บทที่ 7 เอาตัวรอด
"ถอยไป... ฉันเปลี่ยนเอง!"
มิราเค้นเสียงลอดไรฟัน มือบางปัดปลายนิ้วของอาดิลออกให้พ้นจากคอเสื้อ หญิงสาวตวัดสายตาแข็งกร้าวไล่หญิงรับใช้ร่างใหญ่ทั้งสองคนให้ถอยห่าง ก่อนจะดึงสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยเข้าหากันเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีเฮือกสุดท้าย
อาดิลชะงักมือไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับไปสอดไว้ในกระเป๋ากางเกง ฉีกยิ้มพึงพอใจกว้างอย่างผู้ชนะ
"ก็แค่นั้น..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างอารมณ์ดีผิดกับเมื่อครู่ "ฉันให้เวลาเธอห้านาที ถ้าฉันกลับเข้ามาแล้วเธอยังไม่อยู่ในชุดที่ฉันเตรียมไว้... ฉันนี่แหละจะเป็นคนลงมือเปลื้องผ้าเธอเอง"
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกจากห้องไปพร้อมกับบรรดาสาวใช้ เสียงบานประตูไม้ปิดลง ตามด้วยเสียงลั่นดาลกุญแจจากด้านนอกอย่างแน่นหนา
มิราทรุดตัวลงนั่งบนเตียง หยาดน้ำตาแห่งความเจ็บใจร่วงเผาะลงบนหลังมือ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มความอัปยศเอาไว้ แล้วฝืนใจหยิบชุดกระโปรงผ้าชีฟองสีขาวขึ้นมาสวมทับ
เนื้อผ้าบางเบาและพลิ้วไหวแนบลู่ไปกับสัดส่วนโค้งเว้าของหญิงสาว มันไม่มีทั้งกระเป๋าซ่อน ไม่มีเข็มขัด และไม่อาจใช้กำบังความหนาวเย็นได้เลยแม้แต่น้อย
เวลาล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก
พระราชวังทั้งอาณาจักรจมดิ่งสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมทะเลทรายที่พัดหวีดหวิวอยู่ด้านนอก
ร่างระหงในชุดเดรสสีขาวบางเบานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงท่ามกลางความมืด
หญิงสาวยกมือขึ้นสัมผัสเรือนผมที่ยุ่งเหยิงของตนเอง ก่อนจะคลำเจอกิ๊บติดผมสีดำตัวเล็กๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอดึงมันออกมาราวกับพบขุมทรัพย์
ร่างบางย่องกริบด้วยปลายเท้าเปล่าเปลือยตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่ มือเรียวหักปลายกิ๊บเหล็กให้ตรง อาศัยทักษะความเข้าใจด้านกลไกและวิศวกรรมที่เคยร่ำเรียนมา ค่อยๆ สอดมันเข้าไปในรูกุญแจโบราณอย่างเบามือที่สุด
กริ๊ก...
เสียงปลดล็อกดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์ มิราลอบยิ้มด้วยความโล่งใจ เธอค่อยๆ แง้มบานประตูออกทีละน้อย เมื่อเห็นว่าโถงทางเดินด้านนอกว่างเปล่า ไร้เงาของทหารยาม หญิงสาวก็แทรกตัวหลุดออกมาจากห้องขังได้สำเร็จ
ทางเดินปูด้วยหินอ่อนเย็นเฉียบทอดยาวไปในความมืด แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดหน้าต่างบานสูงเข้ามาเป็นเพียงแสงสว่างเดียวในค่ำคืนนี้ มิราก้าวลัดเลาะไปตามแนวเสาหินสลักอย่างระมัดระวัง
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าคอมแบทกระแทกพื้นดังสะท้อนมาจากหัวมุมระเบียงด้านหน้า
มิราเบิกตากว้าง รีบตะครุบปากกลั้นเสียงหายใจ แล้วทิ้งตัวหลบวูบเข้าไปในซอกมืดหลังรูปปั้นทองเหลือง แผ่นหลังบางแนบชิดกำแพงศิลา หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนปวดหนึบไปทั้งอก
ทหารยามสองนายเดินเลี้ยวโค้งเข้ามา ลำแสงจากไฟฉายสาดกวาดไปตามโถงทางเดิน พวกเขาสนทนากันเป็นภาษาถิ่นเสียงเครียด มิราหลับตาแน่น กลั้นหายใจจนสุดปอดเมื่อฝีเท้าหนักๆ หยุดชะงักลงตรงหน้ารูปปั้น
ลำแสงสว่างวาบกวาดผ่านช่องว่าง เฉียดชายกระโปรงของเธอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร หญิงสาวตัวแข็งทื่อ เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามกรอบหน้า
"ไม่มีอะไร ไปเถอะ" ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะค่อยๆ ห่างออกไปจนสุดทางเดิน
มิราค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่สั่นเทา ขาที่เกร็งจนปวดร้าวแทบทรุดลงไปกองกับพื้น หญิงสาวสูดลมหายใจลึกเพื่อดึงสติ กวาดสายตามองโครงสร้างรอบตัว
กระแสลมแรงขึ้น และไม่มีกลิ่นอับชื้น โถงทางออกหลักต้องอยู่เลี้ยวซ้ายข้างหน้านี้แน่
เธอลืมตาขึ้น แววตากลับมาแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว เธอกระชับชายกระโปรงชีฟองขึ้นเหนือเข่าเพื่อความคล่องตัว แล้วสืบเท้าลอบวิ่งฝ่าความมืดตรงไปยังทิศทางเป้าหมายทันที
ทางออกอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกล ความหวังที่จะได้รับอิสรภาพกำลังพองโต
ทว่า...
ณ ห้องควบคุมรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ที่อยู่ลึกเข้าไปในพระราชวัง
ชีคอาดิลนั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้หนังบุกำมะหยี่ นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองภาพจากกล้องวงจรปิดอินฟราเรดบนหน้าจอขนาดใหญ่ ร่างบางในชุดชีฟองสีขาวสว่างวาบสะดุดตาเด่นชัดอยู่ในเงามืด เธอกำลังวิ่งลัดเลาะ หลบซ่อน และหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
ชายหนุ่มยกแก้วบรั่นดีคริสตัลขึ้นจิบ มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจ
"ฉลาดเกินผู้หญิงทั่วไปจริงๆ..." เขากดเสียงกระซิบกับตัวเอง นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยความสนุกและจิตสังหาร "เป็นเหยื่อที่ไม่ชอบนอนรอความตายอยู่ในกรงสินะ... ถ้าอย่างนั้นก็วิ่งไปสิมิรา วิ่งให้สุดแรง มาดูกันซิว่าจะไปได้ไกลซักแค่ไหน... "
มิราวิ่งกระหืดกระหอบมาจนถึงโถงทางเข้าด้านหน้า ประตูไม้บานยักษ์ที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เบื้องหลังประตูบานนั้นคือลานกว้างและกำแพงชั้นนอก อิสรภาพอยู่แค่เอื้อม
หญิงสาวถลันเข้าไปหาประตู สองมือที่สั่นเทายกขึ้นเตรียมจะปลดกลอนลูกบิดทองเหลือง
แต่ในวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเยียบของโลหะ
พรึ่บ!!
สวิตช์ไฟนับร้อยดวงบนโถงทางเดินสว่างวาบขึ้นพร้อมกันจนตาพร่า แสงแชนเดอเลียร์ระยิบระยับสาดส่องลงมากระทบร่างบางในชุดเดรสสีขาวบางเบาจนเห็นทะลุไปถึงไหนต่อไหน
มิราสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ยังไม่ทันที่เธอจะได้หันหลังกลับ เสียงส้นรองเท้าบูตหนังหนักๆ ก็ดังก้องกังวานสะท้อนพื้นหินอ่อน
... ตึก... ตึก... ตึก...
ชีคอาดิลก้าวออกมาจากมุมมืด ร่างสูงตระหง่านขวางทางหนีเพียงหนึ่งเดียวเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แววตาจาบจ้วงสาดมองสำรวจเรือนร่างของเธอในชุดชีฟองโปร่งแสงภายใต้แสงไฟ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างที่มุมปาก
"วิ่งเก่งดีนี่..." น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานก้องไปทั่วโถง "แต่น่าเสียดายนะ ที่กรงของฉัน... มันไม่มีประตูออกสำหรับลูกสาวฆาตกร"
"อาดิล..."
มิราผงะถอยหลังไปชิดบานประตูอย่างลืมตัว เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ นับสิบคู่ดังกระหึ่มขึ้นจากทุกทิศทาง ทหารองครักษ์ชุดดำนับสิบนายพร้อมอาวุธปืนครบมือ ก้าวพรวดออกมาจากหลังเสาและมุมมืด ปิดล้อมเธอเอาไว้หมดทุกทาง ไม่มีแม้แต่ซอกหลืบเดียวเธอได้หลบหนีอีกต่อไป
