บทที่ 4 ล้างด้วยเลือด
"ปล่อยฉัน!"
มิราตวาดลั่นพร้อมกับใช้สองมือผลักแผงอกกว้างสุดแรง แต่ร่างสูงตระหง่านตรงหน้ากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ซ้ำร้าย มือแกร่งที่หุ้มด้วยถุงมือหนังสีดำกลับเลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางของเธออย่างแรงจนเจ็บร้าว บังคับให้ใบหน้าหวานต้องเงยขึ้นสบตากับเขา
"ฤทธิ์มากนักนะ" น้ำเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมา แววตาไร้ซึ่งความปรานี
หญิงสาวเบิกตาจ้องกลับอย่างไม่ลดละ เธอรวบรวมแรงสะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมอย่างแรงจนหลุดพ้น ก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อตั้งหลัก
"คุณเป็นใคร! จับฉันมาทำไม!" มิราเชิดหน้าขึ้น รักษาน้ำเสียงให้เด็ดขาดที่สุดแม้ก้อนเนื้อในอกจะเต้นรัว "ถ้าคุณต้องการเงินค่าไถ่ ก็ติดต่อคุณพ่อฉันไปตรงๆ ไม่ใช่ใช้วิธีสกปรกแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าการอุ้มคนข้ามประเทศมันคือการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ ตำรวจสากลไม่ปล่อยคุณเอาไว้แน่!"
สิ้นคำขู่ ชายหนุ่มตรงหน้ากลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม เขากลับแค่นหัวเราะเย็นเยียบในลำคอจนคนฟังขนลุกซู่
"อาชญากรรมระหว่างประเทศงั้นเหรอ?"
เขาพึมพำ ก่อนจะก้าวสามขุมเข้ามาประชิดตัว มิรายังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเธอก็ถูกมือหนากระชากและเหวี่ยงกลับเข้าไปในห้องขังอย่างแรง หญิงสาวล้มไถลลงไปกองกับพื้นพรม เธอกัดฟันกรอด ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับตวัดสายตาขวางมองคนป่าเถื่อน
ชายร่างสูงยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู
"จำใส่สมองของเธอเอาไว้ นังเชลย..." เขาเอ่ยช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ที่นี่... ฉันคือกฎหมาย ต่อให้พ่อของเธอขนเงินมาประเคนให้ทั้งตระกูล มันก็ซื้อชีวิตเธอจากฉันไม่ได้!"
ปัง!
บานประตูถูกกระชากปิดและลั่นดาลเหล็กจากด้านนอกอย่างรุนแรง ทิ้งให้มิราจมอยู่กับความเงียบงันด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
ด้านนอกห้องขัง
อากาศร้อนอบอ้าวของทะเลทรายไม่ได้ช่วยให้อารมณ์คุกรุ่นของบุรุษหนุ่มเย็นลงได้เลย
"จัดเวรยามเฝ้าหน้าประตูให้แน่นหนากว่านี้ ถ้าผู้หญิงคนนี้หลุดออกไปได้อีก... ฉันจะตัดหัวพวกแกทุกคน"
อาดิลตวาดสั่งทหารยามเป็นภาษาถิ่นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เหล่าทหารองครักษ์ต่างก้มหน้าตัวสั่นเทา รับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินไปที่ระเบียงหินทราย ทอดสายตามองลงไปยังลานกว้างของพระราชวัง สายลมร้อนพัดพาชายผ้าคลุมบิชต์สีดำของเขาให้ปลิวไสว ทว่าสิ่งที่เขามองเห็นกลับไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร แต่มันคือภาพในวันสวรรคตขององค์รัชทายาทฮาเหม็ด... พี่ชายร่วมสายเลือดที่เขารักยิ่งกว่าชีวิต
ภาพร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด สภาพศพที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี และหลักฐานเส้นทางการเงินทั้งหมดที่ชี้ชัดไปที่บอร์ดบริหารของ 'อรรถศิขรคอร์ป'
อาดิลหลับตาลง กัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรอด หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนถุงมือหนังลั่นกรอบ ความแค้นที่ถูกสุมไว้ในอกปะทุเดือดขึ้นมา
เลือดต้องล้างด้วยเลือด
และลูกสาวสุดที่รักของไอ้ฆาตกรนั่นแหละ... คือเครื่องสังเวยชั้นดี
ภายในห้องขัง
มิราพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดับความตื่นตระหนก เธอพยุงตัวลุกขึ้นเดินวนไปมา สมองอันชาญฉลาดเริ่มประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน
เสื้อคลุมบิชต์ขลิบทอง... สถาปัตยกรรมหินทราย... และตราสัญลักษณ์ 'เหยี่ยวสยายปีกไขว้ดาบ' ที่สลักอยู่บนหัวเข็มขัดของชายคนเมื่อครู่
หญิงสาวเบิกตากว้าง มือเรียวยกขึ้นทาบอก สัญลักษณ์นั้นคือตราแผ่นดินของราชวงศ์อัลซาอิด และผู้ชายที่มีอำนาจเหนือทุกคน และแต่งกายด้วยสีดำสนิทอันเป็นสัญลักษณ์ของกองกำลังพิเศษแห่งทะเลทราย มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
ชีคอาดิล อัลซาอิด เจ้าชายนักรบผู้ทรงอิทธิพลและโหดเหี้ยมที่สุดในคาบสมุทรนี้
แต่คำถามคือ... ทำไมระดับเจ้าชายถึงต้องลงมือลักพาตัวลูกสาวนักธุรกิจอย่างเธอด้วยตัวเอง? เธอไปขัดผลประโยชน์อะไรกับราชวงศ์อัลซาอิดเข้าเหรอ?
ปัง!!
ยังไม่ทันที่มิราจะได้คำตอบ บานประตูไม้เนื้อแข็งก็ถูกถีบเปิดออกอีกครั้งอย่างรุนแรงจนบานพับแทบหลุด
ชีคอาดิลก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน คราวนี้ในมือของเขาถือแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำติดมาด้วย
เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาหามิราที่ถอยกรูดไปจนมุม ก่อนจะฟาดแฟ้มนั้นลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเธออย่างแรง
พรึ่บ!
แฟ้มเปิดอ้าออก รูปถ่ายหลายสิบใบและเอกสารที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดสีน้ำตาลเกรอะกรังกระจายเกลื่อนโต๊ะ
ภาพเหล่านั้นคือสภาพศพของผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกยิงพรุนไปทั้งร่าง ร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ถูกถ่ายซูมให้เห็นอย่างชัดเจนจนชวนคลื่นไส้
มิราผงะ ผิวหน้าซีดเผือด เธอเงยหน้าขึ้นมองอาดิลด้วยความสับสนและตื่นตระหนก
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาหา ฝ่ามือแกร่งค้ำยันโต๊ะไว้ขังเธอให้อยู่ในกรอบแขน นัยน์ตาสีดำสนิทวาวโรจน์ไปด้วยไฟแค้นที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้เป็นจุณ
"ดูผลงานของพ่อเธอซะ!" เสียงทุ้มตวาดกร้าว "ดูให้เต็มตา ว่าครอบครัวของเธอ... พรากอะไรไปจากฉัน!"
