บทที่ 15 ข้อแลกเปลี่ยน
ที่ตึกบริษัทอรรถศิขรคอร์ป
กราฟสีแดงบนหน้าจอโปรเจกเตอร์ดิ่งลงเหวราวกับชีพจรของคนที่กำลังจะขาดใจ บรรยากาศในห้องประชุมชั้นสูงสุดของอรรถศิขรคอร์ปเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"ติดฟลอร์มาสามวันติดแล้วนะคุณวรเมธ! มูลค่าบริษัทเราหายไปหลายหมื่นล้านแล้ว!" กรรมการบริหารคนหนึ่งกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น "นักลงทุนรายใหญ่เทขายหนีตายกันหมด เรากำลังจะล้มละลาย!"
"ข่าวลือเรื่องหนี้สินยังพอแก้ต่างได้... แต่เรื่องที่หนูมิราหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มันทำให้พวกผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ แพนิกกันไปหมด!" กรรมการอีกคนเสริม ใบหน้าเคร่งเครียด "ทุกคนคิดว่าคุณกำลังเตรียมตัวหนีคดี คุณวรเมธ คุณต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมา!"
วรเมธนั่งบีบขมับอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าที่เคยดูภูมิฐานบัดนี้ซูบซีดและเต็มไปด้วยรอยคล้ำใต้ตา เขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองเหล่าบอร์ดบริหารที่กำลังต้อนเขาให้จนมุม
"ผมสร้างบริษัทนี้มาด้วยสองมือ! ผมไม่มีวันทิ้งมันเด็ดขาด และผม... จะไม่ยอมหนีไปไหนทั้งนั้น!" วรเมธเค้นเสียงลอดไรฟัน "ขอเวลาผมอีกแค่สามวัน ผมจะหาแหล่งเงินทุนก่อนใหม่มาพยุงหุ้น..."
ติ๊ด...
เสียงแจ้งเตือนวิดีโอคอลฉุกเฉินดังแทรกขึ้นตัดบท หน้าจอโปรเจกเตอร์ถูกแทรกแซงระบบ เปลี่ยนจากกราฟหุ้นสีแดงเป็นภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของ 'อาเรส' ซีอีโอบริษัทพลังงานคู่แข่งข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุด
"สภาพดูไม่จืดเลยนะ วรเมธ"
อาเรสเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แววตากลับพราวระยับ "เห็นอรรถศิขรคอร์ปที่ยิ่งใหญ่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้... ในฐานะเพื่อนร่วมวงการ ผมคงทนดูเฉยๆ ไม่ได้"
"อาเรส! แกแฮกเข้ามาในระบบประชุมเราได้ยังไง!" วรเมธผุดลุกขึ้นยืน ชี้หน้าจอมอนิเตอร์
"จะไม่ฟังข้อเสนอของผมก่อนซักหน่อยเหรอ คุณวรเมธ... ผมเชื่อว่าบอร์ดบริหารคนอื่นๆ ก็คงจะอยากฟังเหมือนกัน" อาเรสยกมือขึ้นปราม แสร้งทำหน้าเห็นใจ "ผมเตรียมกองทุนฉุกเฉินไว้พร้อมแล้ว ไม่ใช่แค่พอกว้านซื้อหุ้นแดงเถือกของพวกคุณได้ทั้งหมด แต่ว่า…ยังสามารถอัดฉีดสภาพคล่องให้บริษัทยังเดินหน้าต่อได้แบบสบายๆ... น่าสนใจมั๊ยล่ะ?"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องประชุม บอร์ดบริหารหลายคนหันมองหน้ากันด้วยความหวังที่จุดประกายขึ้นมา
"แต่ว่า… ข้อเสนอนี้ก็มีข้อแลกเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน..." อาเรสเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เหยียดยิ้มร้ายกาจจนถึงดวงตา "คุณ! ต้องเซ็นโอนหุ้นทั้งหมด! และสละสิทธิ์การบริหารอรรถศิขรคอร์ปมาอยู่ภายใต้การบริหารของผมแต่เพียงผู้เดียว"
วรเมธกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความโกรธ
"นี่แกเป็นคนปล่อยข่าวลือบ้าๆ นั่นเพื่อทุบหุ้นบริษัทฉันใช่ไหม อาเรส!"
"อย่าใส่ร้ายกันสิ ผมกำลังเป็นพระมาโปรดนะ" อาเรสหัวเราะร่วน "คิดดูให้ดีวรเมธ... จะยอมลงจากอำนาจดีๆ หรือจะยอมกอดบริษัทที่กำลังจะกลายเป็นซากเน่าๆ ไปพร้อมกับลูกสาวที่หายตัวไปไหนก็ไม่รู้?"
"ฉันไม่มีวันยกอรรถศิขรให้ไอ้ปลิงสบสูบเลือดอย่างแกเด็ดขาดเลย อาเรส!!" วรเมธตวาดลั่นห้อง "ปิดการประชุม! ใครอยากขายหุ้นทิ้งก็เชิญ... แต่ฉัน จะไม่มีวันยอมแพ้!"
ชายวัยกลางคนกระแทกนิ้วลงบนปุ่มตัดสาย ทิ้งให้ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบกริบที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่เขาจะเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
วรเมธกลับเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว ล็อกประตูแน่นหนา ทรุดตัวลงพิงบานประตู หอบหายใจหนักหน่วง
เขาก้าวขาที่สั่นเทาเดินตรงไปยังภาพวาดสีน้ำมันบานใหญ่หลังโต๊ะทำงาน มือที่เหี่ยวย่นตามวัยผลักกรอบรูปออก เผยให้เห็นตู้เซฟดิจิทัลที่ซ่อนอยู่หลังกำแพง
วรเมธหมุนรหัสผ่านด้วยนิ้วที่สั่นระริก แกร๊ก...
บานประตูเหล็กเปิดออก ภายในนั้นมีเพียงแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าสีดำสนิท หน้าปกประทับตราสัญลักษณ์สีทองที่เริ่มเลือนราง ทว่ายังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็น 'ตราสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์อัลซาอิด'
ชายวัยกลางคนหยิบแฟ้มนั้นออกมากอดไว้แนบอก ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นห้อง ก้มหน้าลงจนหน้าผากแตะกับขอบโต๊ะ น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
"ฉันรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนายแล้ว... องค์ฮาเหม็ด"
เสียงแหบพร่าสะอื้นไห้ พึมพำกับความว่างเปล่าด้วยความเจ็บปวดที่กรีดลึกถึงวิญญาณ "ฉันเก็บงำความลับนี้ไว้ด้วยชีวิต... แต่ตอนนี้... ลูกสาวฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะไอ้ความลับบ้าๆ นี่!"
ลานหินกว้างหน้าพระราชวัง
คืนนี้สายลมกรรโชกแรงเป็นพิเศษ อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว น้ำในสระน้ำพุหินอ่อนกว้างใหญ่เย็นจัดจนผิวหน้าน้ำแทบจะจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"เดินไป!"
แรงผลักอย่างหยาบคายจากทหารยามร่างยักษ์ ทำเอามิราที่เดินลากขากะเผลกมาตามทางเดินหิน ถึงกับถลาไปหยุดอยู่กึกตรงหน้าขอบสระน้ำพุกลางลานกว้าง
ลมหนาวกรรโชกแรงในยามค่ำคืนพัดมาปะทะร่างจนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก
"ลงไปซะ!" ทหารยามตวาดลั่น พร้อมกับตวัดปลายหอกแหลมคมลงมาจ่อที่กลางแผ่นหลังบาง
