเองไปวางไว้บนโต๊ะและขยับเก้าอี้ให้น้องสาวได้นั่ง เธอพยักหน้ายิ้มๆ และนั่งลงข้างๆ พี่ชายส่วนน้องเอวาเธอวางเอาไว้ข้างๆ คนหน้าดุที่กำลังจ้องมองมาที่เธอพอดี
“แหะ สวัสดีค่ะพี่เรียว เจอกันอีกแล้วนะคะ” เธอส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้เขาเพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่ชอบแมวเท่าไหร่แต่น้องเอวาของเธอกลับจ้องมองหนุ่มรุ่นพี่ไม่วางตาซ้ำยังส่งเสียงร้องเมี้ยวๆ ไม่หยุด เจอคนหล่อไม่ได้เลยนะ เจ้าเหมียวจอมดื้อ
เมี้ยว~
“อืม แล้วนี่แมวเธอร้องแบบนี้ตลอดเลยหรือไง” เรียวจิก้มมองเจ้าเหมียวตัวอ้วนสีขาวด้วยแววตาดุๆ เพราะตอนนี้มันกำลังใช้ขาหน้าตะกุยกระเป๋าไปมาเหมือนกับว่าอยากจะออกมาเล่นกับเขาเต็มทน
“เอ่อ น้องอาจจะยังไม่คุ้นน่ะค่ะ” เธอพูดไปงั้นเองแหละเพราะมองยังไงก็เห็นว่าน้องเอวาของเธอน่าจะชอบหนุ่มรุ่นพี่ ขนาดว่าเธอพยายามเล่นด้วยมาตั้งหลายชั่วโมงเจ้าเหมียวยังไม่ยอมทำสีหน้าอ้อนๆ แบบนี้ใส่เธอเลย
เรียวจิหันหน้าหนีดวงตากลมๆ ของเจ้าเหมียวและหยิบน้ำขึ้นมาดื่มรออาหารที่สั่งไป เขายังได้ยินเสียงมันร้องเหมียวๆ และตะกุยกระเป๋าไม่เลิกแต่ก็ไม่ได้หันไปสนใจแต่อย่างใด
“ชู่ว! น้องเอวา หยุดกวนพี่เรียวได้แล้วลูก วันนี้พี่เขาพามี้ไปรับหนูมานะ” แม้ว่าเธอจะเกือบตายก็เถอะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณเขาอยู่ดี ใจจริงอยากจะฟ้องพี่ชายใจแทบขาดว่าเพื่อนตัวดีของเขาทำอะไรกับเธอบ้างแต่พอคิดดูอีกทีก็ช่างมันเถอะเพราะถึงยังไงเธอก็รอดปลอดภัยมาแล้ว อีกอย่างเธอไม่ใช่คนขี้ฟ้องที่ชอบทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วย
“หึ จะไหวหรือเปล่าเนี่ย ไม่ใช่เลี้ยงไปสักพักแล้วเอามาให้พี่เลี้ยงนะ” อิฐแกล้งหยอกล้อเมื่อเห็นว่าน้องสาวดูเหนื่อยล้ามากทีเดียวแต่เขาก็รู้แหละว่าถ้าไอริณตั้งใจกับอะไรแล้ว เธอจะทำอย่างสุดความสามารถและไม่ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ ด้วย
“ไหวสิคะ เดี๋ยวน้องก็คุ้นเคยกับไอแล้ว” เธอหันไปยิ้มกับพี่ชาย แววตาแสดงออกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจนเรียวจิแอบส่ายหัวเบาๆ เพราะเขามองจากตรงนี้ก็รู้แล้วว่าเธอไม่เคยเลี้ยงสัตว์ การจะคุ้นเคยกับสัตว์เลี้ยงยังไงก็ต้องใช้เวลากับมันสักพักใหญ่
รอกันไม่นานอาหารที่สั่งก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟจนมันแทบจะเต็มโต๊ะเพราะพี่ชายของเธอสั่งมาเผื่อเธอเยอะแยะเต็มไปหมดส่วนหนุ่มรุ่นพี่ที่นั่งตรงข้ามกับเธอก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับใครอีก เขานั่งกินข้าวเงียบๆ และมองหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองไปด้วยมันเป็นภาพที่เธอค่อนข้างชินตาเพราะเขาชอบดูพวกรายการแข่งรถเป็นที่สุด
“เออ กูลืมถามเลย” อิฐถามขึ้นเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ วันนี้เรียวจิไปโรงพยาบาลมา เขายังไม่ได้ถามเลยว่าเพื่อนอีกคนเป็นไงบ้าง
“เรื่อง?” เรียวจิเงยหน้าขึ้นไปถาม
“พระพายเป็นไงบ้าง ผ่าตัดวันไหน” คำถามของอิฐทำเอาเรียวจิชะงักไปครู่นึง เขาเหลือบสายตามองไอริณเพียงนิด เมื่อเห็นว่าเธอกำลังพูดคุยหยอกล้อกับน้องแมวของเธออยู่เขาจึงหันมาตอบเพื่อน
“อาทิตย์หน้า” ที่จริงเขาไม่ได้อะไรหรอกหากว่าไอริณจะได้ยินแต่เพียงเขาคิดว่าเรื่องการผ่าตัดมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของคนป่วย บางครั้งคนที่ป่วยอยู่ก็ไม่ได้อยากให้คนอื่นมารับรู้เรื่องอาการป่วยของตัวเองมากนัก
“อืม ฝากบอกด้วยว่าให้หายเร็วๆ” เรียวจิพยักหน้ารับรู้และโชคดีที่อิฐไม่ได้ถามอะไรต่อทำให้เขาไม่ต้องตอบคำถามอะไรเยอะแยะ ความจริงแล้วอิฐไม่ได้สนิทสนมกับพระพายเท่าไหร่ก็พึ่งจะได้มาพูดคุยกันมากขึ้นก็ตอนที่อีกฝ่ายมาตามติดเรียวจิเนี่ยแหละ แต่พอรู้ว่าเธอไม่ค่อยสบายเขาเองก็อยากเอาใจช่วยให้เธอหายเร็วๆ เพราะถึงยังไงก็ถือว่าเป็นเพื่อนๆ ในคณะเดียวกัน
ไอริณนั่งฟังพี่ชายกับเพื่อนคุยกันเงียบๆ เธอเองไม่รู้หรอกว่าเพื่อนของพวกพี่เขาที่ชื่อพระพายคือคนไหนเพราะเธอไม่ได้สนิทสนมกับกลุ่มเพื่อนของพวกเขามากนัก ส่วนใหญ่เธอจะรู้สึกคุ้นเคยกับกลุ่มของพี่ชายเฟิร์นมากกว่าเพราะมีโอกาสได้พูดคุยกันกับพวกพี่เขาอยู่บ่อยๆ ที่สำคัญเพื่อนของเธออย่างมินตราก็เป็นแฟนกับพี่ซันเดย์ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของพี่โฟล์คด้วย แต่จากที่เธอฟังทั้งคู่คุยกันเธอคิดว่าพี่พระพายคนนี้น่าจะมีความสำคัญกับพี่เรียวจิไม่น้อยเพราะดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยอยากให้คนนอกรู้เรื่องนี้เท่าไหร่
“ไอ ไอริณ!” อิฐเรียกน้องสาวขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวนานแล้ว
“คะ?” ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองพี่ชายด้วยสีหน้าเหลอหลา
“หึ เหม่ออะไรของเรา” อดไม่ได้ที่จะยกมือไปยีหัวคนตัวเล็กเพราะท่าทางของเธอมันน่าแกล้งจริงๆ
“แหะ คิดเรื่องสอบนิดหน่อยค่ะ” เธอยิ้มและย่นจมูกใส่คนเป็นพี่ที่ทำผมเธอเสียทรงอีกแล้ว
“เออ จริงด้วย ใกล้สอบแล้วนี่” อิฐเองก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ก็จะสอบแล้ว ไม่น่าล่ะอาจารย์ถึงได้เร่งให้ส่งงานกันนักและมีแต่วิชายากๆ ด้วยนะ
“สอบเสร็จแล้วไอจะได้ไปเที่ยวจันทบุรีด้วยนะคะ” เธอหันไปอวดพี่ชายด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจเพราะเธอไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดนานแล้ว
“หืม ไปกับใคร?” ร่างสูงขมวดคิ้วถาม
“เพื่อนๆ ค่ะ พอดีว่าบ้านยัยมินอยู่ที่นั่น เป็นสวนผลไม้ค่ะ ไอจะได้กินผลไม้สดๆ จากต้นด้วยน้า” เธอยังคงยิ้มด้วยความสดใสและรอคอยให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ เพราะเธออยากไปเที่ยวพักผ่อนแล้ว
“ไปบ้านเพื่อนก็อย่าดื้ออย่าซนก็แล้วกัน” อิฐแกล้งกำชับเสียงดุจน ไอริณคว่ำปากลงอย่างงอแง
“ชิ ไอโตแล้วนะคะ ไม่ดื้อหรอกน่า พี่อิฐสบายใจได้” เธอบอกพี่ชายด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าไม่ไว้ใจของพี่ชาย เสียงหัวเราะของเธอทำเอาเรียวจิหันไปมองเพราะดูเหมือนว่าเธอจะชอบใจที่ได้หยอกล้อกับพี่ชายของตัวเอง
“มึงล่ะไอ้เรียว สอบเสร็จแล้วจะกลับญี่ปุ่นเปล่า” แกล้งหยอกล้อน้องสาวให้หัวเราะได้แล้วก็หันไปถามเพื่อนรักต่อ
“ไม่กลับ อยู่เที่ยวกับมึงที่นี่แหละ” อิฐยกยิ้มมุมปากทันทีเพราะคำว่าอยู่เที่ยวด้วยกันนั่นเท่ากับว่าเรียวจิพร้อมออกไปดื่มกับเขาได้ทุกเมื่อ
“หึ ไม่กลัวปู่มึงจะตามมาที่นี่เหรอ”
“เขาตามมาอยู่แล้ว ตาแก่นั่นวุ่นวายจะตายไปมึงไม่รู้หรือไง” เรียวจิส่ายหัวไปมาส่วนสายตาก็จับจ้องไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเหมือนเดิม
“มึงนี่นะ นั่นปู่มึงนะเว้ย” เนื่องจากเป็นเพื่อนกับเรียวจิมานานทำให้เขารู้เรื่องของเรียวจิเกือบทั้งหมด ยอมรับว่าครั้งแรกที่เห็นชายชุดดำตามประกบเพื่อนห่างๆ ทำให้เขาทำตัวไม่ค่อยถูกเหมือนกันและพอมารู้ว่าเรียวจิเป็นหลานชายของผู้มีอิทธิพลของญี่ปุ่นเขาก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกมากขึ้นไปอีก ใครจะไปคิดว่าตัวเองจะได้มาเป็นเพื่อนกับหลานชายเจ้าพ่อยากูซ่าของญี่ปุ่นกันล่ะ มันเหมือนฝันเหมือนกันนะ
“เลิกพูดถึงตาแก่นั่นเถอะ น่าเบื่อจะตายไป” เห็นสีหน้าเบื่อๆ ของเพื่อนรักทำให้อิฐอดหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะไม่ว่าครั้งไหนเรียวจิก็ยังคงหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อต้องพูดถึงปู่ตัวเอง
ไอริณแอบมองหนุ่มรุ่นพี่เงียบๆ เธอเองก็พอรู้มาบ้างว่าเขาเป็นใครและมาจากครอบครัวแบบไหนเพราะเธอเองก็เคยเห็นชายชุดดำตามประกบเขาเหมือนกันจนกระทั่งทนเก็บความสงสัยไม่ไหวต้องไปถามพี่ชายตัวเองให้รู้เรื่อง โชคดีที่พี่เรียวจิไม่ได้ว่าอะไรทำให้พี่อิฐยอมเล่าให้เธอฟัง
เธอถึงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาและเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้เพราะพี่เรียวจิไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายและสนใจเรื่องของเขา รุ่นพี่หนุ่มชอบที่จะใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดา แม้ว่าชีวิตเขามันจะไม่ปกติและธรรมดามาตั้งแต่เกิดแล้วก็ตาม…
