บทที่ 7 อยากรู้เหมือนกัน

บทที่7

อยากรู้เหมือนกัน

มหาวิทยาลัยเอกชนZK

ไอริณกับโบลิ่งเดินออกมาจากห้องสอบด้วยสีหน้าอิดโรยเพราะตอนนี้ได้เข้าสู่เทศกาลสอบอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่อดหลับอดนอนอ่านหนังสือกันมาหลายวัน ก็ได้ลงสนามสอบกันจริงๆ สักทีซึ่งวันนี้เป็นการสอบวิชาหลักที่ค่อนข้างยากของพวกเธอด้วย

“เฮ้อ ข้อสอบโคตรยากก” ไอริณบ่นออกมาทันทีเมื่อเจอหน้าเพื่อนซึ่งสีหน้าเหนื่อยล้าของเธอทำเอาโบลิ่งหลุดขำและพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะตอนนี้สีหน้าของเธอก็ไม่ต่างจากไอริณเลย

“จริง แม่งสูบพลังไปจนหมดอะ หิวข้าวเลยเนี่ย” โบลิ่งลูบท้องตัวเองเบาๆ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกหิวมากจริงๆ โชคดีที่วันนี้สอบเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้มีเวลากลับไปนอนพักผ่อนบ้างเพราะเย็นวันนี้พวกเธอมีนัดไปดูคอนเสิร์ตวง Begin ที่ผับของพี่ชายเฟิร์นกัน วง Begin เป็นวงดนตรีที่ดังมากในยุคนี้ทำให้พวกเธอไม่ยอมพลาดการไปดูเด็ดขาด

“คิก~ เราก็หิวเหมือนกัน ว่าแต่ไอ้พีทออกมายังอะ” ไอริณขำเบาๆ กับท่าทางของเพื่อนก่อนจะสอดส่องสายตามองหาเพื่อนตัวสูงอีกคนที่ไม่รู้ว่ามันออกมาหรือยัง

“นู่นน มันลงไปสูบบุหรี่รอข้างล่างแล้ว ไอ้นี่ก็ทำข้อสอบเร็วฉิบหาย” โบลิ่งส่ายหน้าไปมาแต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เพราะไม่ว่าครั้งไหนพีทก็ยังทำข้อสอบเร็วกว่าพวกเธอเสมอ

“จริงๆ ต้องขอบใจพีทนะที่ช่วยติวข้อสอบให้ ออกหลายข้อเลยนะ” สามวันก่อนสอบจริงพวกเธอนัดติวหนังสือกันที่คอนโดของพีทเพราะอีกฝ่ายไม่ชอบออกมาอ่านหนังสือข้างนอกทำให้พวกเธอจำต้องไปหามันที่คอนโดแทน

“นั่นดิ มันนี่สมกับเป็นลูกรักอาจารย์จริงๆ” เธอไม่ได้พูดเล่นนะ นอกจากมันจะฉลาดแล้วก็ยังเก็งข้อสอบแม่นด้วยถึงจะไม่ได้ตรงทุกข้อแต่จุดไหนที่พีททบทวนให้พวกเธอก็สามารถตอบได้เลยทันทีเพราะพีทติวให้อย่างละเอียดมาก

“ฮ่าๆ เห็นด้วยเลย ไปเถอะลงไปหาพีทกันดีกว่า” ไอริณขำจนน้ำตาเล็ดก่อนจะควงแขนโบลิ่งเดินลงจากตึกคณะไปเพื่อที่พวกเธอจะได้ไปหาไรกินกัน บอกตามตรงว่าเธอโคตรหิวเลยในตอนนี้

ไม่นานสองสาวก็เดินลงมาถึงชั้นล่างเพราะวันนี้พวกเธอมีสอบกันที่ชั้นสองไม่จำเป็นต้องใช้ลิฟต์แต่อย่างใด พีทที่ยืนสูบบุหรี่อยู่หันกลับมามองเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้และเมื่อพบว่าเป็นเพื่อนทั้งสองคนที่เดินเข้ามาหาร่างสูงก็ชักสีหน้าหงุดหงิดใส่เล็กน้อย

“เดินเข้ามาทำไมกัน ไม่เห็นเหรอว่ากูสูบบุหรี่อยู่ เดี๋ยวก็โวยวายบอกว่าเหม็นอีก” พีทดุเสียงเข้มก่อนจะกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นรอยยิ้มทะเล้นของทั้งสองสาว ที่เขาบอกก็เพราะว่าหวังดียังจะมายืนยิ้มแป้นไม่ยอมไปไหนอีก นี่มันกดดันเขาชัดๆ

“มึงก็เลิกสูบสักทีสิ ตั้งแต่ออกจากห้องสอบกูยังไม่เห็นมึงเลิกสูบเลย” โบลิ่งกอดออกมองอย่างกวนๆ รวมถึงไอริณเองก็กอดอกและพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของโบลิ่งอีกที

“อะไรของพวกมึงเนี่ย คนเรามันก็ต้องคลายเครียดกันบ้างดิ” พีทส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาแต่ก็ยอมทิ้งบุหรี่ในมือลงเพราะเขาเหนื่อยหน่ายที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเพื่อนตัวแสบทั้งสองคน

“หึ มึงเครียดกับการสอบเป็นด้วยเหรอ” โบลิ่งยังแกล้งหยอกล้อต่อ

“น่ารำคาญจริงๆ สรุปว่ามีอะไรหรือจะชวนกูไปไหน” บ่นไปงั้นแหละสุดท้ายก็ยอมเดินเข้าไปหาเพื่อนแต่โดยดี

“ไปกินข้าวกัน มึงไม่หิวหรือไง” ไอริณพูดขึ้นบ้างเพราะถ้าขืนช้าอีกนิดเธอได้เป็นลมแน่ หิวข้าวจะตายอยู่แล้วเนี่ย

“โทษทีกูทีนัดแล้ว ไอ้ไฟชวนกูไปกินข้าวข้างนอกเดี๋ยวตอนเย็นไปดูคอนเสิร์ตที่ผับต่อ พวกมึงสองคนก็ไปไม่ใช่เหรอ” เขารู้มาว่าผับที่วง Begin มาเล่นเป็นผับของพี่ชายเพื่อนโบลิ่งกับไอริณซึ่งเขาคิดว่าสองคนนี้ไม่น่าจะพลาดการไปดู

“อืม แล้วมึงจะมานั่งกับพวกกูเปล่า” โบลิ่งถามขึ้นเพราะถ้าพีทจะมานั่งด้วยเธอจะได้จองโต๊ะเพิ่ม

“กูไปกับเพื่อนมหา’ลัยเดิมอะดิ แต่ยังไงเดี๋ยวแวะไปชนแก้วแล้วกัน” พีทเองก็มีเพื่อนกลุ่มอื่นด้วยเพราะถึงแม้จะโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเดิมแต่เขาก็ยังติดต่อกับเพื่อนๆ กลุ่มเดิมของเขาอยู่

“โอเค งั้นก็แยกกันตรงนี้นะ ตอนเย็นเจอกัน”

“อืม” ร่างสูงพยักหน้าและเดินแยกกับเพื่อนทั้งสองไปยังลานจอดรถที่เขาจอดรถเอาไว้ ส่วนไอริณและโบลิ่งก็เดินออกไปหามินตรายังหน้าตึกคณะเพราะตอนนี้มินตราก็สอบเสร็จแล้วเหมือนกัน

เดินแยกกันกับพีทไม่กี่ก้าว โบลิ่งก็ต้องยิ้มกว้างออกมาทันทีเพราะตอนนี้เพื่อนรักได้มายืนรออยู่ก่อนแล้ว เธอรีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทีออดอ้อนราวกับว่าต้องการกำลังใจจากเพื่อนในตอนนี้

“มึงงง ช่วยกูด้วย เหนื่อยจะตายแล้ว” พูดจบก็ซบหน้าลงกับไหล่ของเพื่อนราวกับคนหมดแรงจริงๆ มินตราหัวเราะและส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจกับท่าทีเหมือนเด็กของอีกฝ่าย

“ไม่อายคนหรือไง ปล่อยกูเลย” มินตราแกล้งผลักออกเบาๆ

“ชิ ใช่สิ กูไม่ใช่พี่ซันของมึงนี่ ซบนิดซบหน่อยก็ไม่ได้” โบลิ่งแกล้งงอนไปอย่างนั้นเอง ความจริงแล้วเธอชอบที่เพื่อนเธอมีโมเมนต์น่ารักๆ กับแฟนหนุ่มที่สุดเพราะมันทำให้เธอรู้สึกฟินตามไปด้วย

“เฮ้อ เหนื่อยแล้วก็มาพาลเพื่อน จริงมั้ยไอ” มินตราหันไปหาแนวร่วมซึ่งไอริณก็รีบพยักหน้าเพราะอยากแกล้งคนที่ยืนทำหน้างอแงอยู่ข้างๆ

“จริง บ่นตั้งแต่ออกมาจากห้องสอบอะ” ไอริณแกล้งเย้าแหย่บ้างเพราะเวลาที่โบลิ่งทำหน้างอแงมันน่าแกล้งจะตายไป

“ฮึ่ย ยัยไอเดี๋ยวเหอะ ใครกันแน่ที่บ่นอะ” โบลิ่งหันไปหยิกแขนเพื่อนอย่างหมั่นไส้ เขาขากันดีนักนะ

“ฮ่าๆ ไปๆ ไปกินข้าวกันดีกว่า วันนี้จะพาไปกินที่ตึกวิศวะฯ นะ” มินตราว่าขึ้นและหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างขำๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวมีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกี้ยังทำหน้าบึ้งตึงอยู่เลย

“จริงดิ” นอกจากสีหน้าจะดีขึ้นแล้วแววตาก็เป็นประกายจนน่าหมั่นไส้

“อืม กูนัดเฮียซันไว้” เนื่องจากมินตรามีนัดกับแฟนหนุ่มพอดีทำให้เธอมาชักชวนเพื่อนไปกินข้าวที่ตึกคณะวิศวะฯ ด้วยกันเลย

“เคเลยงั้น แบบนี้ค่อยมีกำลังใจหน่อย ไปโว้ยไอ ถึงเวลาอาหารตาของคนโสดแบบพวกเราแล้ว รุ่นพี่วิศวะ หล่อๆ ทั้งนั้น” พอพูดถึงหนุ่มหล่อทั้งสองคนก็ดูเข้าขากันขึ้นมาทันที รีบเดินกอดคอกันออกไปด้วยใบหน้าสดชื่นมีความสุขจนมินตราต้องหลุดขำออกมาอีกรอบ เธอรีบเดินตามเพื่อนทั้งสองคนไปกระทั่งเดินมาถึงโรงอาหารคณะวิศวะฯ นั่นแหละ พวกเธอถึงได้รู้สึกประหม่าขึ้นมาเพราะตอนนี้มีแต่รุ่นพี่ผู้ชายนั่งกันอยู่เกือบเต็มโรงอาหาร

“มากันแล้วเหรอ มาครับมานั่งตรงนี้” ซันเดย์เดินมาหาแฟนสาวทันทีเพราะเขาไม่อยากให้เธอตกเป็นเป้าสายตาของผู้ชายคนอื่นไปมากกว่านี้ เขาหวงและไม่อยากให้เธอยิ้มให้ใครด้วย

โบลิ่งกับไอริณที่เห็นแบบนั้นก็บิดตัวไปมาอย่างเขินอายแทนเพื่อนเพราะไม่คิดว่าหนุ่มรุ่นพี่จะดูแลเอาใจใส่เพื่อนพวกเธอดีขนาดนี้ ตอนนี้ก็เหลือแต่เธอกับโบลิ่งแล้วล่ะที่ยังโสดเพราะเฟิร์นเองก็กำลังคุยๆ อยู่กับหนุ่มรุ่นพี่คณะบริหารเหมือนกันทำให้วันนี้เจ้าตัวไม่ได้มาทานข้าวด้วย

“สวัสดีค่ะพี่ๆ” เมื่อมาถึงโต๊ะทั้งสามสาวก็รีบยกมือไหว้รุ่นพี่ทุกคนซึ่งทุกคนก็ส่งยิ้มและพยักหน้าให้อย่างเป็นกันเองรวมถึงพี่ชายของไอริณด้วยที่วันนี้มานั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ไอริณรีบปลีกตัวไปหาพี่ชายด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะแบมือขอเงินไปซื้อข้าวเพราะเรื่องไถเงินพี่ชาย ขอให้บอกเถอะ เธอถนัดมาก

“พี่อิฐขอตังค์กินข้าวหน่อยค่ะ” เธอส่งสายตาปริบๆ อย่างอ้อนๆ ไปให้พี่ชาย

“พี่ไม่มีเงินสดแล้ว ไปสแกนเอาเถอะ” ร่างสูงบอกน้องสาวและนั่งกินข้าวต่อ

“โธ่ ไอไม่อยากสแกนนี่” เธอไม่ค่อยชอบใช้แอปธนาคารจ่ายหากราคาอาหารไม่ได้แพงเกินไปเพราะมันจะทำให้ยอดเงินในบัญชีของเธอเป็นเลขไม่สวย

“ไอ้เรียวมึงมีเงินสดมั้ย ให้น้องกูยืมหน่อย” เห็นท่าทีออดอ้อนของน้องสาวแล้วก็ไม่สามารถนั่งทานข้าวต่อไปได้จึงต้องหันไปหาตัวช่วยข้างๆ แทน

“เรื่องมาก!” เรียวจิล้วงแบงก์พันให้ไปหนึ่งใบและนั่งทานข้าวต่อทิ้งให้ไอริณมองค้อนอย่างหมั่นไส้ ปกติก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันดีๆ อยู่แล้วพอเจอคำพูดแบบนี้บอกเลยว่าเธอไม่โอเคอย่างแรง เขานี่มันหล่อแต่หน้าตาจริงๆ นะ พูดจาไม่ได้เรื่องเลยสักครั้ง ร่างบางสะบัดหน้าหนีและเดินกลับไปหาเพื่อนตัวเองต่อ

“มินจะกินไรครับเดี๋ยวเฮียไปซื้อให้” ได้ยินเสียงพี่ซันเดย์เอ่ยถามมินตราแล้วก็ทำเอาสองสาวที่มองอยู่รู้สึกอิจฉาขึ้นมาเบาๆ จนอยากจะมีแฟนกับเขาขึ้นมาเลยทีเดียว

“งื้ออ หวานมาก อิจฉาแล้วเนี่ย” ไอริณยิ้มเขินและมองเพื่อนอย่างหยอกล้อ

“เฮ้อ คนโสดแบบพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองแหละ ไปๆ ไปซื้อข้าวกันดีกว่า” โบลิ่งยักคิ้วใส่เพื่อนรักอย่างกวนๆ ก่อนจะเดินกอดคอไอริณออกไปซื้อข้าวด้วยกัน

“หึ แซวกันเก่งจริงๆ” มินตราส่ายหน้าไปมาแต่ก็อดหัวเราะกับสีหน้าทะเล้นของเพื่อนทั้งสองไม่ได้ ทั้งแสบและขี้แกล้งแบบนี้ก็ต้องยกให้สองคนนี้แหละ

ไม่นานสองสาวก็เดินกลับมาพร้อมกับจานข้าวในมือ ไอริณถือขวดน้ำไปให้พี่ชายเปิดให้เพราะไม่ว่าจะพยายามเปิดยังไงก็เปิดไม่ออก ขวดน้ำบางยี่ห้อก็เปิดยากจริงๆ นะอย่างกับทำรหัสล็อกไว้แน่ะ

“พี่อิฐเปิดน้ำให้ไอหน่อย” อิฐหันหน้ามามองและหยิบขวดน้ำจากมือน้องสาวไปเปิดให้ก่อนจะยื่นกลับไปให้เธออีกครั้ง เขาขยับตัวไปด้านข้างและถามเธออย่างใส่ใจ

“นั่งกับพี่มั้ย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไอไปนั่งกับเพื่อนดีกว่า” เธอไม่อยากนั่งใกล้เพื่อนเขาเลยสักนิด คนอะไรหน้าตาไม่รับแขกจริงๆ นะ ถึงช่วงนี้เธอจะเจอเขาบ่อยขึ้นแต่ก็ไม่ได้พูดจากันดีขึ้นหรอกนะและเธอยังคงหมั่นไส้เขาเหมือนเดิม

“นี่เงินทอนค่ะพี่เรียว ไอขอยืมแค่สองร้อย” แอบต่อว่าเขาในใจเสร็จก็รีบยื่นเงินทอนที่เหลือไปให้เขาด้วยท่าทีเกร็งๆ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกถึงสายตาของรุ่นพี่ผู้หญิงกลุ่มนึงกำลังจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียวและยังมองมาอย่างไม่เป็นมิตรด้วย

“ไม่ต้องคืน ฉันให้” เรียวจิบอกอย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้หันมามองเธอด้วยซ้ำเพราะกำลังดูรายการแข่งรถอยู่เหมือนเดิม ไม่รู้ว่ามันสนุกอะไรขนาดนั้น

“งั้นก็ขอบคุณนะคะ” ไอริณเก็บเงินทอนที่เหลือใส่กระเป๋าและเดินกลับไปหาเพื่อนเพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากพูดคุยอะไรกับเขาขนาดนั้น

“น้องโบลิ่ง แล้วน้องเฟิร์นไม่มาด้วยเหรอครับ” เสียงของหนุ่มรุ่นพี่อีกคนดังขึ้นทำให้ไอริณหันไปมองและพบว่าเป็นพี่ปาร์คเป็นคนถาม เธอกับโบลิ่งหันมายิ้มให้กันทันทีเพราะที่เพื่อนพวกเธอไม่ได้มาด้วยก็เพราะเจ้าตัวมีนัดกับหนุ่มรุ่นพี่สุดหล่ออีกคนน่ะสิ

“มินบอกว่าวันนี้เฟิร์นไปทานข้าวกับพี่วินค่ะ” โบลิ่งตอบหนุ่มรุ่นด้วยรอยยิ้มสดใสเพราะเธอเริ่มคุ้นเคยกับกลุ่มพี่ๆ เหล่านี้แล้ว

“วินไหน?” ปาร์คขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินว่าน้องสาวเพื่อนรักไปทานข้าวกับคนอื่น

“รุ่นพี่ที่คณะหนูเองค่ะ”

“ฮะ! แล้วนี่ไอ้โฟล์คมึงรู้เรื่องยัง” ร่างสูงรีบหันมาถามเพื่อนทันทีเพราะถ้าน้องเฟิร์นแอบไปโดยไม่บอกพี่ชายมีหวังระเบิดลงแน่

“อืม รู้แล้ว” โฟล์คพยักหน้าตอบด้วยสีหน้าปกติ เขารู้เรื่องตั้งแต่แรกแล้วเพราะน้องสาวเขาไม่เคยปิดบังเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

“อ้าว ไม่หวงไง” ปาร์คมองอย่างไม่อยากจะเชื่อเพราะปกติโฟล์คหวงน้องสาวจะตายไป สายตาคมเหลือบไปมองยังเลโอต่อแม้ว่าเจ้าตัวจะยังคงนิ่งเฉยแต่แววตากลับหงุดหงิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“หวงเหมือนเดิมแหละ แต่น้องกูก็โตแล้วมั้ย จะไปบังคับอะไรได้วะ ก็คงได้แต่ดูแลห่างๆ นั่นแหละ” อีกอย่างเขาก็เห็นว่าไอ้คนที่ชื่อวินก็ค่อนข้างโอเค ไม่ได้มีข่าวเจ้าชู้ควงผู้หญิงไปเรื่อยอย่างที่เขานึกกังวลและเขาก็อยากเคารพการตัดสินใจของน้องสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาค่อนข้างหวงและบังคับเธออยู่ในกรอบเกินไปจนลืมไปว่าเธอเองก็โตแล้ว

“โห ไอ้โฟล์คแม่งโคตรเป็นพี่ชายที่ประเสริฐ เข้าใจน้องทุกอย่างจริงๆ ไอ้อิฐแล้วมึงล่ะถ้ามีคนมาจีบน้องมึงบ้างจะโอเคเปล่าวะ” ทอยเพื่อนในคณะอีกคนหันไปถามเพราะเขาเองก็อยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะหวงน้องสาวระดับไหนซึ่ง ไอริณก็รีบหันหน้าไปตั้งใจฟังคำตอบเหมือนกัน เธอเองก็อยากจะได้รู้ว่าถ้ามีคนมาจีบจริงๆ จะผ่านด่านพี่ชายเธอยากมั้ย

“ถ้าไม่ใช่พวกมึงๆ ที่นั่งอยู่เนี่ย กูก็โอเคหมดแหละ” อิฐแสยะยิ้มเหี้ยมๆ และมองเพื่อนแต่ละคนด้วยสีหน้าจริงจัง

“โว้ย พูดงี้ต่อยกูเลยจะดีกว่า แม่งดับฝันกูชัดๆ” ทอยโอดครวญออกมาจนทุกคนหัวเราะกันอย่างขำขัน

“หึ อย่าได้คิดจะจีบน้องกู” อิฐทิ้งท้ายอีกครั้งก่อนจะหันไปดูรายการแข่งรถกับเรียวจิที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเปิดดูผ่านโทรศัพท์อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างแม้แต่เพื่อนพูดคุยด้วยมันยังไม่คุยเลย ตกลงว่ามันเป็นลูกครึ่งหรือเป็นใบ้กันแน่วะ เคยสนใจคนรอบข้างกับเขาบ้างมั้ยเนี่ย

“เดี๋ยวๆ กูยังถามไม่จบเลย” ทอยรีบเรียกเอาไว้ก่อนโดยที่ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นราวกับมีเรื่องสนุกสนานรออยู่

“จะถามอะไรของมึงอีก” อิฐถามกลับอย่างเบื่อหน่ายก็ไอ้ทอยแม่งมีสาระที่ไหนกันล่ะ แต่ละคำถามของมันก็มักจะบ้าๆ บอๆ ชวนให้เพื่อนๆ หงุดหงิดเล่นๆ

“หึ! แล้วถ้าเป็นไอ้เรียวจีบน้องมึงล่ะ มึงจะว่าไง” ทุกคนหันหน้าไปมองอิฐเป็นตาเดียวเพราะพวกเขาก็อยากจะรู้ว่าหากเป็นเพื่อนรักแบบเรียวจิ อิฐจะตอบว่ายังไง

อิฐเงียบและขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองเพื่อนรักที่ตอนนี้พบว่าเรียวจิได้เงยหน้าขึ้นมองไอ้เพื่อนตัวดีที่ถามคำถามไร้สาระจนมันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

“เกี่ยวไรกับกู” เรียวจิมองอย่างนึกรำคาญก่อนจะเหลือบสายตาไปมองน้องสาวเพื่อนที่ตอนนี้เธอกำลังมองมาที่เขาด้วยท่าทีเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด ร่างสูงละสายตาหนีและหันมามองเพื่อนด้วยแววตาหงุดหงิดแทน

ไอริณเม้มปากแน่นและหลุบสายตามองจานข้าวตัวเองเพราะเธอเองก็ไม่คิดว่าพี่ทอยจะถามอะไรแบบนี้ เธอกับพี่เรียวจิเนี่ยนะ ให้ตายก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เขาน่ะรำคาญเธอจะตายไป ส่วนเธอก็ไม่ได้ชอบเขาสักหน่อยถึงเขาจะหล่อมากแต่เข้าใจคำว่าคนไม่ถูกกันปะ มันจะมารักมาชอบกันได้ไงล่ะ จริงมั้ย!

“ถ้าเป็นไอ้เรียวกูไม่คิดห่าไรทั้งนั้นแหละ” ในที่สุดอิฐก็ตอบกลับอย่างคนไม่คิดอะไรจริงๆ

“อ้าว มึงสองมาตรฐานนี่ ทีพวกกูทำไมโดนสกัดขาตั้งแต่ยังไม่เริ่มจีบวะ” ทอยโวยวายขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้จริงจังขนาดนั้น

“หึ ก็กูรู้ว่าพวกมึงแม่งจะเอาจริงไง ส่วนไอ้เรียวกูรู้ว่ามันไม่มีทางจีบน้องสาวกูหรอก แล้วกูจะคิดมากทำห่าไร” อิฐแสยะยิ้มกวนๆ และนั่งกอดคอเพื่อนรักอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเรียวจิไม่มีทางเป็นแฟนกับน้องสาวเขาได้หรอก

“เหอะ! กูก็คิดว่าไม่หวงน้องสาว ที่ไหนได้แม่งหวงน้องสาวจัดๆ” ทุกคนส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมๆ เพราะถ้าอิฐตอบแบบนี้นั่นเท่ากับว่าไม่ว่าจะเป็นใครเจ้าตัวก็หวงหมดแหละ ไอริณนั่งขำออกมาเบาๆ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะหมั่นไส้กับคำตอบพี่ชายเธอมากจริงๆ …

บทก่อนหน้า
บทถัดไป