บทที่ 8 อยากเจอเธออีกครับ

“ถึงแล้วครับ คุณเหม”

เหมันต์ละสายตาจากหน้าจอมือถือ ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์หรู ก่อนพบกับคฤหาสน์ใหญ่ที่เขาเคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยังเยาว์

หกปี 

หกปีที่ต้องอยู่ต่างบ้าน ต่างแดน ตามคำสั่งของเกศราผู้เป็นมารดา แม้ว่าหล่อนก็ให้เหตุผลเรื่องความสะดวก ความปลอดภัย และความจำเป็นที่จะต้องส่งเหมันต์ไปดูแลสาขาที่สิงคโปร์ 

แต่ความจริงแล้วมันโหดร้ายกว่านั้น เกศราแค่ต้องการลบรอยด่างพร้อยของตระกูล ปิดทุกข่าว กลบทุกความเคลื่อนไหว ไล่ลบประวัติของ ‘เหมันต์ ภูสิทธิ์อุดม’ 

เพราะเขาขาขาด เขาคือคนพิการ แม้ว่าตอนนี้จะใส่ขาเทียมสุดไฮเทคที่ราคาโคตรจะแพงแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเขามีค่าอะไรในสายตาคนในครอบครัวเลยสักนิด

ธันวา ผู้ช่วยส่วนตัว เปิดประตูรถยนต์ให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะยืนนิ่ง ก้มหน้าเล็กน้อยแสดงความเคารพ ในขณะที่เหมันต์ยังไม่ขยับเขยื้อนตัว

มีเพียงแววตาอันเศร้าหมองระคนความระอาที่ทอดมองบ้านหลังใหญ่ที่ดูอ้างว้าง บ้านที่เกศราภูมิใจนักหนา เที่ยวกรอกหูลูกทั้งสามคนของเธอว่า นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่หามาอย่างยากลำบาก

“คุณเหม เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” 

“เปล่า แค่ ... ไม่อยากเข้าไป”

“ครับ” ธันวาทราบดีว่าเหมันต์อึดอัดกับคฤหาสต์หลังนี้มากเพียงใด

เพียงครู่เดียวเสียงรถสปอร์ตสุดหรู ดังกระหึ่มแล่นเข้ามาจอดท้ายรถเก๋งของเหมันต์ ธันวาชำเลืองสายตาไปมอง ก่อนจะหันกลับมาก้มหน้าตามเดิม เมื่อเห็นลูกชายคนโตของตระกูลนี้ เดินตรงนี้มายังเขา

“หลบ”

ธันวาถอยเท้าหนีตามคำสั่ง ปล่อยให้คิมหันต์ไปยืนแทนที่เมื่อครู่นี้ 

“เฮ้ย!” คิมหันต์แสยะยิ้ม มองหน้าน้องชายที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายปี “กลับมาแล้วเหรอวะ!”

เหมันต์เลื่อนสายตาไปมองด้วยความรู้สึกหลากหลายที่สั่งสมอยู่ในอก ก่อนจะเอ่ยเสียงตอบรับไปสั้น ๆ 

“อืม”

“ขามึงเป็นยังไงบ้าง” คิมหันต์มองขาข้างขวาของน้องชายที่ตอนนี้มันกลายเป็นแท่งคาร์บอนไฟเบอร์สีดำ “ได้ข่าวว่าอันนี้ซื้อรถยุโรปได้คันหนึ่งเลยนี่หว่า”

“อืม” เหมันต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้าวออกจากรถเพียงเพราะไม่อาจทนเห็นหน้าต้นเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ได้

‘ไอ้คิม! ขับช้า ๆ หน่อยดิวะ’

เหมันต์มองเรือนไมล์ดิจิตอลที่ตัวเลขวิ่งความเร็วที่สองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง 

‘วู้! ฮ่า! มันต้องแบบนี้ดิวะ’

ของขวัญในวันเกิดปีนี้ที่เกศรายอมซื้อรถสปอร์ตสุดหรูให้ลูกชายคนโต เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ให้เขาเข้าไปทำงานในบริษัท 

‘ไอ้เหี้ย! ฝนตก ถนนมันลื่นนะเว้ย!’

เหมันต์กลืนน้ำลายดังเอือก ใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดหวั่น พี่ชายชวนตนมานั่งรถเล่น แต่ไม่คิดว่าจะมาประลองความเร็วในถนนเส้นหลักแบบนี้ 

มือหนาสั่นเทาค่อย ๆ ยื่นออกไปคว้าเข็มขัดนิรภัย แต่ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งดึง มันยิ่งกระตุกกลับ 

‘ไอ้คิม! ข้างหน้าทางโค้งนะเว้ย’

โค้งมรณะที่ออกข่าวอุบัติเหตุถี่ยิบ ทว่าคนกุมพวงมาลัยกลับไม่มีทีท่าจะผ่อนแรงตีนลงเลยสักนิด ตัวเลขบนเรือนไมล์ดิจิทัลยังคงวนเวียนอยู่ที่สองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่ามกลางทัศนวิสัยที่มืดมิดและสายฝนที่เริ่มหนาเม็ด

‘กลัวเหี้ยไรวะ กูเอาอยู่น่า!’

โครม!!!

โลกทั้งใบของเหมันต์คล้ายจะหมุนคว้าง แรงเหวี่ยงมหาศาลเหวี่ยงร่างของเขาให้กระแทกกับกระจกก่อนจะลอยละลิ่วออกจากตัวรถที่พลิกคว่ำหลายตลบ วินาทีนั้นเขายังไม่รู้สึกเจ็บ มีเพียงความเย็นเยียบของเม็ดฝนที่ปะทะหน้า และความรู้สึกสุดท้ายคือความชาวาบบริเวณขาข้างขวาอย่างที่ไม่เคยเป็น

“แล้วภาพพิมพ์อะไรนั่นเป็นไงบ้างวะ” เสียงของพี่ชายดึงสติให้เหมันต์หลุดพ้นจากวันวาน “สวยเปล่าวะ หรือกูคิดผิดที่ยกให้มึง” 

ถ้อยคำอันน่าสังเวชทำให้ฝีเท้าหยุดชะงัก ปรายตามองใบหน้าคมนั่นด้วยความรู้สึกระอา 

คิมหันต์มันก็แค่ลูกคนโตที่ถูกตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ อะไรที่ไม่อยากได้ก็ถูกโยนมาให้เขา อย่างเช่น ผู้หญิงที่ชื่อภาพพิมพ์ 

เหมันต์หันมองหน้าพี่ชายด้วยความระอา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นจาง ๆ นึกถึงภาพของภาพพิมพ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา และเอ่ยออกมาอย่างหวานหยด 

“เธอน่ารักดีนะ ฉลาด พูดจาฉะฉาน น่าสนใจดี”

เขายิ้มหวาน แสร้งทำเขินอายเมื่อเอ่ยถึงว่าที่ภรรยา ก่อนหมุนเท้าเดินเข้าบ้านไป 

“ไอ้เหม! เดี๋ยวดิวะ”

เหมันต์ไม่สนใจเสียงที่เรียกชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับเดินเท้ามุ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่มีนพพลกับเกศรานั่งดูทีวีจอยักษ์เคียงข้างกัน 

“มาแล้วเหรอ” นพพลชำเลืองสายตาไปมองร่างสูง เขาไม่ได้พบหน้าลูกคนกลางนานกว่าหกปีเต็ม 

“สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่” แม้ใจจะโกรธเคืองเรื่องที่พ่อกับแม่สั่งให้เขาย้ายไปไกลถึงต่างแดน แต่ก็ทำได้เพียงแค่เก็บอาการไว้ พนมมือไหว้บุพการีอย่างนอบน้อม 

“เป็นไงบ้างล่ะ” เกศราเอ่ยถาม นอกจากลูกชายจะกลับมาอาศัยที่คฤหาสน์หลังนี้แล้ว ยังได้ไปพบหน้ากับภาพพิมพ์ตามคำสั่งของเธอ

“เรื่องไหนเหรอครับ คุณแม่”

“ก็เรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะ ไปเจอมาแล้วหรือยัง” 

“ครับ ผมไปเจอเธอตามที่คุณแม่ต้องการแล้วครับ” เหมันต์อมยิ้มเล็กน้อย แสร้งก้มหน้าทำทีขวยเขิน จนอีกสามชีวิตในห้องนั่งเล่นเริ่มหรี่ตามองด้วยความสงสัย

“หมายความว่าไง ตาเหม” นพพลโพล่งขึ้นมากลางวง เมื่อเห็นลูกคนกลางมีท่าทีแปลกไป

ละครฉากแรกได้เริ่มต้นขึ้นทันที เมื่อผู้เป็นพ่อเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความฉงนและใคร่รู้ 

เหมันต์เงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ แววตาทอประกายเมื่อเอ่ยถึงเธอคนนั้น “เธอน่ารักดีนะครับ อยากเจอเธออีกครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป