บทที่ 4 บทที่ 3

“เป็นยังไงบ้างลูก? แล้วหนูอ้ายล่ะ สบายดีไหม?”

“สบายดีครับ อ้ายฝากของมาให้คุณแม่ด้วย”

ได้ยินอย่างนั้นวิไลลักษณ์ก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ คิดว่าอีกไม่นานพวกเธอคงมีข่าวดี

“เรียนจบแล้วก็แต่งงานได้แล้วสิ แม่ว่าหนูอ้ายก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะ ถึงจะไม่ใช่ตระกูลผู้ลากมากดีอย่างเรา แต่ก็ร่ำรวยไม่น้อย”

คุณหญิงวิไลลักษณ์เธอเป็นคนหัวสูง เนื่องด้วยตระกูลเธอคือผู้ดีเก่าที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น เธอจะคบค้าสมาคมเฉพาะเหล่าผู้ดีหรือตระกูลร่ำรวยเท่านั้น แล้วคนที่เข้ามาเป็นลูกสะใภ้เธอก็ต้องเป็นตระกูลผู้ดีหรือร่ำรวย ซึ่งลลิตาก็ตรงตามแบบที่เธอต้องการ

อีกอย่างเธอเอ็นดูลลิตาเป็นอย่างมาก เวลาไปร่วมงานเลี้ยงตามสมาคมต่าง ๆ มักจะเห็นลลิตาไปกับมารดาตัวเองตลอด หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู ช่างพูดช่างเจรจา ใครเห็นก็รักและเอ็นดูบุตรสาวตระกูลโชติธานนท์ทั้งนั้น

แต่ความฝันนั้นต้องดับลงเพราะถูกภาคินดักไว้เสียก่อน “คุณแม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้แล้วเหรอครับ?”

ภาคินทวงคำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนที่เขาจะยอมไปเรียนที่ต่างประเทศ ว่าหากเขาเรียนจบตามที่พ่อและแม่ต้องการ หลังจากนั้นจะยอมให้เขาใช้ชีวิตตามแบบของตัวเองบ้าง

ใบหน้าคุณหญิงวิไลลักษณ์เจื่อนลงเล็กน้อย “แม่จะลืมได้ยังไง ก็แค่บ่นตามประสาคนแก่ที่อยากอุ้มหลานเร็ว ๆ เท่านั้นเอง”

“ผมยังไม่พร้อมมีครอบครัวตอนนี้ อยากใช้ชีวิตของตัวเองไปก่อน แล้วไหนจะเรื่องงานที่บริษัทอีก”

ในเมื่อถูกกดดันมาแล้ว เขาต้องรีบทำพิสูจน์ตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาพร้อมรับช่วงต่อธานีผู้ซึ่งเป็นพ่อของเขา

“ไม่กลัวว่าจะมีคนมาขอหนูอ้ายตัดหน้าหรือไง?”

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ อ้ายไม่หนีผมไปไหนแน่นอน” ภาคินพูดอย่างมั่นใจ

เขารู้ดีว่าลลิตานั้นรักเขามากขนาดไหน อีกอย่างพวกเขาก็มีธุรกิจร่วมกัน ยังไงเสียอนาคตข้างหน้าลลิตาก็ต้องเลือกเขาอยู่แล้ว เปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน

“ขอให้จริงอย่างที่พูดก็แล้วกัน”

หากภาคินไปคว้าเอาสาวที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเหมือนอย่างคนก่อนหน้านั้น เธออกแตกตายแน่นอน

“ผมว่าคุณแม่ห่วงเรื่องตัวเองก่อนดีกว่าครับ คุณแม่รู้หรือเปล่าว่าคุณพ่อเอาเด็กไปที่บริษัท”

“ช่างพ่อแกสิ” คุณหญิงวิไลลักษณ์พูดเหมือนทองไม่รู้ร้อน

“แกก็น่าจะรู้นิสัยพ่อแกดีว่าเป็นยังไง ห้ามไปก็เท่านั้น เพราะถ้าห้ามได้คงไม่มีบ้านเล็กบ้านน้อยเยอะขนาดนี้หรอก”

คุณหญิงวิไลลักษณ์ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าสามีเธอจะไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย หรือไปนอนที่ไหน เธอวางตัวเป็นผู้ดีไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นให้เปรอะเปื้อน เพราะอย่างไรแล้วเธอก็คือภรรยาที่ถูกต้องทั้งนิตินัยและพฤตินัย ผู้หญิงคนอื่นก็เป็นเพียงของเล่นของสนุกให้สามีเธอเท่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ เธอต้องหาทางบีบบังคับบุตรชายให้ไปขอหมั้นลลิตาโดยเร็ว เพราะเรื่องนี้มันจะทำให้เธอเชิดหน้าชูตาในสังคมอย่างมาก ที่ได้บุตรสาวตระกูลโชติธานนท์มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน

คืนนี้ภาคินมีนัดรวมตัวกับเพื่อนของเขาที่ไนต์คลับแห่งหนึ่ง เป็นการเลี้ยงต้อนรับกลับมาของเขาหลังจากที่ไม่ได้เจอกันหลายปี

[ pk : พี่มาถึงแล้วนะครับ ]

ส่งรูปภาพ

[ Aiai : ok. ค่ะ เที่ยวกับเพื่อนให้สนุกนะคะ ]

[ pk : ครับ ฝันดีล่วงหน้านะครับ พี่รักอ้ายนะ ]

[ Aiai : เช่นกันค่ะพี่คิน อ้ายรักพี่คินเหมือนกันนะคะ ]

ภาคินดูบทสนทนาระหว่างเขากับลลิตา มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหุบกลับเหมือนเดิม เขาเก็บสมาร์ตโฟนลงกระเป๋าและเดินเข้าไปข้างใน

“ฮิ้วว เจ้าของงานมาแล้วโว้ย”

“เชิญค้าบบ คุณคิน เชิญนั่งตรงนี้เลย”

ภาคินได้แต่ส่ายหัวให้กับบรรดาเพื่อนตัวเอง คนที่มาร่วมงานล้วนเป็นเพื่อนสมัยเรียนด้วยกันทั้งนั้น

“ทำไมมึงไม่ชวนน้องอ้ายมาด้วยวะ” เพื่อนชายคนหนึ่งเอ่ยถามภาคิน

ใคร ๆ ก็รู้ว่าภาคินกำลังคบหาดูใจกับลลิตา ทว่าภาคินยังไม่ทันตอบคำถาม ก็มีเสียงใครคนหนึ่งเรียกเขาเสียก่อน

“คิน”

ภาคินหันหน้าไปตามเสียงเรียก ดวงตากลมโตด้วยความตกใจ “ดา...?”

เขาไม่นึกเลยว่าวันแรกก็เจอกับญาดา อดีตคนรักในสถานที่แบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาแทบพลิกแผ่นดินหา ทว่าหายังไงก็ไม่เจอ

“ดามาที่นี่ได้ยังไง? แล้วทำไมถึงใส่เสื้อผ้าแบบนี้” ภาคินถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะเท่าที่เขาจำได้ ญาดาไม่ชอบมาเที่ยวสถานที่แบบนี้ แล้วไหนจะแต่งตัวที่ล่อแหลมแบบนี้อีก ภาพความทรงจำของเขา ญาดาคือผู้หญิงที่สวยและนิสัยดี แต่งตัวเรียบร้อยน่ารักสมวัย

“ดามากับเพื่อนน่ะ ส่วนเรื่องแต่งตัว มาเที่ยวแบบนี้ก็แต่งกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”

นั่นสินะ หันมองไปดูผู้หญิงคนอื่นรอบตัวก็มีแต่คนแต่งแนวนี้ทั้งนั้น

“แต่ดาไม่ค่อยแข็งแรงไม่ใช่เหรอ มาเที่ยวแบบนี้ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ?”

ร่างกายของญาดาไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก เธอมักเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ

“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่ดาขอตัวก่อนนะคิน เพื่อน ๆ รอดาอยู่” ญาดายิ้มให้คนรักเก่าตัวเองเล็กน้อย

“ดาดีใจนะที่คินกลับมา” เธอพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้นก็เดินจากไป ทิ้งไว้แค่ภาคินที่ยืนมองดูเธอด้วยสายตาที่หลากหลายอารมณ์

บรรดาเพื่อน ๆ เองก็ไม่อยากถามหรือชวนคุยเรื่องของสองคนนั้น เนื่องด้วยทั้งคู่เลิกกันไม่ดีเท่าไรนัก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ภาคินต้องหนีไปเรียนต่างประเทศกลางคัน

หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทุกคนก็พากันดื่มกินกันปกติ มีเพียงภาคินเท่านั้นที่จ้องมองอดีตคนรักนั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามกับเขา

“กูขอตัวก่อน” พูดจบภาคินก็ลุกเดินออกไปจากโต๊ะ

“อะไรวะ มาไม่ทันไรก็จะกลับแหละ” เพื่อนของเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดาย

“โทษทีว่ะ กูมีธุระสำคัญที่ต้องไปทำ” ภาคินไม่ได้อธิบายอะไร เขาเอาบัตรเครดิตตัวเองวางไว้บนโต๊ะแล้วเดินจากไป

“พวกมึงว่าถ่านไฟเก่าจะคุไหมวะ”

“ดูจากทรงกูว่าไม่เหลือ” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ดูจากท่าทางของทั้งสองคนวันนี้ ถ่านไฟเก่ายังมีไฟอยู่แน่ ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป