บทที่ 13 13 เธอหายไปเลย
“แกก็รู้ว่าฉัตรบดินทร์ต้องการทายาท ถ้ายังไม่พร้อมก็ถอยออกไป” น้ำเสียงของคุณปู่ยังคงเด็ดขาดจนราวินทร์ได้แต่ขบกรามแน่น
“ขอเวลาผมหน่อยแล้วกันครับ” พี่ชายเอ่ยตัดบทเพื่อจบการเผชิญหน้า
แต่แล้วความเงียบก็กลับมาปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง เมื่อสายตาคมกริบหลังกรอบแว่นตวัดเลื่อนมาหยุดที่หลานชายคนเล็กสุด “แกล่ะ คินทร์... คุยกับใครเป็นพิเศษหรือเปล่า แกเองก็สามสิบสี่แล้วนะ”
ภาคินทร์นิ่งไปเล็กน้อย มือที่ประสานกันอยู่บนตักลอบบีบเข้าหากันเบาๆ คำถามของคุณปู่จงใจต้อนเขาให้จนมุม
“ตอนนี้ยังไม่มีครับ ผมทำแต่งาน จะเอาเวลาไหนไปคุยกับคนอื่นล่ะครับ”
“หึ... งั้นฉันจะสั่งให้แกลาพักร้อน”
“อย่าทำถึงขนาดนั้นเลยครับคุณปู่” ภาคินทร์รีบเบรกเสียงหลงเมื่อเจอไม้ตายของประมุขบ้าน ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะแสร้งทำสีหน้านิ่งสนิทแล้วสบตาคุณปู่ตรง ๆ
“ตามจริง... ก็มีคนที่กำลังคุย ๆ อยู่ครับ ไว้ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะพามาแนะนำตัวกับคุณปู่นะครับ”
ทั้งที่ความจริงแล้ว... เขาไม่ได้มีใครเลยสักคน
ภาคินทร์ลอบถอนหายใจยาวในอกที่ยอมมุสาสารภาพออกไปเพื่อเอาตัวรอดจากคำสั่งพักร้อนไปก่อน เพราะผู้หญิงคนเดียวที่ติดอยู่ในหัวของเขาตอนนี้... คือ ‘แม่สาวคืนเดียว’ คนนั้นที่เขาเพิ่งตัดใจทิ้งอดีตมา แต่จนป่านนี้ก็ยังหาตัวเธอไม่เจอด้วยซ้ำ
หลังจากคุยเรื่องสำคัญอยู่ไม่นาน ท่านธานินทร์ก็ขอตัวขึ้นห้องนอน ปล่อยให้สามพี่น้องนั่งหน้าเครียดอยู่ตามลำพังที่เดิม
พร้อมพงศ์ สามีของภารดีที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องโถงตรงดิ่งไปหาภรรยา เขาหย่อนกายนั่งลงข้าง ๆ พลางยกมือโอบไหล่บางเอาไว้หลวม ๆ เพื่อปลอบประโลม
“อาจจะเป็นเพราะผมเอง... ที่ไม่สามารถมอบหลานชายให้คุณปู่ได้” พร้อมพงศ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“คุณพร้อมคะ มันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นแหละค่ะ” ภารดีหันไปกุมมือสามีพลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “เราสองคนอายุเยอะขึ้นทุกวัน โอกาสสุ่มเสี่ยงหรือเปอร์เซ็นต์มันก็น้อยลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้าปีนี้ยังไม่มี... เราก็แค่ไปอเมริกาตามที่คุณปู่ต้องการ มันไม่ได้เสียหายอะไรนี่คะ อย่าคิดมากเลยนะ”
“ใช่ครับพี่พร้อม อย่าคิดมากเลยครับ” ราวินทร์เอ่ยสำทับพลางส่ายหน้าขำ ๆ ในโชคชะตาของพวกตน “พวกพี่ขยับตัวยากแค่เรื่องมีลูก แต่ผมกับนายคินทร์นี่สิ อาการหนักกว่าเยอะ... คุณปู่เล่นยื่นคำขาดว่าถ้าไม่มีใครจะหาเมียจับคลุมถุงชนให้เองเลยนะ”
“นายก็พูดไปนั่นราวินทร์” พร้อมพงศ์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ น้ำเสียงผ่อนคลายลงเพราะมุกตลกร้ายของน้องชายภรรยา
“ผมพูดเรื่องจริงครับพี่พร้อม ดูหน้าหมอคินทร์มันสิครับ... เมื่อกี้ตอนโดนถามเรื่องคุยกับใคร ตาตั้งจนแทบจะจับไข้หัวโกร๋นอยู่แล้ว” ราวินทร์แกล้งบุ้ยปากไปทางน้องชายคนเล็กที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่ข้างภารดี
“เฮ้อ... มันหาง่ายอย่างที่พูดก็ดีสิครับ” ภาคินทร์บ่นออดแถมยังแสร้งถอนหายใจยาว “หาแม่ของลูกนะไม่ใช่หาผู้หญิงมานอนด้วย... ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา”
“แหม ทำเป็นพูดดีไปนายคินทร์” ภารดีค้อนขวับเข้าให้พลางเอื้อมมือไปตีแขนน้องชายคนเล็กเบา ๆ “แล้วที่บอกคุณปู่ว่ามีคนคุยอยู่แล้วนี่สรุปยังไง ตกลงแอบซุกใครไว้หรือเปล่าเนี่ย บอกพี่มาซะดี ๆ”
ภาคินทร์แสร้งทำเป็นยิ้มรับไม่ตอบอะไร ทว่าในใจกลับดิ่งลึกไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น... คำพูดที่เขาเพิ่งพ่นออกไปเมื่อครู่มันช่างย้อนแย้งสิ้นดี ก็ไอ้ผู้หญิงที่เขาตามหาจนแทบพลิกแผ่นดินอยู่ตอนนี้ จุดเริ่มต้นมันก็มาจาก ‘เรื่องบนเตียง’ แค่คืนเดียวไม่ใช่หรือไง
“ก็หาอยู่ไง” ภาคินทร์หลุดปากบ่นอุบอิบในลำคอ
“อะ... ยังไง!” ภารดีหูไวหันขวับมามองน้องชายคนเล็กทันที นัยน์ตาเบิกกว้างอย่างจับผิด “นี่นายหลอกคุณปู่เหรอคินทร์? ไหนบอกว่ามีคนคุยแล้วไง!”
“พี่แพร... ผมไม่ได้หลอก” ภาคินทร์รีบยกมือสองข้างขึ้นทำท่าปฏิเสธ ใบหน้าหล่อเหลายังคงพยายามรักษาความนิ่งสนิทเอาไว้ “ผมแค่พูดถึงอนาคต... อีกหน่อยถ้าหาเจอ ก็แปลว่ามีคนคุยจริง ๆ ไงครับ ไม่ได้โกหกสักหน่อย”
“ไอ้หมอคินทร์ แกนี่มันกะล่อนจริงๆ” ราวินทร์หลุดขำกร้ากออกมาทันที สะใจที่เห็นน้องชายโดนพี่สาวต้อนจนมุม
สามพี่น้องอยู่พูดคุยกันต่ออีกเพียงครู่ ก่อนที่ภาคินทร์จะขอลากลับบ้านของตัวเอง... เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านฉัตรบดินทร์และโรงพยาบาลบดินทร์รักษ์มากนัก
ชายหนุ่มตัดสินใจใช้เงินปันผลก้อนโตที่คุณปู่มอบให้มาซื้อที่แห่งนี้เอาไว้อยู่อาศัย เพราะสำหรับเขาแล้ว... พื้นที่ลอยฟ้าแห่งนี้คือเซฟโซนเพียงแห่งเดียวที่เขาจะสามารถทิ้งความกดดันของตระกูลเอาไว้ข้างหลัง แล้วใช้ชีวิตเป็นแค่ ‘ภาคินทร์’ ได้อย่างเต็มที่
ทันทีที่ประตูดิจิทัลล็อกปิดลงพร้อมเสียงสัญญาณ ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ ภาคินทร์ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกพลางโยนกุญแจรถลงบนโต๊ะกระจกอย่างเหนื่อยอ่อน สายตาคมเหลือบไปมองต่างหูระย้าคริสตัลข้างเดียวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเดียวกัน... มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอคนนั้นทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
“หึ... ทิ้งไว้แค่นี้แล้วจะตามตัวยังไงให้เจอ”
